10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
กราบสวัสดีค่ะครู
ในใจลิงโลดกับการที่ก้าวผ่านปัญหาเดิม ๆค่ะครู บอกไปก็น่าอายแต่มันก็จริง ที่งานเขียนหด ๆ หาย ๆ เพราะรู้สึกหงุดหงิดใจที่ พิมพ์ไปแล้ว word ปิดตนเอง ที่เขียน ๆไว้หายเกลี้ยง จึงเลี่ยงไปใช้ ipad ก็ไม่ค่อยจะได้อย่างใจเพราะก็ไม่ค่อยคุ้น จะล้างเครื่องใหม่หลายที หลายอย่างไม่เป็นใจ อาทิตย์ นี้พอมีเวลาให้ตนเองเต็ม ๆ แว๊บไปเห็นแผ่นเก่า ๆที่พี่ชายเขียนไว้ให้ ว้าว มันใช้ได้ค่ะครู เป็นจุดเริ่มกับตนเองที่ไม่เลยทีเดียว ตั้งใจจะเขียนเล่าเรื่องการตัดสินใจที่ยังใช้ครูเป็นเหงื่อ ติ๋วได้เรียนรู้อะไร
ใจมุ่งมั่นจะไปหาครู แต่ก็รอให้ครู sms มาอนุญาต แต่แล้วก็เจอตอ อยู่ดี ๆ เงินหายไปจากบัญชีหมื่นห้า แทนที่จะโอนคืนครูได้กลับต้องยืดไป แม้ตอนแรกจะตกใจแต่พอค้นเจอสาเหตุก็เงียบไปค่ะ แล้วข้างในก็เงียบๆจากการไม่ได้รับการตอบรับจากครู บางทีก็มีเสียงว่า “ดึงดันรึเปล่า” อะไรสำคัญกว่ากัน
พบข้อเท็จจริงกับตนเองอย่างหนึ่งว่า “มักจะทำอะไรหลาย ๆ อย่างในคราเดียวกัน” แล้วก็โหลดพอดู
คำของหลวงปู่ดังขึ้นมาว่า “ฝึกให้มีใจเดียว อารมณ์เดียว”
ครูค่ะ ติ๋วอธิบายไม่ถูกจะว่าโง่ก็ไม่ผิดนัก ปัญญาน้อย ไม่เข้าใจที่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตา
แต่ก็ได้ยินมาว่า “คำสอนครูบาอาจารย์ ฝึกแทบตายกว่าจะเข้าใจ”
มีสามประโยคที่หลวงปู่พูดแล้วก็ดังขึ้นมาเสมอๆค่ะว่า
“ภาวนาดี ใจก็ดี”
“อยากไปกะได้ไป บ่อยากไปกะได้ไป มันมีกรรมมานำกัน ต้องไปใช้เขา”
“อย่ามีหลายใจ ฝึกเอาให้มีใจเดียว อารมณ์เดียว”
วันเสาร์ไปบรรยายให้น้องฟัง มีโจทย์ให้ตนเองว่า “เล่าประสบการณ์ สะท้อนความจริงที่ได้ใช้ชีวิตการทำงานผ่านมา ว่าได้เรียนรู้อะไรบ้าง เป็นการแบ่งปัน”
ครูค่ะการได้กลับไปคณะ รู้สึกว่า “เป็นโอกาสในการแทนคุณคณะ”
ระลึกถึงอาจารย์ แต่ก็มิได้โทรหาท่าน ทราบภายหลังว่า ท่านยังไม่กลับมา สับลีฟ เพิ่มอีกปี ความสงสัยจึงหายไป
พอได้คุยกับน้อง ๆ ก็เหมือนทุ่มพลังในตนเองลงไปอย่างเต็มที่ ๆ
พอเสร็จก็รู้สึกอิ่ม แต่เพลียอยู่ภายในอธิบายไม่ถูกค่ะ
