จากแนวคิดและเทคนิคการทำงานของคุณยายอาจารย์สมบูรณ์ สู่ประเสริฐ ที่ได้กล่าวมา ทำให้เห็นว่า คนบางคนเกิดมาแค่คิดจะให้ ใจก็ได้บุญแล้ว ผู้เขียนยังพูดกับท่านว่า คนเราถ้าจิตคิดจะให้แล้ว แม้ไม่มีวัตถุสิ่งของที่จะหยิบยื่นให้ ก็ให้ความคิดที่ดี ๆ ให้คำพูดที่งดงาม หรือแม้ที่สุดไม่มีอะไรจะให้ก็ให้โอกาสแก่เขา ให้อภัย ให้ความรักความเมตตาแก่เขา เท่านี้ใจของเราก็เป็นสุขแล้ว

    

     หลังจาก ผู้เขียนบรรยายเสร็จแล้ว ได้มีโอกาสได้พบกับคุณยายอาจารย์สมบูรณ์ สู่ประเสริฐ หัวหน้าสถานีกาชาดที่ ๓ เชียงใหม่ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สภากาชาดไทย ซึ่งเป็นผู้ให้การดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์โดยองค์รวม ซึ่งกำลังให้สัมภาษณ์กับคุณสุรพล  ลัดลอย สื่อมวลชนจังหวัดพะเยาอยู่ก่อนแล้ว

 

     ทำให้ทราบว่าคุณยายอาจารย์สมบูรณ์  สู่ประเสริฐ อายุตั้ง ๘๐ ปีแล้ว ยังทำงานเพื่อสังคมด้วยรอยยิ้มที่เปรี่ยมไปด้วยความสุข โดยบอกกับผู้เขียนว่า "ทุกวันนี้อยู่ด้วยบุญ"  "ทำแล้วมีความสุข"  "ยิ่งให้ยิ่งได้" โดยเน้นอยู่ที่ ๓ ประโยคที่กล่าวมาด้วยความภาคภูมิใจ

 

     ยิ่งสอบถามเรื่องงานที่คุณยายอาจารย์ทำแล้วท่านกล่าวว่า โชคดีที่พูดแล้วทำให้ฝรั่งเชื่อ แล้วให้เงินมาทำงานซึ่งทำมานานแล้วต้งแต่ ปี ๒๕๒๔ เป็นการทำงานเกี่ยวกับโรคเรื้อนโดยทุนของมหาวิทยาลัยอิลินอย  ต่อมาได้ทุนของมูลนิธิล็อกกี้ เทเลอร์ จำนวน ๑๐ ล้านบาท โดยทำเกี่ยวกับการหาความชุก(โรคเอดส์)ของทหารเกณฑ์ ในปี ๒๕๓๔ และที่ทำอยู่นี้เป็นการสนับสนุนจากสภากาชาดอิตาลี และสภากาชาดไทย

 

     เมื่อผู้เขียนถามถึงโครงการต่าง ๆ ที่ทำ ไม่น่าเชื่อว่าคนอายุ ๘๐ ปี จะมีกระบวนทัศน์ที่ร้อยเรียงโครงการต่าง ๆ ที่ทำให้สอดรับกันเป็นทอด ๆ อย่างเป็นระบบและน่าติดตามยิ่ง

 

     ท่านยังกล่าวอีกว่า ตัวท่านเองทำคนเดียวไม่ได้หรอก ที่สามารถทำได้มีอยู่ ๓ คำคือ "ให้ทำแทน+มอบหมาย+ทีม" นั่นอาจหมายถึงท่านเป็นเพียงแค่ผู้ประสานงาน แต่มีทีมงานเข้ามาเพื่อจัดกิจกรรม ขณะเดียวกันคนที่ท่านมอบหมายให้ไปทำต้องสามารถตัดสินใจได้เอง คือมอบภาระหน้าที่แล้วก็มอบอำนาจให้ไปด้วย (ทันสมัยมาก เนื่องจากคนยุคก่อนเขามอบแต่ภาระงาน แต่ไม่มอบอำนาจนะอาจารย์)

 

     ดังนั้น โครงการที่ท่านทำแล้ว และกำลังทำมีทั้งหมด ๙ โครงการ ส่วนโครงการที่ ๑๐ เป็นโครงการอยู่ในช่วงวางแผนที่จะทำอยู่ รายละเอียด ดังนี้

 

โครงการ ๑ โครงการจัดตั้งชมรมวันพฤหัสบดี 

      มีแนวคิดว่า ต้องการให้ผู้ติดเชื้อรวมตัวกัน โดยเน้นคนที่มีประสบการณ์คล้าย ๆ กันเล่าสู่กันฟัง โดยเริ่มที่สภากาชาดก่อน มีการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ตรวจรักษา การออกกำลังกาย การร้องเพลง การสอนสมาธิ เลี้ยงอาหาร เป็นต้น

  

โครงการที่ ๒ โครงการโฮมแคร์  

     มีแนวคิดสอนให้ดูแลตนเองที่บ้านก่อนโดยอาศัยคนในครอบครัวและชุมชน คอยช่วยให้กำลังใจ ไม่รังเกียจ เป็นต้น

 

โครงการที่ ๓ โครงการเยี่ยมบ้าน 

     มีแนวคิดออกไปดูคนไข้ที่บ้าน คือไปดูทั้งโรคทางกายและให้กำลังใจกัน โดยถือว่าบ้านเป็นศูนย์รวมของการรักษาพยาบาล มากกว่าโรงพยาบาล

 

