การจัดการที่มุ่งเป้ากำไรสูงสุดถือได้ว่าล้าสมัยหรือตกยุค   ในยุคสมัยปัจจุบันเป้าหมายของธุรกิจต้องมีดุลยภาพระหว่างเป้าหมาย หรือคุณค่า ทางเศรษฐกิจกับเป้าหมายทางสังคม  นี่คือ theme ของการประชุมนานาชาติชื่อ 3rd Global Drucker Forum ซึ่งจัดที่นครเวียนนา ระหว่างวันที่ ๓ - ๔ พ.ย. ๕๔ ในชื่อ  "A Quest for Legitimacy  - How Managers Can Shape the Future"   
          เท่ากับเป็นการชักชวนให้นักบริหาร ไม่มองเพียงผลกำไรระยะสั้นขององค์กร  แต่มองไปถึงความยั่งยืนในระยะยาวขององค์กร และผลกระทบของกิจการขององค์กรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวด้วย
          ตามความเข้าใจของผม ฝ่ายบริหาร (management) มีแนวโน้มจะเน้นที่ผลกำไรเป็นรายปี   จึงต้องมีฝ่ายกำกับดูแล (governance) คอยทำหน้าที่ดูแลความเข้มแข็งระยะยาวขององค์กร  รวมทั้งดูแลให้องค์กรไม่เห็นแก่ตัวจัด  คือต้องเห็นแก่ผลประโยชน์ของสังคมและโลกในส่วนรวมด้วย   เพราะถ้าวงการธุรกิจมุ่งกำไรสูงสุดโดยไม่คำนึงถึงสังคม และโลก ในระยะยาวองค์กรก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะสังคมจะลุกเป็นไฟ   และสังคมโลกก็จะลุกเป็นไฟ หรืออย่างน้อยอุณหภูมิของโลกก็จะร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนสรรพสิ่งในโลกเปลี่ยนแปลงไปหมด มนุษย์ก็จะอยู่ไม่ได้
        กระบวนทัศน์ทุนนิยมแบบกำไรสูงสุดจึงใช้ไม่ได้อีกต่อไป  กระบวนทัศน์แบบแข่งขันกันสุดเหวี่ยง ทำลายล้างซึ่งกันและกัน ก็จะใช้ไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน เพื่อให้ตนเอง (ทั้งระดับบุคคล และระดับองค์กร) สามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว 
          สังคมโลกต้องเปลี่ยนจากเห็นแก่ตัวสูงสุด เป็นสมดุลระหว่างเห็นแก่ตัว กับเห็นแก่ภาพรวม หรือการอยู่ร่วมกัน
วิจารณ์ พานิช
๓ มิ.ย. ๕๔
สิงคโปร์