อูคูเลเล่กีต้าร์น้อย ย ย !! (Ukulele)


มารู้จักอูเลเล่กันน้ะค้ะว่ามีที่มาอย่างไร เพราะปัจจุบันเป็นที่แพร่หลายมากในประเทศไทย ตอนคงจะไม่มีใครไม่รู้จักมันสะแล้ว !! ก่อนเราจะเล่นไอเจ้าตัว อูเลเล่ลองมารู็จักมันหน่อย น้ะค้ะ ว่ามันมีต้นกำเนินเกิดขึ้นได้อย่างไร ?? 

Ukulele (อูคูเลเล่) เป็นเครื่องดนตรีที่มีต้นกำเนิดมาจากฮาวาย ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 19 หรือเมื่อประมาณ 150 ปีก่อน โดยเริ่มจากที่นักดนตรีโปรตุเกสคนหนึ่งที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังชายฝั่ง Hanolulu ของฮาวาย และหอบเอาเครื่องดนตรีคล้ายกีตาร์จิ๋วที่เรียกว่า Cavaquinho มาด้วย จนสร้างความสนใจให้กับชาวพื้นเมืองฮาวายเป็นอย่างมากในสมัยนั้น และในที่สุดก็ได้มีการดัดแปลงเครื่องดนตรีจากโปรตุเกสดังกล่าวให้กลายเป็น อูคูเลเล่ ใช้สำหรับให้ความบันเทิงและสนุกสนานในหมู่เกาะฮาวาย และมันก็ถูกนำไปใช้กันอย่างกว้างขวางในหมู่เกาะนับตั้งแต่นั้นมา จนเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1950 ได้มีการนำอูคูเลเล่ไปเล่นทั่วโลก และได้รับความนิยมอย่างมากมาย จึงทำให้อูคูเลเล่เปลี่ยนจากเครื่องดนตรีพื้นเมืองฮาวาย กลายมาเป็นเครื่องดนตรีสากลในที่สุด

เพื่อนๆก้อพอจะรู้จะมันคร่าวๆ แล้วโดยข้างต้นน้ะค้ะ สำหรับเพื่อนๆที่อยากได้ ไอเจ้าอูคูเลเล่เนี้ย สักตัวจะเลือก ซื้ออย่างไร อย่างแรกเราต้องรู็จักขนานดไซร์ของมันก่อนน้ะค้ะ มาดูกัลเลยว่ามีแบบไหนบ้างค้ะ และควรจะเลือกซื้ออย่างไร

การเลือกหาอูคูเลเล่ ต้องดูกันที่วัสดุ คุณภาพของส่วนประกอบต่างๆ และรายละเอียดของการตกแต่งของตัวอูคูเลเล่เป็นหลัก เพราะจะทำให้เราได้อูคูเลเล่ที่ดี เสียงเพราะ และจะทำให้เราสนุกกับอูคูเลเล่ได้ในระยะยาว ซึ่งราคา ก็จะผันแปรไปตามคุณภาพ

หลักการง่ายๆมีอยู่ 2 อย่างคือ ตัว body กับสาย 

1 ) ตัว body มีผลต่อคุณภาพเสียงมากที่สุด เสียงจะเพราะน้อย เพราะมาก ก็อยู่ที่วัสดุที่นำมาประกอบเป็นตัว body โดยหลักๆ เลยจะมีอยู่ 2 อย่าง คือไม้จริง (Solid wood) กับ ไม้อัด (Laminated wood) โดยไม้จริง จะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า แต่ราคาก็สูงขึ้นไปด้วยเช่นกัน ส่วนไม้อัด ก็ให้เสียงที่ดีในระดับหนึ่ง เหมาะสมกับราคาที่ถูกกว่าไม้จริง ตามงบประมาณ ก็สามารถหาซื้อ รุ่นที่ทำด้วย ไม้อัด Laminated ได้ไม่ยาก ซึ่งถ้าจะให้เสียงดีก็ต้องเริ่มจากไม้อัด Mahogany ขึ้นไป ข้อดีคือ ราคาเหมาะสมสำหรับผู้เริ่มต้น 