โทสะ มีแว๊บมาบ้าง แต่จะกลับมาดูที่เจตนาของการก้าวมาว่า “มาที่นี่ทำไม” โทสะที่ปรากฏก็จะแว๊บเงียบไป ปรับกระบวนท่าใหม่ แต่ครูค่ะ
“เห็นตนเอง ซ่าส์ จริง ๆค่ะ”
รู้สึกว่าเป็นตัวตนที่มั่นใจมาก ๆ ว่า ทำได้ดี มันดีขึ้นมาแบบไม่แคร์ใคร
เหมือนการควบคุมตนเองแผ่วลง
พฤติกรรมที่ดูก้าวร้าวจะแสดงออกมากขึ้น
รับรู้กับตนเองว่า “ไม่ใช่คนอ่อนหวาน” ที่ผ่าน ๆมา ทำอ่อนหวานเพราะเลียนแบบครู เพราะครู “งดงาม” ในใจของศิษย์
ดูจริงจังเมื่อได้ตั้งมั่นในเป้าหมาย
แต่เมื่อใดที่ศรัทธาในเป้าหมายนั้นเขว ข้างในก็เดี้ยงค่ะ จะเสเปะสะปะเพราะมีความลังเลสงสัย โอ้ ความสงสัยมันเข้ามาสั่นคลอนความรู้สึกที่มั่นคงในเป้าหมายนี่เอง
ติ๋วนั่งงงมืนงงอยู่นาน อะไร ที่ฉุดให้ไม่ลุกขึ้นมาจริงจัง ทั้ง ๆที่เป้าหมายไม่เปลี่ยน
ครูค่ะ ติ๋วตั้งใจมุ่งมั่น อดทน เรียนรู้ แบบครู แต่ติ๋วก็ไม่ใช่ครู ติ๋วเป็นติ๋ว มีธรรมชาติที่เป็นติ๋วเอง ถ้าไม่เรียนรู้ธรรมชาติที่เป็นตนเอง ก็จะไม่มีโอกาส เข้าใจตนเอง
แม้กายไม่ได้ใกล้ครู แต่รู้อยู่เสมอว่า “ในนี้ใกล้ชิดครูยิ่งนัก ยิ่งกำลังมีสติอยู่ ภาวนาอยู่ ก็ประหนึ่งครู ประทับอยู่ ณ กลางใจ”
ก้าวออกมาแล้วค่ะครู จากสภาวะอะไรบางอย่างที่มัว ๆ คลุมเครืออยู่
อืม ตรวจสอบศีลตนเองซิ
โอ้ ศีล ด่างพร้อย ขาดหวิ่นมิน่าหล่ะ ถึงแค่เดินย่ำและถอยหลัง
การเดินทางไปทำงานหลายครั้งเบิกจ่ายไม่ตามจริง ด้วยรู้สึกว่า “ฉันเหนื่อย ฉันต้องได้อะไรกลับคืนบ้าง” กิเลสหนอ จะทำอะไรไว้ก็รับเอา ความดีที่ทำไว้ก็รับเอา ความชั่วที่ทำไว้ก็รับเอา ต่อไปก็ยึดมั่น
“ทาน ศีล ภาวนา”
“ศีล สมาธิ ปัญญา”
ครูฝึกมาให้มากแล้ว ท่านให้โอกาสมากกว่าใคร
หลวงปู่ก็เมตตา ไม่ว่าครูบาอาจารย์องค์ไหน
ท่านก็เรียนไปเทศน์สอน เรียกไปคุย
จะเอาอะไรอีก
ท่านก็พูดทุกครั้งว่า “มันมีอยู่จริง ๆนะ ทำเอาเอง ดูเอาเอง แล้วจะเห็นเอง”
รักครูค่ะ
ติ๋วเชื่อว่า ครูไม่ต้องการคำมั่น การกระทำเท่านั้นที่จะพิสูจน์ตัวมันเอง..........กราบขอขมากับทุกสิ่งอย่างที่ได้ล่วงเกินครู ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี เพื่อการสำรวมระวังของศิษย์ในกาลต่อไป
5.33 น. วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554