โครงการที่ ๔ โครงการชุมชนบำบัด 

     มีแนวคิดว่าต้องแบ่งผู้ติดเชื้อออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้สามารถดูแลรักษาตนเอง โดยมีคุณมามาคอยให้ความรู้และให้คำแนะนำในเบื้องต้น

 

โครงการที่ ๕ โครงการยายเลี้ยงหลาน 

     มีแนวคิดว่า เมื่อพ่อแม่ติดเชื้อจากไป ทิ้งหลานให้กับยาย  จึงได้มีโครงการฝึกสอนยายให้มีวิธีเลี้ยงหลานทางสุขภาพอนามัย ตามทัศนะที่ดี เนื่องจากวัยของคนทั้งสองห่างกันมาก การเลี้ยงดูจากอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก

 

โครงการที่ ๖ โครงการให้ทุนการศึกษาแก่เด็ก 

     มีแนวคิดว่า เข้าไปช่วยเหลือเด็กที่มีพ่อแม่ตายด้วยโรคเอดส์ อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจครอบครัว และถือว่าเป็นการแบ่งเบาภารของผู้เลี้ยงดู

 

โครงการที่ ๗ โครงการอบรมทักษะชีวิตให้กับเยาวชน  

                มีแนวคิดว่าจะให้เยาวชนดูแลตนเองอย่างไร ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เมื่อก่อนใช้ทฤษฎี  Life skill ของฝรั่งเข้ามา ต่อมาเห็นว่าพระพุทธศาสนาก็มีทฤษฎีเหล่านี้อยู่ จึงปรับใช้ Buddhist skill ร่วมกับทฤษฎีของฝั่ง โดยใช้ขั้นตอน ดังนี้

     ๑)วิจัยวิจารณ์ปัญหา คือศึกษาปัญหาให้แตกฉาน  ๒)บทนี้เป็นการให้ฝึกทักษะในการคิดว่าจะทำอะไร อะไรก่อน อะไรหลัง จะแก้ด้วยวิธีการใดได้บ้าง   ๓)หาตัวช่วยคือคัดสรรทีมงานที่จะมาช่วยเพราะเราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง  ๔)เอาใจเขามาใส่ใจเรา-ฝึกทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคม เนื่องจากทุกคนมีข้อดีและข้อเสีย ทำอย่างไรให้ใช้ข้อดีของเขา และอยู่กับข้อเสียของเขาได้บ้าง  ๕)ประชุมเพื่อปรึกษาหารือ โดยใช้เทคนิค what  to  do,  how  to  do   ๖)ทักษะการสื่อสาร เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ หรือ  e-mail และสื่อในรูปแบบต่าง ๆ   ๗)มอบหมายงานให้ไปทำ เพื่อฝึกความรับผิดชอบต่อหน้าที่  ๘)เตรียมคน เตรียมพยาบาล และลงมือกระทำตามแผนที่วางเอาไว้  ๙)ทบทวนงานทั้งหมด-ประเมินผลงาน  และ ๑๐)ปีติ ยินดี มีความภาคภูมิใจว่าได้ทำอันจะนำมาซึ่งพลังกายกำลังใจเพื่อจะได้นำไปใช้ในภาระกิจต่อ ๆ ไป

 

โครงการที่ ๘ เป็นโครงการฝึกอาชีพให้กับผู้ติดเชื้อเอดส์ 

                มีแนวคิดว่าต้องการให้ผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ได้ฝึกอาชีพที่สามารถหางานทำและเลี้ยงชีวิตครอบครัวได้

 

โครงการที่ ๙ เป็นโครงการสายสัมพันธ์ยายหลาน  

                คือโครงการที่ทำอยู่นี้ มีแนวคิดว่า ปกติแยกจะทำแยกส่วน เช่น อบรมเฉพาะตายาย หรืออบรมเฉพาะหลาน  แต่โครงการนี้รวมเอาส่วนที่เป็นตายายและหลานมาทำร่วมกันบ้าง โครงการนี้ทำใน ๕ จังหวัด (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา เชียงราย) ประกอบไปด้วย ๑๒ อำเภอ ส่วนจังหวัดพะเยาจัดกิจกรรมใน ๓ อำเภอ คืออำเภอดอกคำใต้ อำเภอเชียงคำ และอำเภอแม่ใจ

 

โครงการที่ ๑๐ เป็นโครงการโฮมแคร์ (ไม่เหมือนโครงการโฮมแคร์-โครงการที่ ๒)

                เป็นโครงการที่จะทำต่อในอนาคต โดยมีแนวคิดไม่อบรมเฉพาะผู้ป่วยเอดส์ แต่เป็นการขยายไปสู่คนที่เป็นโรคมะเร็ง โรคไต  ฯลฯ ในชุมชน โดยจะเน้น ๒๐ อำเภอ ใน ๖ จังหวัด มีทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน

 

     จากแนวคิดและเทคนิคการทำงานของคุณยายอาจารย์สมบูรณ์ สู่ประเสริฐ ที่ได้กล่าวมา ทำให้เห็นว่า คนบางคนเกิดมาแค่คิดจะให้ ใจก็ได้บุญแล้ว ผู้เขียนยังพูดกับท่านว่า คนเราถ้าจิตคิดจะให้แล้ว แม้ไม่มีวัตถุสิ่งของที่จะหยิบยื่นให้ ก็ให้ความคิดที่ดี ๆ ให้คำพูดที่งดงาม ให้การกระทำต่อที่เหมาะสม หรือแม้ที่สุดไม่มีอะไรจะให้ก็ให้โอกาสแก่เขา ให้อภัย ให้ความรักความเมตตาแก่เขา เท่านี้ใจของเราก็เป็นสุขยิ่งแล้ว