2) สายก็มีผลกับเสียงอย่างมากเช่นกัน ถ้าจะให้เสียงดีจริงๆ ก็ต้องใช้สายที่มีคุณภาพ ซึ่งจะทำให้ได้เสียงที่ใส และกังวาล เช่น สาย Aquila ทีเป็นสายไนล่อนผสมไส้แกะ โดยจะเป็นสายสีขาว เสียงจะใสเล่นแล้วจะทำให้เราหลงรักการเล่นอูคูเลเล่ เข้าไปอีก แต่ถ้าเป็นสายไนล่อนสีดำที่ติดมาจากโรงงาน ในอูคูเลเล่ระดับล่างลงไป จะให้เสียงทึบๆ และถ้าเล่นไปนานๆจะทำให้เจ็บนิ้ว แล้วจะพาลเบื่อที่จะเล่นอูคูเลเล่ไปซะเลยก็ได้

ซึ่งรายละเอียดลึกๆ ในการเลือกซื้อ ก็ต้องดูกันตามรายละเอียดตั้งแต่ วัสดุ คุณภาพของส่วนประกอบต่างๆ และรายละเอียดของการตกแต่ง

Ukulele มีขนาดมาตราฐานอยู่ทั้งหมด 4 ขนาด โดยขนาดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ Tenor, Soprano และ Concert ตามลำดับครับ สำหรับขนาด Soprano, Concert และ Tenor มีวิธีเล่นเหมือนกัน โดยมีการจูนเสียงที่เป็นมาตราฐานสากลทั่วโลก เรียกว่า C tuning ก็คือจูนแบบ GCEA ไล่ลงมาตั้งแต่สายที่ 4(บนสุด) ลงไป สายที่1 (ล่างสุด)

ส่วนขนาด Baritone จะมีการจูนเสียงที่แตกต่างไปจากขนาดอื่นๆ คือ จูนเหมือน 4สายล่างของ กีตาร์ธรรมดา คือ DGBE ซึ่งก็หมายถึง เวลาเราจะจับคอร์ด ก็ต้องจับแตกต่างไปจาก Soprano, Concert และ Tenor ทำให้ ไม่ค่อยเป็นที่นิยมกัน แต่ก็เริ่มมีผู้ผลิตสาย ukulele หลายราย เริ่มทำสายที่จูนแบบ GCEA สำหรับ ukulele ขนาด Baritone ขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ค่อยไ้ด้รับความนิยมเท่าที่ควร เนื่องจากเสน่ห์ของ ukulele ก็คือ ความเล็ก ที่คุณภาพไม่เล็ก ของมัน แต่เจ้า Baritone นี่ มีขนาดใหญ่สุด ทำให้ได้เสียงที่ใหญ่ๆทุ้มๆ คล้ายกีตาร์เกินไป คนก็เลยยังไม่นิยมกัน

Ukulele Anatomy

1.Soprano มีขนาดความยาวประมาณ 21 นิ้ว มีจำนวน fret ขนาดมาตราฐานที่ 12 frets ซึ่งจะเป็นจำนวน fret จาก nut ถึงตัว body ที่ 12 frets จูนสายเป็น GCEA โดยถือเป็นขนาดมาตราฐานแท้ๆ ดั้งเดิมของ ukulele ในบางรุ่นก็มีจำนวน fret มากขึ้นเป็น 14 frets หรือมากกว่า แต่จะเป็น fret ที่เพิ่มเข้ามาอยู่บริเวณตัว body แต่ก็ยังมี ukulele บางรุ่น ที่ใช้ตัว body เป็นขนาด soprano แต่ใช้ fingerboard เป็น Concert scale แทน เพื่อเพิ่มจำนวน frets ให้มากขึ้น โดยจะเรียกว่า Super Soprano นอกจากนี้ก็มี บางรุ่นที่ใช้ body เป็น soprano แต่ใช้ fingerboard เป็น tenor scale เช่น Ohana SK-30L Longneck 

