เรียน ท่านสมาชิกที่เคารพรักทุกท่าน
กระผมนำเสนอผลงานด้านสังคม ได้นำข้อคิดข้อเขียนเสนอผ่านเว็บไซต์ “ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก”
กระผมมีกำลังใจอย่างยิ่งที่ท่านเข้าชมเป็นจำนวนไม่น้อย ทั้งยังแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องตลอดมา กระผมจะทยอยข้อคิดข้อเขียนถึงท่านอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง ผ่านเว็บไซต์ดังที่ให้ไว้ข้างล่าง
ขอแนะนำครับ
ท่านคลิกเว็บที่ให้ไว้นี้ สู่เว็บได้ทันที (ท่านไม่ต้องพิมพ์เว็บให้เสียเวลา)
คลิกเลยครับ
และ
http://www.nature-dhama.ob.tc
ขอแนะนำ
นี่เป็นเรื่องจริง ของชาวชนบททางภาคใต้เมื่อประมาณ 40 ปีก่อน
มีเพื่อนบ้านเขาถามว่า "วันนี้แกงอะไร" คำตอบคือ "วันนี้อด..ต้องแกงไก่"
ข้อสงสัยที่ท่านน่าจะสงสัยคือ นี่ขนาดอดแต่ยังได้แกงไก่ มันอดอย่างไร
ถ้าอดมันน่าจะเป็นน้ำพริก ผักลวก หรือไม่ก็ทานข้าวกับน้ำปลา อะไรทำนองนั้น
คำว่า "อด" ในความหมายที่พูดนี้คือ ไม่ได้ไปหากับข้าวที่นอกบ้าน เช่นหาปลาในทุ่ง หนอง คลอง ลำธาร ประมาณนั้น หรือไปหาสัตว์ที่ในป่า ในเขา จึงจำเป็นต้องนำสัตว์เลี้ยงที่บ้านมาปรุงอาหาร อย่างนี้คืออด
จากที่เล่ามาสะท้อนให้เห็นว่าสมัยนั้นเวลานั้นทุกบ้านในชนบทเขาอยู่อย่าง
พอเพียง สามารถเลี้ยงตัวเองได้
ผมเองได้ประสบพบเห็นมาแล้ว คำ ๆ นี้ก็เคยได้ยินบ่อย ๆ บ้านในแถบ
ชนบททุกบ้านจะมีวิถีชีวิตเหมือนกัน คืออยู่อย่างพึ่งตนเอง สมัยนั้นเงินทองหายาก
เงิน 1 บาท มีค่าประมาณ 12-15 บาทในปัจจุบัน เงินใช่เป็นเรื่องสำคัญ
เพราะอยู่อย่าง พอกิน พอใช้ ไม่คิดกักตุน สะสมอะไรทั้งสิ้น ลูกไม่ต้องส่งเรียน
หนังสืออย่างปัจจุบัน เพราะไม่มีการแข่งขันด้านธุรกิจ วิถีชีวิตกำหนดให้อยู่อย่าง
พอเพียง และอยู่อย่างมีสุข มีสันติ
ทุกบ้านในชนบทต้องทำนาสำหรับรับประทานในครัวเรือนตลอดปี
ปลูกพืชผักสวนครัวอย่างพอเพียง มีพืชผักทุกชนิดตามที่ รู้จักนำมาประกอบ
อาหารตามที่นิยม ตามที่รู้จักในท้องถิ่น เลี้ยงไก่ เป็ด หมูไว้กินเนื้อ กินไข่
มีบ่อเลี้ยงปลา สิ่งเหล่านี้พอเพียง และเสีิยงครอบครัวได้ เงินทองจึงไม่จำเป็น
เท่าไร
นอกจากจะเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์ ยังสามารถแบ่งบันให้เพื่อน
ได้อีกด้วยชาวชนบทจึงรู้จักการเอื้อเฟื้อแลกเปลี่ยนสิ่งของโดยเฉพาะด้านอาหาร
การกินกันอย่างดี และต่อเนื่อง (ท่านสามารถอ่าน คนทะเล.คนทุ่ง-คนเหนือ)
"อด" จึงไม่ใช่อด ความสมบูรณืในการดำรงชีพ ความพร้อมในการดำรงชีพ
แบบพอเพียง ความจุนเจือช่วยเหลือต่อกัน ในทุก ๆ ด้าน อย่างวิถีชีวตในชนบท
สมัยหนึ่งที่กล่าวมา สะท้อนให้เห็นความอยู่ดีกินดี รู้จักแบ่งบัน ไม่มีเรื่องบาดหมางใจ
ให้วุ่นวายเหมือนปัจจุบัน เนื่องจากการแย่งชิง แข่งขัน เรื่องเศรษฐกิจ มุ่งกำไร
ขาดทุน จนขาดศีลธรรม การอยู่ร่วมก็ไม่มีความสันติสุข
การที่จะถอยหลังมาอยู่อย่าง "ธรรรมชาติธรรม" จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
โปรดพิจารณาแนวคิดที่ได้นำเสนอไว้ หลาย ๆ เรื่อง เพื่อช่วยผลักดันร่วมกัน
สวัสดีค่ะ
อ่านแล้วทำให้นึกย้อนไปสมัยเป็นเด็กที่มีชีวิตกับธรรมชาติ อยู่กับธรรมชาติ
พ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงดูลูก ลูกมีหน้าที่เรียนหนังสือและช่วยงานพ่อแม่
ไม่มีสื่อมายั่วยุเหมือนสมัยนี้ ทุกคนอยู่กันอย่างสงบสุขและมีความรักใคร่
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ซึ่งเด็กสมัยใหม่นี่คงนึกภาพไม่ออก
ร่วมด้วยช่วยกันให้ย้อนยุคไปบ้างนะคะ...
เรียน คุณ Krugui และคุณ ยายธี ครับผมไม่ลืมอดีตดี ๆ ของเก่า ๆ คุณค่าสูงส่งมาก ๆ