การไม่ทำลายสาธารณสมบัติและช่วยดูแลความปลอดภัยของทรัพย์สินของส่วนร่วมถือเป็นหน้าที่พลเมือง

 

      ในช่วงสองปีการศึกษาที่ผ่านมาปัญหาหนึ่งที่ครูนกเฝ้าสังเกตและรับมืออยู่คือ การทำลายสมบัติสาธารณสมบัติของเด็กที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะ
      -  การใช้น้ำยาลบคำผิดเขียนตามโต๊ะ ฝาผนัง (ทั้งที่โรงเรียนเราห้ามใช้น้ำยาลบคำผิด)
      -  การฉีกกระดาษหรือแผ่นป้ายประชาสัมพันธ์
      -  การกดสวิตช์ไฟตามอาคารแบบเรียงหน้ากระดาน
      -  การทำลายก๊อกน้ำ หรืออุปกรณ์ต่างๆในห้องน้ำ (ปีนี้เริ่มพบ)
      ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตนเองมากที่สุดเรื่องการฉีกแผ่นป้ายประชาสัมพันธ์ซึ่งหนึ่งปีการศึกษาที่ผ่านมา(ปีการศึกษา ๒๕๕๓)ตนเองเลือกแนวทางว่า ถ้าเอกสารโดนฉีกก็จะรีบติดใหม่  แต่ในปีการศึกษานี้ (ปีการศึกษา ๒๕๕๔)  ครูนกเลือกที่จะยอมแพ้ แต่ครูฟิสิกส์ซึ่งใช้บอร์ดคนละซีกไม่ยอมแพ้ปรากฏว่า ต้นเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาบอร์ดโดนฉีกแบบยับเยินที่สุดคือ ฉีกจนถึงพื้นกระดาษรองบอร์ด และในที่สุดน้องที่สอนฟิสิกส์ก็ยอมแพ้
       แต่วันนี้ครูนกขอฮึดสู้ดูใหม่เพราะนั่งคิดถึงผลประโยชน์ของบอร์ดต่อนักเรียนอีกหลายๆคน และเด็กกลุ่มหนึ่งที่เขาแนะนำครูนกว่า
       "อาจารย์ ติดกระจกเลยสิค่ะ"
        บางคนมาอาสา  "ครูครับ ที่บ้านผมมีพลาสติกผมเอามาหุ้มบอร์ดให้ครูก็ได้นะครับ แต่ครูต้องลำบากในการติดสักหน่อย"
        จากคำพูดเหล่านี้ทำให้ครูนกเป็นเรี่ยวแรงให้เริ่มต้นซ่อมแซม จัดการกับบอร์ดใหม่โดยใช้เวลาที่เหลือจากการคุมสอบกลางภาคแต่สีค่อนข้างจะหลากสีเนื่องจากมีข้อจำกัดด้านกระดาษ  น้องฟิสิกส์ให้ความเห็นมาแล้วหลังจากที่เห็นบอร์ดใหม่ของครูนกคือ "ผมว่าโดนฉีกอีกแน่ๆครับ"  ครูนกมีคำตอบแล้วละ "ช่างเถอะ มีแรงก็ทำใหม่" แต่คราวนี้ต้องขอแรงบรรดาสานุศิษย์ที่สอนช่วยเป็นหูเป็นตาให้ครูด้วย
         ปัญหานี้ใครอาจจะมองว่าเป็นปัญหาเล็กน้อยของเด็กไม่กี่คน แต่ครูนกมองว่ากำลังสะท้อนให้เห็นปัญหาพฤติกรรมทางอารมณ์ของเด็กที่มีแนวโน้มสูงขึ้น  โดยเฉพาะเรื่องการทำลายสาธารณสมบัติถือเป็นปัญหาการปรับตัวทางสังคมซึ่งพบมากในเด็กวัยรุ่น  อีกทั้งยังต้องสร้างจิตสำนึกให้นักเรียนใส่ใจในสาธารณสมบัติ โดยผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งกิจกรรมในห้องเรียน หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่ส่งเสริมเรื่องจิตสาธารณะ โดยกระบวนการในส่วนนี้ต้องใช้เวลาจึงจะเห็นผลที่ชัดเจน
         โดยในห้องเรียนครูนกจะพยายามแทรกในเหตุการณ์รอบตัวที่ชี้บ่งได้แก่อุปกรณ์ต่างๆ หรือหนังสือที่ได้รับจากทางโรงเรียนเป็นสมบัติของนักเรียน  เนื่องจากได้มาจากเงินภาษีที่ผู้ปกครองจ่ายไปในแต่ละปี  ในส่วนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน  ประกอบด้วยกิจกรรมชุมนุมพยายามออกแบบกิจกรรมที่ทำให้นักเรียนเกิดความผูกพันธ์หรือรักในสถาบัน กิจกรรมในเครื่องแบบ (ลูกเสือ เนตรนารี ผู้บำเพ็ญประโชยน์)อาจจะมีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนเป็นคนดี เช่น จัดให้มีหน่วยการเรียนรู้เรื่อง กิจกรรมพลเมืองดีตามวิถีชีวิตประชาธิปไตย ควรมีแนวทางการปฏิบัติตนดังนี้ คือ 
(1)    การแสดงความคิดอย่างมีเหตุผล
(2)    การรับฟังข้อคิดเห็นของผู้อื่น
(3)    การยอมรับเมื่อผู้อื่นมีเหตุผลที่ดีกว่า
(4)    การตัดสินใจโดยใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์
(5)    การเคารพระเบียบของสังคม
(6)    การมีจิตสาธารณะ  คือ  เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมและรักษาสาธารณสมบัติ  
       โดยกระบวนการเหล่านี้ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการปลูกฝังและสร้างลักษณะนิสัยส่วนนี้ให้กับเด็กๆ แต่ในฐานะครูเราคงละเลย หรือมองข้ามเรื่องนี้ไม่ได้ดังนั้นไม่ว่าจะสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ใด สิ่งสำคัญต้องสอนให้เด็กมีจิตสาธารณะด้วย เพราะเด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า