2.Concert มีขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกนิดนึง โดยมีความยาวประมาณ 23 นิ้ว จูนสายเป็น GCEA มีขนาด fingerboard ที่ใหญ่ขึ้นมาอีกนิดเช่นกัน โดยจะมีประมาณ 14 ถึง 17 frets ซึ่งจะเป็นจำนวน fret จาก nut ถึงตัว body ที่ 14 frets และบางรุ่นอาจมี fret มากกว่า แต่ก็จะเพิ่มเข้ามาในส่วนของตัว body

3.Tenor มีขนาดใหญ่กว่า concert โดยมีความยาวประมาณ 26 นิ้ว จุนสายเป็น GCEA หรือบางคน จูนเป็น gCEA คือให้สายที่ 4 มีเสียงเป็น G ต่ำ (Low G) มีจำนวน fret ประมาณ 17 ถึง 19 frets โดยจะเป็นจำนวน fret จาก nut ถึงตัว body ที่ 14 frets เหมือนกัน fret ที่เพิ่มเข้ามาจะอยู่ในส่วนของตัว body ผู้ที่เล่นกีตาร์อยู่แล้ว จะชื่นชอบ ukulele ขนาดนี้ เนื่องจากขนาดเสียงที่ใกล้เคียงกีตาร์ และ fingerboard ที่สามารถรองรับ การเล่นตัวโน็ตต่างๆ และการเล่นที่หลากหลาย

4.Baritone เป็น ukulele ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีความยาวประมาณ 30 นิ้ว มีจำนวน fret ประมาณ 19 ถึง 21 frets จูนสายเหมือนกับ 4 สายล่างของกีตาร์ เป็น DGBE จีงทำให้มีรูปแบบในการจับคอร์ด และตัวโน็ต ที่ต่างออกไปจาก ukulele ขนาดอื่นๆ

มาเปรียบแทบความแตกต่างระหว่าง อูคูเลเล่กับกีตาร์น้ะค้ะว่าขนานมันแตกอย่างมากน้อยแค่ไหน

Guitar VS Soprano Ukulele

 

เมื่อเรารู้จักขนานมาพอสมควรแล้วคร่าวนี้ก็มารู็จักวิธีการตั้งเสียงกันบ้างน้ะค้ะว่าควร ตั้งอย่างไร มีอุปกรณ์ไหนบ้างที่ช่วยให้เรา ง่ายต่อการตั้งเสียมากขึ้นค้ะ

การตั้งเสียงของสาย Ukulele ทั้ง 4 สาย

การเล่น ukulele ให้สนุกสนาน และถูกต้อง เราต้องคอยตรวจสอบเสียงอูคูเลเล่ ของเรา ให้ได้เสียงมาตราฐานสากลอยู่ตลอดเวลา เพื่อเวลาที่เราไปเล่นกับเพื่อนๆ จะได้หรือไปแจมกับเครื่องดนตรีอื่นๆ เสียงจะได้ไม่ ผิดเพี้ยนมากไป จนทุกให้ งุมงงได้น้ค้ะ

สำหรับบคนที่หัดเล่นเบื้องต้นหรือไม่มีพื้นฐานทางด้านนี้มาก่อนเลยเราควรจะหาซื้ออุปรกณ์เสริมแบบพบพา หรือที่เรียกกัน ว่า Tuner เป็นตัวตั้งเสียงอูคูเลล่ สามมารถไปเล่นที่ไหนเราก็สามารถพกติดตัวไปได้เลย รวดเร็วด้วยค้ะเพื่อนๆ

Ukulele and Guitar Tuner

ก่อนอื่นน้ะค้ะแนะนำให้เพื่อนๆ ศึกษาตัวโน๊ตของอูคูเลเล่ก่อน เพื่อจะทำความเข้าใจได้มาก ขึ้นและการตั้งสายง่ายขึ้น อย่างเช่น ถ้าเราตั้งสายอูคูเลเล่เราก็สามารถรู้ว่ามานผิดเพี้ยนตรงไหน อย่างไรบ้างค้ะ

