สมัยที่ผมยังอยู่ในวัยเรียน ระดับประถมปลาย(ป5-7) ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง แก่เป็นเด็กที่ฐานะทางบ้านมีอันจะกิน ขนาดคุณพ่อซื้อรถมอเตอร์ไซด์ขี่ไปโรงเรียนกันละ ไอ้เราก็เดินเท้าตลอดชีวิต(ตอนเรียน) อย่างว่าละ เมื่อมีรถขี่ การเรียนก็ ขาดๆมาๆ มาหนึ่งวัน ขาดเสียแปดอะไรทำนองนั้น ถึงคราวสอบปลายปีก็ยังขาด แล้วจะเหลืออะไร สรุปซ้ำชั้นตั้งแต่ ป.5 -7 ซ้ำชั้นแกก็มาเรียนต่อ ป. 6 สอบไม่ผ่านอีก แกก็ยังมาต่อ ป. 7 แกก็ซ้ำอีก แกก็ยังมาเรียนต่อ(อดทนจริง ผับผ่า) สรุปว่าแกอยู่ ป.ละ 2 ขวบปี สำหรับผมไม่เคยซ้ำเรียนเลยสักครั้ง เรียกว่า หายหูดไปแล้ว เพื่อนคนนี้แกอยู่ ป.7 เราอยู่ ม.ศ.3 เห็นมั้ย ? ต่างกันมาก หลังจากนั้น เราทั้งสองยิ่งไกลเรื่อยๆ จนไม่ได้พบกัน นานหลายปี เรานั้นเรียนจบพอที่จะหางานทำได้แล้ว ก็มาเสียเวลา หาบรรจุเข้ารับราชการไม่ได้สักกะทีหนึ่ง ว่างอยู่ 4 -5 ปี ลืมตามาอีกที เพื่อนผม คนที่ผมได้บัน-ระ-ยายสรรพคุณเมื่อสักครู่ โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ บรรจุเข้ารับราชการก่อนเราเสียแล้ว เฮ่อ..มันมาได้อย่างไร ตกลงเขาแซงเสียแล้ว ตอนนี้เขาก็ได้ดิบได้ดี ทิ้งห่างเราไปหายหูดเช่นกัน นี่เป็นการสรุปให้ทราบว่า เต่าวิ่งช้าก็จริง ถึงเวลากระต่ายหลับหรือหลงระเริงกับความเร็วของที่ตัวเองมีอยู่(อย่างนิทานอิสป) ก็ถึงคราวแพ้เต่าได้เช่นกัน จริงแมะ.. จากการจำจนขึ้นใจ และเข้าใจสถานการณ์ที่เป็นในตอนนั้น ทำให้ผมในตอนนี้ พบเจอเด็กนักเรียนที่เกเร ไม่ยอมเข้าเรียน ขาดเรียนบ่อย ผมก็นึกหวนไปถึงเพื่อนคนนั้นทันที และคิดเสมอว่า เด็กคนนี้จะต้องเป็นไปในแนวเดียวกันกับเพื่อนผมคนนั้น  10 รุ่นผ่านไปที่ผมเจอเด็กลักษณะดังกล่าวอย่างน้อยรุ่นละ 2-3 คน(เขามีกันทุกโรงแหละเรื่องเด็กเกเร) เนื่องจากผมเคยมีประสบการณ์ดังที่ได้เล่าให้ฟัง ผมจึงตั้งข้อสังเกตไว้ว่า เด็ก 2-3 คนในแต่ละรุ่นที่ผมพร่ำสอนมา จุดจบสูงสุดของเขาจะเป็นเช่นไร พบว่าครึ่งหนึ่งจะไปได้ดิบด้านการเรียน(คือมีการเรียนต่อระดับสูงขึ้น สามารถทำเป็นกรณีตัวอย่างของการศึกษาประจำหมู่บ้านได้เลย) อีกส่วนหนึ่งจะเบนเข็มชีวิตไปในแนวการร่วมกันพัฒนาหมู่บ้าน เช่นเป็นอาสาสมัครโครงการต่างๆของหมู่บ้าน เป็นผู้นำชุมชน โครงการปลูกพืชผักชุมชน อะไรต่างๆนาๆ เป็นที่ปลื้มใจของครูผู้สอน ทั้งในอดีตและปัจจุบันนัก ยุคนี้เป็นยุค อบต.ครองหมู่บ้าน เป็นถึงนายก อบต. ประธาน อบต.และสมาชิก อบต.ก็มี ซึงมันแตกต่างกันมากระหว่างความคิดตอนนั้นกับแนวคิดในตอนนี้ ไอ้เราก็คิดว่า พวกนี้คงไม่มีโอกาสได้เป็นคนกะเขาแล้ว ที่ไหนได้ พอถึงคราวโผล่ มันโผล่แบบเหนือความคาดหมาย นับว่าข้อสังเกตที่ผมตั้งเป้าประสงค์ไว้ บรรลุผล ดังที่ผมได้อ้างไว้จริง นี่ดีน่ะ ที่พวกมันไม่กลับมาเป็น นายหัวเรา ม่ายงั้นแย่เลย.. ต่อไปอีก 10 รุ่นหลังมีเด็กอยู่ในข่ายเช่นว่านี้อีกหลายคน เจอกันที่ไร ผมก็มักถามแกเสมอๆว่า เรียนที่ไหน อะไร อย่างไร ทุกคราไป เพื่อเสริมแรงและสร้างสัมพันธภาพต่อกันอย่างไม่หยุดยั้ง ก็เห็นแววกันแล้วในรุ่นต้นๆ เพราะบางคนเป็นครูสอน(อัตราจ้าง) บางคนทำงาน สี่พันห้า(เห็นเขาเรียกกันว่า พวกสี่พันห้า) หมายถึงกลุ่มบุคคลที่สมัครเข้าทำงานของหน่วยทหารบ้าง ของกรมการปกครองบ้าง ที่ทางการของสามจังหวัดชายแดนใต้ เขาจัดงานให้ทำสำหรับผู้ที่จบ ระดับต่างๆในหมู่บ้าน แล้วส่งเข้าไปทำงานในหมู่บ้าน ตามส่วนราชการ เช่น เป็นยามเฝ้าโรงเรียน สถานพยาบาล เป็นต้น โดยให้เงินเดือนๆละ 4500 บาท บ้างคนก็กำลังเรียนต่อโน้นต่อนี่ คิดว่าคงไปได้ดีกันหลายคนแน่ ขอชมเชยในความสามารถ และความตั้งใจจริงทุกคน บล็อกหน้า จะหาเรื่อง กระต่ายชนะเต่ามาให้อ่าน