การได้ทำอะไรร่วมกันยิ่งทำให้รู้สึกได้ว่า เวลาที่ผ่านไปนั้น เป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษเหลือเกิน เป็นสิ่งที่มีค่าที่ไม่สามารถใช้เงินซื้อหาจากที่ไหนได้เลย

... เหนื่อยกับงานมาทั้งวันจนแทบจะอ๊อกออกมา ต่อด้วยการดั้นด้นนำเมาท์ตัวดีที่เกเรไปซ่อมในกลางใจเมืองบางกอก แล้วก็เจอการเสี่ยงภัยจากอันธพาลช่างกล ที่หาเรื่องลงอเวจีกันบนรถเมล์สายมรณะ (๙๐) นี่ดีนะมันไม่มีปืนผาหน้าไม้ หรือระบ่งระเบิด ไม่งั้นชีวิตนี้ก็คงต้องร่นเร่พเนจรตามบุญตามกรรมเป็นแน่แท้...

...เพียงก้าวเท้าถึงหน้าบ้านแล้วมีเธอคนนั้นมาเปิดประตูให้ ก็รู้แล้วว่า ไม่มีที่ไหนในโลกใบนี้จะให้ความอบอุ่นได้เท่าที่แห่งนี้อีกแล้ว...

แต่ก็ํยัง .. ยังไม่หมดภารกิจ เพราะวันนี้จะต้องนำรถออกไปซ่อมเนื่องจากอาการสตาร์ทไม่ติด และแล้วผมก็ต้องกลายเป็นเด็กไม่ดีไปในบัดดล ก็จะอะไรล่ะ...

ก็ตัวเองนั่นในรถ แต่ให้ สองตา-ยาย เข็นรถให้ รอบแรก ก็ยังไม่ติด รอบสองก็ยังไม่ได้ และต้องเข็นกลับมาจุดเริ่มต้นใหม่ แล้วรอบที่สามก็บังเกิดเสียรถสตาร์ทติดในทันใด แฮ่ ๆ  ก็ทำไม่เป็นนี่นา เลยทำให้ต้องเข็นกันหลายรอบ ว่าแต่เหนื่อยไหมล่ะ...

สรุปก็ต้องออกไปร้าน แล้วจ่ายเงินเปลี่ยนแบตใหม่ 1 ลูก  พร้อมกับคำแนะนำเชิงขู่จากที่ร้านว่า "เพ่ ไดร์สตาร์ทเพ่น่ะ มันเสื่อมแล้วจะ คงไม่เกิน 4 เดือนแน่ ๆ"  โหยนี่ก็เพิ่งจะจ่ายไป ยังต้องมีจ่ายอีกหรือนี่ พระเจ้าจ๊อต มันยอดสุด ๆ เลย...

ตอนขับรถกลับรำพึงรำพันว่าอยากล้างรถเหลือเกิ๊น เหลือเกิน แต่ป่านฉะนี้ (ทุ่มกว่า) แล้วจะมีที่ไหนเขาจะล้างให้เล่า  สุดท้ายก็ต้องกลับมาจัดการเองซะเลย  แต่คราวนี้ เป็นกิจกรรมของครอบครัวที่เราช่วยกัน เตรียม ล้าง ขัด ฉีด ถูก แล้วก็เสิร์ฟน้ำเย็น ๆ จนล้างรถเสร็จเรียบร้อย แล้วก็อาบน้ำนั่งกินข้าวเย็น (มือเย็นที่มืดมาก ๆ )

.... ความเหนื่อย  ความกลัว  ความท้อต่าง ๆ มันหายไปจากความรู้สึกตั้งแต่เข้าบ้านมาแล้วล่ะ ยิ่งมาเจอคนที่เรารัก คนที่เขารอเรากลับมาบ้าน แล้วทำให้มีความรู้สึกอิ่มใจ สุขใจ และการได้ทำอะไรร่วมกันยิ่งทำให้รู้สึกได้ว่า เวลาที่ผ่านไปนั้น เป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษณ์เหลือเกิน  เป็นสิ่งที่มีค่าที่ไม่สามารถใช้เงินซื้อหาจากที่ไหนได้เลย... แค่นี้แหละ เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตนี้