นอกจากนี้แล้วผู้เขียนยังได้บรรยายให้เด็กได้ทราบถึงคุณค่าและการมีบุญมากสำหรับการเกิดมาในโลกนี้ซึ่งนับว่าประเสริฐกว่าชีวิตของสรรพสัตว์ต่าง ๆ ที่ล้อมรอบตัวเรา เมื่อเรารู้ว่า บุพการี คือบุคคลผู้ทำอุปการคุณอย่างมากมายให้กับเราก่อน ดังนั้น เราต้องเป็นคนกตัญญูกตเวที คือผู้รู้อุปการคุณที่ท่านทำแล้วตอบแทนท่าน
วันนี้ผู้เขียนได้เป็นวิทยากรให้กับโครงการสายสัมพันธ์ยายหลานในกลุ่มผู้ดูแลและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ ซึ่งโรงพยาบาลดอกคำใต้ จัดทำขึ้น (วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔) โดยให้ผู้เขียน ได้รับหัวข้อบรรยายเรื่อง “พรหมวิหารสี่และความกตัญญูกตเวที”
จากคำกล่าวรายงานของคุณพัชรี วิลาชัย หัวหน้างานสุขภาพจิต ยาเสพติดและเอดส์ ทำให้เห็นถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับโรคเอดส์โดยภาพรวมของอำเภอดอกคำใต้ว่ามีเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ จำนวนทั้งสิ้น ๕๒๗ คน แบ่งเป็นชาย ๒๔๗ เป็นหญิง ๒๗๘ คน สามารถแยกเป็นช่วงอายุ โดยเรียงจากมากไปหาน้อย ดังนี้
เด็กจำนวน ๒๙๙ คน อยู่ในช่วงอายุ ๕-๑๑ ปี
เด็กจำนวน ๙๔ คน อยู่ในช่วงอายุ ๑๒-๑๔ ปี
เด็กจำนวน ๘๓ คน อยู่ในช่วงอายุไม่เกิน ๔ ปี
เด็กจำนวน ๕๑ คน อยู่ในช่วงอายุ ๑๕ ปีขึ้นไป
ในจำนวนนี้มีเด็กติดเชื้อ HIV จำนวน ๕๒ คน หากเจาะจงเด็กที่บิดามารดาเสียชีวิตและต้องทิ้งให้อาศัยอยู่กับปู่ย่าตายายหรือญาติสนิท มีจำนวนถึง ๒๔๖ คน ดังนั้น ทางโรงพยาบาลดอกคำใต้จึงได้เล็งเห็นว่าการใช้ชีวิตอยู่รวมกันโดยมีสัมพันธภาพในครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เพราะการจะทำให้เด็กมีพัฒนาการหรือมีความเจริญเติบโตให้เหมาะสมกับวัยทั้งร่างกายและจิตใจนั้น ต้องอาศัยครอบครัวเป็นฐาน โดยวันนี้ ทางผู้ดำเนินการโครงการได้คัดเลือกผู้เข้าอบรมจำนวนทั้งสิ้น ๖๐ คน โดยแบ่งเป็นผู้ดูแล(ปู่ย่าตายาย) จำนวน ๓๐ คนและเด็ก จำนวน ๓๐ คน
เมื่อมองดูวัตถุประสงค์ที่โครงการได้วางเอาไว้มี ๒ ประการ คือ
๑)ต้องการส่งเสริมการดูแลสุขภาพร่วมกันระหว่างผู้ดูแล(ปู่ย่าตายาย)และเด็กทั้งร่างกาย จิตใจ มีทัศนคติที่ดีต่อกัน และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกันได้อย่างมีความสุข
๒)ต้องการให้เด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ มีทักษะในการดูแลตนเอง และมีพฤติกรรมที่เหมาะสมตามวัย
กิจกรรมในครั้งนี้ มี ๒ ลักษณะคือ การให้การอบรมเสริมทักษะความรู้ ๑ วันและมีการติดตามประเมินผลหลังการอบรมอีก ๑ ครั้ง โดยได้รับรับการสนับสนุนงบประมาณจากสภากาชาดอิตาลี สถานีกาชาดที่ ๓ เชียงใหม่ โดยมีคุณโยมอาจารย์ยายสมบูรณ์ สู่ประเสริฐ (อายุ ๘๐ ปี) เป็นหัวหน้าโครงการ เรียกว่าทำงานโดยไม่คิดถึงอายุ ลักษณะเป็นคนใจดี ท่านพูดให้ฟังว่า “การทำงานคือการสร้างบุญบารมีให้กับตนเอง” อันนี้ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้แล้วคุณหมอสมนึก ชีวาเกียรติยิ่งยง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลดอกคำใต้ ยังได้ให้ทัศนะเสริมอีกว่า “เพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้สถาบันครอบครัวต้องเปลี่ยนแปลง” โดยมุมมองดังกล่าวนี้อาจหมายความว่า การเลี้ยงดูเด็กเยาวชนทางกายภาพ เช่น จัดหาอาหาร ให้เครื่องแต่งกาย ให้ความสะดวกสบาย ตลอดจนถึงให้การศึกษาอาจไม่เพียงพอต่อยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่การเสริมสร้างทายสุขภาพจิต ด้วยการให้ความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจซึ่งกันและกัน อาจทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างคนสองวัยดีขึ้นไม่เฉพาะแต่ตายายหลานเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสังคมในระดับกว้างขึ้นไปอีก