อย่างที่ทราบๆกันน้ะค้ะ ว่าอูคูเลเล่ มีทั้งหมด 4 สาย ก็คือ เส้นแรกคือสาย G ถัดมาก็จะเป็นสาย C E A น้ะค้ะ ว่าสายไหนเป็นสายไหนเราก็จะสามารถ ตั้งสายได้แล้วค้ะ 

การเทียบเสียงแต่ละสายมีดังนี้ค้ะ

1. ให้เราตั้งสายที่ 3 โดยดีดสายเปิด (ไม่ต้องกด) ให้เป็นโน๊ต (C) ก่อน
2. ให้มาตั้งสายที่ 4 โดยการดีดสายเปิด (G) เทียบกับ ดีดสายที่ 3 โดยกดในช่อง fret ที่ 7 ซึ่งก็คือ โน๊ต (G)
3. ให้มาตั้งสายที่ 2 โดยการดีดสายเปิด (E) เทียบกับ ดีดสายที่ 3 โดยกดในช่อง fret ที่ 4 ซึ่งก็คือ โน๊ต (E)
4. ให้มาตั้งสายที่ 1 โดยการดีดสายเปิด (A) เทียบกับ ดีดสายที่ 2 โดยกดในช่อง fret ที่ 5 ซึ่งก็คือ โน๊ต (A)

เห็นไหมค้ะไม่ยากเลยแค่เนี่ยเราก็มีอูคูเลเล่เสียงดีๆ แล้วค่ะ หากเรารู้จักเสียงโน็ตทุกตัวในแต่ล่ะ fret เราก็จะเข้าใจ ukulele ได้ดีเลยค้ะ ซึ่งตัวโน๊ตก็ไม่ได้ยาก เพราะมีแค่เสียงโน๊ตหลักๆแค่ 7 ตัวเท่านั้นเองคือ C(โด) D(เร) E(มี)F(ฟา) G(ซอล) A(ลา) B(ที) โดย EกับF และ BกับC จะอยู่ติดกัน แล้วนอกนั้น ก็เป็นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของเสียง โดยเริ่มนับ มาตั้งแต่ fret ที่หนึ่งครับ และใช้วิธีเติม b หรือ # นั่นเองค้ะจำง่ายๆ ถอยลงหนึ่ง fret ก็เติม b เข้าไป, ขึ้นมาหนึ่ง fret ก็เติม # เข้ามา (ดูตัวโน๊ตบน fingerboard จากรูปด้านซ้ายได้เลยค้ะ)

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังเลือกซื้ออูคูเลเล่ อยู่น้ะค้ะ นำแนะให้เลือกที่ตัวเองชอบและราคาที่เราสามารถมีกำลังซื้อได้ แต่ถ้าอยากให้เสียดีหน่อย ก็ซื้อราคาที่แพงมานิสนึง ปัจจุนบันราคา อูคูเลเล่ก็จะมีตั้งแต่ 1 พันกว่าบาท จนถึงหลักหมื่น หรืออยากจะแพงก็นั้นก็ได้ค้ะ แต่ถ้าให้โอเคร ก็เอาแค่ราคาประมาณ 2 พัน กว่าบาทก็ดีแล้วค้ะ ไม่แพงมากเกินไปด้วย ส่วนสำหรับคนที่เพิ่งหัดเร่นยังไม่มีพื้นฐานจะหาซื้อ Tunet ในการตั้งเสียราคาก็อยู่ที่ประมาณ 800 บาท หรือถูกหว่านั้นก็มีน้ะค้ะ เพื่อนๆ คนไหนสนใจ อยากจะเล่นและก็สนุก กับอูคูเลเล่กีตาร์น้อย นี้น้ะค้ะ ก็ลองหาซื้อเล่นกัลดูน้ะ แถมยังทำให้เพื่อนๆ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยค้ะ คร่าวหน้า จะเอาคอร์ดต่างต่างของ ไอเจ้าอูคูเลเล่กีตาร์น้อย ตัวนี้มาฝากกันนั้นค้ะ ^^