ทุกคนต่างแสวงหาสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดใส่ตนบางคนเชื่อว่า
เมื่อปีใหม่มาถึงอีกครั้ง ทุกคนต่างแสวงหาสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดใส่ตน บางคนเชื่อว่า ต้องรับพรจากคนที่เคารพนับถือ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเพณี บางคนเชื่อว่าต้องรับพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ บางคนเชื่อว่า พรที่ดีที่สุดสำหรับคนคือการทำความดีด้วยตนเอง
บางคนทำความดีทั้งสามอย่าง เผื่อเหลือเผื่อขาด เดินทางไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือขอพร แล้วเดินทางไหว้พระหลายวัดหลายแห่ง บางคนมุ่งมั่นทำความดีด้วยตนเอง ซึ่งหลายคนยังงุนงงว่า ทำอย่างไรจึงถือว่าเป็นความดี และเป็นพรอันประเสริฐที่สุด
วันก่อนขอความเมตตานุเคราะห์ถามหลวงพ่อ สำนักสงฆ์เขาหินเทิน ที่อยู่บนภูเขาชายขอบตำบลหนองแก หัวหิน ท่านตอบตามแนวทางของหลวงพ่อพุทธทาสว่า “ทำดีดีกว่าขอพร” ง่ายและสั้นดีเหลือเกิน แต่ความหมายลึกซึ้งกว้างไกล
เรียนถามท่านต่อว่า “ทำดี ทำอย่างไรครับ?” ท่านเมตตาตอบแบบขยายความ “จะไปยากอะไรโยม ยึดหลักใหญ่ไว้ก่อน 3 หลัก หลักแห่งทาน หลักแห่งศีล และหลักแห่งภาวนา ทำตามนี้แหละเรียกว่าทำความดี” ปุถุชนผู้มืดบอด มีธุลีในดวงตามาก เริ่มงุนงง ท่านมองอย่างเมตตา อธิบายต่อไปอย่างง่ายๆ ว่า
“เพื่อแก้งง ขออธิบายต่ออีกนิดนะคุณโยม ข้อหนึ่ง การทำทาน ซึ่งชาวพุทธเรายึดถือปฏิบัติไว้ได้มาก ทำกันมากกว่าหลักแห่งความดีข้ออื่นๆ” ผมถือโอกาสตอนที่ท่านเว้นระยะ แทรกถามท่านว่า “แล้วไม่ค่อยจะถูกต้องหรืออย่างไรครับ”
ท่านยิ้มน้อยๆ ก่อนตอบว่า “ถูกนะถูกต้องแน่ แต่ว่ามันถูกแค่หนึ่งในสามเท่านั้น” ท่านเว้นระยะนิดหนึ่งแล้วบรรยายต่อไป “ทำแต่ทาน ส่วนศีล และภาวนา ไม่เห็นนำมาพูดคุยกันเลย แล้วมันจะสมบูรณ์ได้อย่างไร”
“โธ่ หลวงพ่อ ทำทานได้ก็เก่งแล้ว ในโลกบิดเบี้ยวใบนี้” ผมตอบพร้อมทำหน้าตาให้หลวงพ่อเห็นใจ ในความจำเป็นของชีวิตฆราวาส ที่มีแต่ความยุ่งเหยิงวุ่นวาย ทำงานตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน้อท “ไม่ได้ดอกคุณโยม ทำบุญต้องทำให้ครบสามด้าน” ท่านกล่าวสอนแบบเรียบๆ
“เพราะอะไรหรือครับ” ผมถามเชิงรุก “เพราะผลที่ได้จากการทำบุญทั้งสามอย่างนั้นต่างกันไป ทานทำให้มีทรัพย์ ศีลทำให้ร่างกายสวยและแข็งแรงไม่มีโรคภัยเบียดเบียน และภาวนาทำให้เกิดปัญญา อยากรวยต้องรักการทำทานไว้ อยากมีร่างกายแข็งแรงต้องโรคน้อยต้องรักษาศีล อยากมีปัญญาต้องสวดมนต์ภาวนาไว้ ยิ่งมากยิ่งดี แล้วคุณโยมอยากได้บางอย่าง หรืออยากได้ทั้งสามด้าน” ท่านถามต่อ
“การทำความดีก็ต้องทำให้ครบทั้งสามด้าน” ผมตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ท่านจึงสอนต่อว่า “ถูกต้องแล้วโยม ใครกันเล่าที่ต้องการเป็นคนรวย แต่ร่างกายไม่แข็งแรง และเป็นคนโง่ ใครกันที่ต้องการร่างกายแข็งแรงแต่ เป็นคนจน และเป็นคนโง่ ใครกันที่ต้องการเป็นคนฉลาด แต่จนและขี้โรค” ผมฟังท่านถามแล้วเห็นจริงตามที่ท่านกล่าวมาว่า

มีภาพการทำบุญปีใหม่มาฝากเพิ่มเติมครับ
สาธุ .....ธรรมะสวัสดีครับอาจารย์
ธรรมสวัสดีแบบเดียวกับ
แม่ชีศันสนีย์เลยนะครับ อิอิ
"เกียรติ" เสริมส่งคงอยู่ผู้รัก"เกียรติ"
"ศักดิ์" ศรีเบียดเบียฬร้ายให้เสื่อม"ศักดิ์"
"ม่วง" คือสีดีงามในความรัก
"มิตร" ประจักษ์แจ้งใจให้กับ "มิตร"