ดังนั้น เราจะเห็นว่าถ้าพื้นฐานครอบครัวที่อบอุ่น ผู้ที่ดูแลเด็กมีความรัก มีความเข้าใจเด็ก ก็จะสามารถเรียนรู้ร่วมกันได้ วัยที่ห่างกันไม่ใช่เป็นปัญหา เนื่องจากปู่ย่าตายายสามารถเป็นทั้งพ่อแม่ เป็นเพื่อนแก้เหงา เป็นผู้ดูแลปกป้องคุ้มครองเด็ก เป็นที่ปรึกษาให้ความรู้ เป็นครูให้การอบรมแง่คิด ตลอดจนถึงการเป็นพระในบ้านให้ความยำเกรง เคารพรักแก่เด็กด้วย
การบรรยายในวันนี้ ผู้เขียนได้พยายามปลูกฝังปู่ย่าตายายในเรื่องของพรหมวิหารธรรม ๔ คือความรักความเมตตาต่อเด็กกำพร้า ความกรุณาที่อยากให้ลูกหลานมีความสุขที่ได้อยู่ด้วย มุทิตาความพลอยยินดีส่งเสริมลูกหลานให้ได้รับโอกาสในสิ่งที่ดีสำหรับชีวิต และอุเบกขาความวางเฉยไม่ตีโพยตีพายในเมื่อเด็กไม่เป็นไปตามคิด แต่ควรพยายามคิดปรับปรุงแก้ไข และให้โอกาสแก่เด็กโดยการไม่ซ้ำเติม
นอกจากนี้แล้วผู้เขียนยังได้บรรยายให้เด็กได้ทราบถึงคุณค่าและการมีบุญมากสำหรับการเกิดมาในโลกนี้ซึ่งนับว่าประเสริฐกว่าชีวิตของสรรพสัตว์ต่าง ๆ ที่ล้อมรอบตัวเรา เมื่อเรารู้ว่า บุพการี คือบุคคลผู้ทำอุปการคุณอย่างมากมายให้กับเราก่อน ดังนั้น เราต้องเป็นคนกตัญญูกตเวที คือผู้รู้อุปการคุณที่ท่านทำแล้วตอบแทนท่าน โดยยกนิทานเรื่องโคอัยยิกกาฬกะ(เจ้าโคดำของยาย) ซึ่งเป็นโคยอดกตัญญู ที่มีความคิดตลอดเวลาที่จะตอบแทนยายที่เลี้ยงตนมาตั้งแต่เล็กโดยการออกรับจ้างหาเงิน และมีนิสัยที่เป็นที่รักของชุมชนด้วย ซึ่งการ์ตูนนี้เองแสดงให้เด็กได้ดูว่า ผู้มีความกตัญญูกตเวทีชีวิตดีขึ้นอย่างไร? ตลอดถึงชีวิตหลังความตายก็เป็นสุขทั้งยายและหลาน
ในประเด็นดังกล่าวนี้ คุณยายสมบูรณ์ สู่ประเสริฐ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สภากาชาดไทย ได้ถามผู้เขียนว่า “ในทัศนะของท่านการสร้างคน จะเริ่มต้นอย่างไร?”
ผู้เขียนจึงตอบไปว่า ในทัศนะของอาตมาให้ความสำคัญกับ ๓ ส่วน คือ
๑.ครอบครัวต้องอบอุ่น เมื่อพ่อแม่ปู่ย่าตายายหรือคนในครอบครัวทำหน้าที่ของตนไม่บกพร่องและเป็นที่เคารพของเด็กแล้วก็จะเป็นปัจจัยส่งไปถึงตัวเด็กได้ซึมซับ รับรู้ จากประสบการณ์ที่พบเห็นทุก ๆ วัน ซึ่งประเด็นนี้เหมือนกับการโฆษณาซ้ำ ๆ ถ้าโฆษณาดี เด็กก็เลียนแบบสิ่งดี ๆ แต่ถ้าโฆษณาไม่ดี ก็นึกภาพเอาเองก็แล้วกันว่าปัญหาสังคมมาจากสถาบันครอบครัวนี้แหละเป็นต้นเหตุ
๒.ตัวเด็กเองต้องมีความมุ่งมั่น เด็กเก่งหรือไม่เก่งในทัศนะของผู้เขียนไม่สำคัญ ถ้าเด็กมีความมุ่งมั่น มีความรับผิดชอบ ย่อมเป็นโครงสร้างทางกระบวนทัศน์ของเด็กเอง(ปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่ดี) เด็กจะมีเป้าหมายของตนเอง
๓.สิ่งแวดล้อมหรือสังคมต้องให้โอกาส หมายความว่าคนรอบข้าง หรือสังคมต้องให้โอกาส ตามศักยภาพที่เด็กเป็นอยู่
ผู้เขียนหวังว่า โครงการดี ๆ มาจากคนดี ๆ อย่างนี้ น่าจะมีมากกว่านี้ ไม่ใช่แค่ ๑๒ อำเภอ ๕ จังหวัดโดยการสนับสนุนจากสภากาชาตอิตาลีเท่านั้น แต่รัฐบาลไทย ส่วนราชการหรือภาคเอกชนไทยภายในประเทศต้องต่อยอดกิจกรรมลักษณะนี้ให้คงอยู่คู่กับสังคมต่อไป