วันสุดท้ายของสัปดาห์สำหรับข้าราชการระดับต้น ๆ อย่างผม มันช่างเป็นวันที่รู้สึกมึน ๆ ในหัว เครียด ๆ และน่าเบื่อมาก ๆ อาจจะเป็นเพราะภารงานและความวุ่นวายต่าง ๆ ที่ได้เจอมาหลายอาทิตย์ หลายวันติดต่อกัน...
ผมเลือกที่จะออกจากที่ทำงานก่อนเวลาเลิก (ชดเชยกับการทำงานก่อนเวลาและการนำงานกลับมาทำต่อที่บ้าน) ขับรถฝ่าเปลวแดดที่ร้อนจ้า และรถราบนถนนที่เริ่มติดขัดกันบ้างพอสมควร กว่าจะหลบหลีกและเบียดเสียดกันบนถนน ถึงบ้านมาประมาณเกือบ ๆ ห้าโมงเย็น รีบอาบน้ำ หาเวลาพักผ่อนดูทีวีผ่อนคลายตัวเอง
วันนี้ แม่ทำน้ำพริกแมงดา และสะตอเผา เป็นอาหารมือเย็นอีก 1 เมนู กลิ่นแมงดาไม่ค่อยหอมเท่าไร ผมซื้อมาจากแม่ค้าสูงอายุข้าง ๆ ที่ทำงานเมื่อวาน นี่ขนาดตอนซื้อสั่งแล้วนะว่า "ยาย เอาที่หอม ๆ นะ" ยายเขาก็หยิบแมงดามาแล้วหักขาออกหนึ่งข้าง จากนั้นก็จิ้มไปตรงพุง (เหมือนจะเป็นรักแร้) ของแมงดา แล้วก็เอามาดม จากนั้นก็ใส่ถุง และก็ทำแบบเดียวกันนี้อีก 2 ตัว รวมเป็น 3 ตัว และผมก็ซื้อสะตอมาอีก 1 มัน รวมแล้วต้องจ่ายไปร้อยบาทพอดี (ไม่ต่อรองราคา เพราะเห็นว่าคนขายอายุมากสงสารนะ)
น้ำพริกแมงดาของแม่ยังรสชาดดีเหมือนเดิมที่เคยกินมา แม้จะไม่ค่อยได้กลิ่นแมงดาก็ตาม ผมถามว่า ทำไมไม่ทำตั้งแต่เช้า จะได้เอาไว้กินระหว่างวัน แล้วตอนเย็นผมมาก็จะได้กิน พ่อบอกว่า "ทำไว้ เดี๋ยวกลัวไม่ได้กลับมากินอีกเพราะยุ่งที่ทำงาน"
สิ่งที่รู้สึกผิด...หลาย ๆ ครั้ง มักจะคิดว่างาน สำคัญกว่าสิ่งไหน แต่ไม่ได้นึกถึงว่า คนที่บ้านจะรอกินข้าวหรือไม่ หรือ ถ้าเขาตั้งใจทำกับข้าวไว้ให้กิน แล้วไม่ได้มากิน เขาก็จะต้องรู้สึกเสียใจ...
วันนี้ นอกจากน้ำพริกแมงดา สะตอเผาแล้ว แม่ยังเก็บ มะระ ที่ปลูกและดูแลกันจนออกลูกมาให้ได้กิน นำมะระมาผัดกับไข่ เป็นอาหารที่รสชาดดีที่สุดเลย
นี่แหละความหมายที่แท้จริงของครอบครัวผม อาหารธรรมดา กับการนั่งพร้อมหน้ากันกินข้าว พูดคุยกันในเรื่องราวต่าง ๆ แล้วก็รู้สึกดี โดยไม่ต้องพูดย้ำว่า เรารักกันนะ แต่ความหมายมันแจ่มชัดในใจของทุกคนเสมอ ผมเชื่ออย่างนั้น
ได้บรรยากาศแบบชนบทจริงๆ เลยนะครับ
น่ารักนะจ๊ะ
ถ้าลูกชายเรียนจบ ทำงานกลับบ้านมา
แม่จะหาอาหารเย็นไว้รอท่า..ทุกวันเหมือนกัน