..ความรูู้ที่เราคิดว่าทำๆกันอยู่ เอกสารที่มีๆอยู่ อาจส่งผลต่อการทำงานของเราแบบคาดไม่ถึงครับ...
ยกตัวอย่าง..ผมเองได้รับรายงานจากหลายๆสาย..ที่สนใจใน Appreciative Inquiry แล้วเข้ามาดู เว็บไซต์ www.aithailand.org คือพูดเหมือนๆกันว่า..."อาจารย์ case ครัวคุณย่า...work มากครับ..อ่านแล้วเข้าใจ..." "อาจารย์ผมทำ AI เป็นก็ case ครัวคุณย่านี่แหละ..."
...
จริงครับ..เราคัด case เด่นๆ ไปขึ้น web คนจะได้ดูเป็นตัวอย่างแล้วเอาไปทำได้ง่าย...เป็นวิธีการเผยแพร่ความรู้ของเรา...
...
..ครับ...เมื่อเรารู้ว่าการคัด case เด่นๆ ทำให้คนทำงานด้วยตัวเองได้ง่ายขึ้น...เราก็ทำซ้ำครับ...
....
มีครั้งหนึ่งเราไปอบรม Happyworkplace แบบ AI ให้กับพนักงานในโรงงาน มีสองรุ่นครับ...รุ่นแรก..ดีมากๆ..มีอยู่ case หนึ่ง...พอรุ่นสอง เราก็ไม่คิดอะไรเราก็ยกตัวอย่าง case ของรุ่นแรก..เพียง case เดียวนี่แหละ...ยกตัวอย่างประมาณว่า..อืมนี่มันธรรมดาๆนะ ไม่เห็นยากอะไร..
...
เกิดเหตุการณ์ประหลาด..รุ่นสองมีคนทำอะไรเข้าท่ามากว่ารุ่นแรกถึง 5 โครงการ..
...
ผมก็ถาม.."คุณคงได้คุยกับรุ่นแรกนะ"
..."เปล่าครับ"
"อ๊าว...เหรอ"
"พวกผมได้แรงบันดาลใจจาก เรื่องนั้นครับ..เลยเอาไปคิดต่อ"
...
แรงบันดาลใจ ของแต่ละกลุ่มในรุ่นสอง..มาจากการได้ยินเรื่องเล่า case นั้นเพียงเรื่องเดียวของรุ่นแรก...ด้วยเวลาที่เท่าๆกัน..คนเหมือนๆกัน..รุ่นสองกลับไปได้ไกลกว่า...
...
ชัดไหมครับ...นี่แหละครับ..การทำ KM ในอีกรูปแบบหนึ่งครับ..จริงๆคือการทำ Socialization ธรรมดานี่แหละ..แลกเปลี่ยนเรียนรูู้..ผมก็เอาเรื่องเล่าที่พึ่งทำสำเร็จไปเล่าให้ฟังกับกลุ่มใหม่เท่านั้นเอง..แต่เอาจากเรื่องดีที่สุด.....
....
ผมเองได้ประโยชน์จาก KM มากๆ...ครับ...ช่วยให้การโค้ชคนให้ทำ Appreciative Inquiry ให้เป็นได้ง่ายขึ้น ทุ่นแรง ได้ทั้งระยะไกล้ ระยะไกล...
....
KM จึงเป็นขุมพลังของการโค้ชเชิงบวก (Appreciative Coaching) อย่างแท้จริงครับ
ขอบคุณค่ะ อาจารย์ ^^
ยินดีมากมายครับ คุณมะปราง