Parami/Paramita
ผู้เขียนได้พักรายการ "Dhamma in English" ไปนานหลายเดือน เนื่องจากติดภารกิจงานประจำ ตอนนี้ได้สะสางงานไปพอสมควรแล้ว จึงคิดว่าสมควรกลับมาเขียนใหม่ได้แล้ว เรื่องที่จะนำเสนอในวันนี้เป็นคำที่เราชาวไทยคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่ความหมายในภาษาธรรมไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกต้องกันแค่ไหน นั่นคือ คำว่า "บารมี" หรือสะกดตามภาษาบาลีสันสกฤตเดิมว่า "ปารมี" หรือ "ปารมิตา" (Parami/Paramita)
เวลาคนไทยได้ยินคำนี้มักนึกถึงใครบางคนที่มีอำนาจอิทธิพล (Power/Influence) หรือเจ้าพ่อที่เลี้ยงบริวารไว้มากมาย หรือผู้มีต้นทุนทางสังคมสูงที่เมื่อทำอะไรแล้วคนอื่นคล้อยตามได้ง่าย บารมีที่คนไทยเข้าใจนี้มีความหมายเหมือนคำภาษาอังกฤษว่า "Charisma" แต่บารมีในภาษาธรรมไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่อย่างใด
คำว่า "บารมี/ปารมี" หรือ "ปารมิตา" ในทางธรรมนั้น นิยมแปลว่าเป็นภาษาอังกฤษว่า "Perfection" หรือ "Completeness" หรือ "Fulfillment" หมายถึง ความสมบูรณ์ หรือความเต็มพร้อมบริบูรณ์ หรือบางครั้งก็แปลว่าคุณธรรมที่ทำให้ข้ามไปฝั่งข้างโน้น (the other shore/ฝั่งพระนิพพาน) บารมีในภาษาธรรมนั้นใช้ในสถานการณ์ที่กล่าวถึงคนกำลังเพียรพยายามไปสู่เป้าหมายชีวิต เช่น การเป็นพระพุทธเจ้า หรือเป็นพระอรหันต์ พระพุทธศาสนาสอนว่าคนเราจะประสบความสำเร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องโชคช่วยหรือฟ้าบันดาล หากเกิดจากความเพียรพยายามหรือการกระทำของเราเอง (กรรม) ความสำเร็จเล็กน้อยอาจไม่ต้องลงแรงมาก แต่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่หรือสูงส่งจะต้องอาศัยการสั่งสมบ่มเพาะคุณสมบัติหลายอย่างและยาวนานจึงจะไปถึงเป้าหมายอันสูงส่งนั้นได้
ดูอย่างพระพุทธเจ้า กว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น ทรงสั่งสมคุณสมบัติมาจนนับชาติไม่ได้ (อสงไขย/uncoutable) ดังนั้น บารมีจึงหมายถึงการสั่งสมคุณสมบัติภายในตนให้เหมาะสมต่อการบรรลุเป้าหมายบางอย่าง อุุปมาเหมือนนักกีฬา เป้าหมายที่นักกีฬาต้องการบรรลุคือชัยชนะหรือการได้แชมป์ นักกีฬาทุกคนรู้ดีกว่าจะไปสู่เป้าหมายนั้นได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยการฟิตซ้อมอย่างหนักให้พร้อมทั้งร่างกายและจิต ช่วงที่นักกีฬากำลังฝึกซ้อมเตรียมตัวไปแข่งขันนี้ เทียบได้กับการบำเพ็ญบารมีในภาษาธรรม
ชีวิตของพระพุทธเจ้าในชาติอดีตคือตัวอย่างที่่แสดงให้เห็นการบำเพ็ญบารมีหรือการสั่งสมคุณสมบัติให้พร้อมต่อการเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งคุณสมบัติที่พระองค์สั่งสมมี ๑๐ ด้านด้วยกัน เรียกว่า "ทศบารมี" ได้แก่
๑. ด้านการให้/ความเสียสละ (ทานบารมี/generosity)
๒. ด้านศีล (ศีลบารมี/Morality)
๓. ด้านการสละโลกออกบวช (เนกขัมมบารมี/Renunciation)
๔. ด้านปัญญา (ปัญญาบารมี/Wisdom)
๕. ด้านความเพียรพยายาม (วิริยบารมี/Diligence, Effort)
๖. ด้านความอดทน (ขันติบารมี/Patience)
๗. ด้านความมีสัจจะ (สัจจบารมี/Truthfulness)
๘. ด้านความตั้งใจมั่นเด็ดเดี่่ยว (อธิษฐานบารมี/Determination)
๙. ด้านความรักความเมตตา (เมตตาบารมี/Loving-kindess)
๑๐. ด้านความมีใจเป็นกลาง (อุเบกขาบารมี/Equanimity)
เมื่อคุณสมบัติ ๑๐ ด้านนี้เต็มเปี่ยมและหลอมรวมก้นเป็นหนึ่งเดียว ก็ถือว่ามีความพร้อมต่อการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า รายการ "Dhamma in English" ครีั้งที่ ๑๒ นี้ คิดว่าพอสมควรแก่เวลา สุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้ผู้กำลังมุ่งมั่นสั่งสมบารมีเพื่อนำชีวิตไปสู่เป้าหมายบางอย่างที่ตั้งใจไว้ ขอให้บารมีนั้นจงช่วยหนุนส่งให้ประสบความสำเร็จสมดังปรารถนา...
กราบนมัสการครับผม...
เจริญพร อาจารย์วัชรชัย ขอบคุณที่เข้ามาทักทาย
พระอาจารย์เจ้าค่ะ
ดีใจจังที่พระอาจารย์กลับมาเขียนต่อ
การสะสมบารมี ในการที่จะมาเกิดเป็น พระอริยบุคคลนับตั้งแต่พระโสดาบัน ขึ้นไปค่ะ
ท่านสะสมบารมี มาอย่างไรเจ้าค่ะ
กราบเท้าด้วยความเคารพนับถือเจ้าค่ะ
ชยาภรณ์ ส.
นมัสการพระคุณเจ้า
นมัสการพระอาจารย์ ศิษย์ติดตามงานเขียน
พระอาจารย์มาตลอด เพื่อให้เกิดการเรียนรู้วิธีการ
เขียนงานวิชาการอย่างน่าสนใจ และ เป็นประโยชน์กับผู้อ่าน
อนุโมทนาเจ้าคะ
ดีใจที่มีธรรมะบรรยายเป็นภาษาอังกฤษค่ะ
กราบนมัสการ และกราบขอบพระเดชพระคุณในเมตตาที่นำข้อมูลมาเผยแพร่เป็นธรรมทานครับขออนุโมทนาบุญครับ