สรุปได้ว่า “พ่อผ้าขาวเป็ง” เป็นผู้ทรงศีล บำเพ็ญสมาธิและเจริญสติปัญญา จนมีตำนานที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ตั้งแต่เรื่องราวในชีวิตจริงเหมือนนวนิยายเป็นนายพรานจอมขมังเวทย์ ต่อมาเกิดความเศร้าสลดใจอย่างรุนแรงได้ทิ้งอาวุธออกบวชเป็นชีประขาว หรือภาษาพื้นบ้านทางเหนือเรียกว่า “พ่อผ้าขาว” จนเกิดการเห็นแจ้งอย่างฉับพลัน

 

การละสังขาร เมื่ออายุได้ ๗๓ ปี (พ.ศ.๒๔๙๗)  

      พ่ออุ้ยแก่ปัญญา  ธิวงษา, พ่อด้วง  จิตปลื้ม (บ้านปาง) ตอนนั้นยังไม่ได้บวช ไปเยี่ยมคารวะพ่อผ้าขาวเป็ง เมื่อไปถึงก็ตรงเข้าไปกราบพระพุทธรูปที่แท่นบูชาพระ โดยตั้งใจว่าจะไปใส่ข้าวบาตรพระพุทธรูปก่อน

 

      เมื่อสังเกตเห็นพ่อผ้าขาวเป็งนั่งในท่ากราบพระพุทธรูปอยู่นาน ไม่เห็นท่านขยับไปไหน ก็แปลกใจ จึงตัดสินใจเข้าไปหาท่านและเขย่า จึงรู้ว่าท่านละสังขารมาแล้วหลายวัน เนื่องจากตัวแข็งกระด้าง-เย็นไปทั่วร่าง

 

     ผู้คนยิ่งแปลกใจยิ่งขึ้นเมื่อศพของท่านไม่มีกลิ่นเหม็นเลย อาจเป็นเพราะสาเหตุอะไร? นอกจากบุญบารมีของท่านใช่หรือไม่?

 

     มีคนสังเกตว่า ร่างกายท่านเริ่มมีหนอนบ้างแล้ว และเนื้อบางส่วนเปื่อยยุ่ย สันนิษฐานว่าน่าจะมรณภาพมาแล้วหลายวัน จึงรีบกลับบ้านเพื่อแจ้งข่าวให้ชาวบ้านและญาติพี่น้องทราบ

 

     ครูบาเจ้ากาวีระ มรณภาพได้ ๓ ปี พระแก้ว ธมฺมวํโส (พระครูพินิจวรการ บวชครั้งแรก) เป็นเจ้าอาวาสวัดสุวรรณคูหา อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ไม่สบายจึงได้มอบหมายให้พระภิกษุ ๔ รูปไปทำพิธีปลงศพของท่าน

 

     พ่อหนานสุกแก้ว  ไชยราช บ้านปาง ตำบลคือเวียง และพ่อหน้อยจันทร์ ไชยะวุฑฒิกุล ตำบลบ้านถ้ำ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา อธิบายเพิ่มเติมว่า ขณะนั้นท่านและเพื่อน ๆ ที่เป็นเด็กวัดจำนวน ๖-๗ คนได้ติดตามพระภิกษุทั้ง ๔ รูปไปด้วย คือ

 

          ๑.พระคำน้อย    เขียวงาม     ๒.พระเสาร์ 

          ๓.พระกองคำ                      ๔.พระจันทร์

 

     ในเวลาต่อมาทั้งหมดได้ลาสิกขาออกมาครองชีวิตเป็นคฤหัสถ์ และได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว (ขณะที่ผู้เขียนสัมภาษณ์อยู่ในปี ๒๕๔๖ พ่อหนานคำน้อย ยังมีชีวิตอยู่) 

 

อัศจรรย์งานบำเพ็ญปลงศพ  

      เมื่อชาวบ้านและพระสงฆ์ได้พากันฌาปนกิจสรีระของพ่อผ้าขาวเป็งแล้ว เรื่องต่าง ๆ ยังเป็นที่โจษกันอีกว่า กระดูกของท่านได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ขึ้นมา แต่เท่าที่ทราบจะแบ่งได้เป็น ๒ ฝ่าย ดังนี้

 

      ๑.ฝ่ายที่เผาท่านบอกว่า เมื่อนำร่างท่านขึ้นเผา และรอจนได้เก็บกระดูกท่านเอาไว้ในหม้อแล้วนำไปเก็บซุกไว้ที่โคนต้นไม้ แต่พอกลับไปเอากระดูกอีกวันก็หายไปเสียแล้ว

 

      ๒.ฝ่ายหนึ่งบอกว่าเผาศพ แต่ไม่พบมีกระดูกเป็นอัศจรรย์และโยงไปว่าท่านทำร่างปลอมไว้ เพราะช่วงหลัง ๆ มีคนไปรบกวนท่านมาก ท่านเลยทำให้ลูกหลานหมดห่วง เนื่องมีคนไปพบพ่อผ้าขาวอีกคนหนึ่งบริเวณบ้านจำไก่ จึงเข้าใจว่าพ่อผ้าขาวเป็งยังมีชีวิตอยู่ เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงเพียงเท่านี้

 

      ในยุคนั้น มีพ่อผ้าขาวเกิดขึ้นอีกหลายท่าน เช่น พ่อผ้าขาวน้อยหมื่น ธิวงษา แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเหมือนท่าน เพราะไม่มีอินทรีย์ที่แก่กล้าอย่างท่านประกอบกับการมีพละ ๕ ที่อ่อนด้อย (ศรัทธาในการปฏิบัติอ่อน วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ที่ไม่เข้มแข็งพอ) 

 

      สรุปได้ว่า “พ่อผ้าขาวเป็ง” เป็นผู้ทรงศีล บำเพ็ญสมาธิและเจริญสติปัญญา จนมีตำนานที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ตั้งแต่เรื่องราวในชีวิตจริงเหมือนนวนิยายเป็นนายพรานจอมขมังเวทย์ ต่อมาเกิดความเศร้าสลดใจอย่างรุนแรงได้ทิ้งอาวุธออกบวชเป็นชีประขาว หรือภาษาพื้นบ้านทางเหนือเรียกว่า “พ่อผ้าขาว” จนเกิดการเห็นแจ้งอย่างฉับพลัน

      เมื่อพ่อผ้าขาวเป็ง ได้บำเพ็ญเพียรทางจิต แล้วเกิดนิมิตปัญญาฌาณจนสามารถมองเห็นสัจจะความจริงทั้งในส่วนของอดีต-ปัจจุบัน-อนาคตได้ เหมือนกับมีหูทิพย์ตาทิพย์ สามารถทำนายทายทักเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอนาคตได้อย่างกับเห็นด้วยตาเปล่า

 

      เป็นที่น่าเสียดายว่า ผู้เขียนไม่สามารถที่จะรวบรวม “คำทำนาย” ของพ่อผ้าขาวเป็งเอาไว้ได้หมด ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น หากผู้รู้ทราบก็ขอแจ้งรายละเอียด เพื่อการปรับปรุงในโอกาสต่อไป จะขออนุโมทนาอย่างยิ่ง