เมื่อเร็วๆ นี้ ผมไปงานประชุมวิชาการจัดโดยมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดแห่งหนึ่งที่ผมคุ้นเคยดี   เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับความไม่ตรงต่อเวลา ทำให้ผมเขียนบันทึกนี้ 

 

          ผมแปลกใจมาก ที่โฆษกของงานทำหน้าที่ประกาศเรียกคนที่มาเข้าร่วมประชุมให้เข้าห้อง   เรียกแล้วเรียกอีก โดยที่เวลาตามกำหนดการล่วงไปแล้วกว่า ๑๐ นาที   ทำให้ผมคิดในใจว่าวัฒนธรรมของคนมหาวิทยาลัยนี้คือความไม่ตรงต่อเวลา   ไม่เคารพเวลานัดหมาย   คนจัดประชุมไม่ยึดตามเวลา   กลับรอคนที่ไม่ตรงต่อเวลา   ให้คนที่ตรงต่อเวลารอคนไม่ตรงเวลา   เป็นการลงโทษคนตรงต่อเวลาให้รอ   และให้ความเอื้อเฟื้อต่อคนไม่ตรงต่อเวลา

 

          ไม่ว่าผมไปทำงานที่ไหน   ผมจะบอกให้ตรงต่อเวลา   เริ่มประชุมตามเวลา   เพื่อสร้างวัฒนธรรมตรงต่อเวลา   คนไม่ตรงต่อเวลาเขาก็เดือดร้อนเอง จากพฤติกรรมไม่ตรงต่อเวลาของเขาเอง   ผมบอกว่าเราต้องไม่ลงโทษคนตรงต่อเวลาให้รอคนไม่ตรงเวลา  

 

          ความตรงต่อเวลาเป็นคุณสมบัติของสังคมสมัยใหม่   และเป็นการแสดงคุณสมบัติของบุคคล และขององค์กร   ผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือเป็นคนตรงต่อเวลาเสมอ   เพราะการตรงต่อเวลาเป็นการแสดงความเคารพผู้อื่น  

 

          ผมมีข้อสังเกตว่านักการเมืองไทยมักไม่ตรงต่อเวลานัดหมาย   โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นรัฐมนตรี   ผมจึงพยายามหลีกเลี่ยงพิธีเปิดงานโดยรัฐมนตรี   โดยเฉพาะคนที่ผมเคยไปคอยในพิธีเปิดงานมาแล้ว   ผมรู้สึกว่าเขาไม่เคารพผู้อื่น   ผมจึงไม่อยากให้เกียรติไปในพิธีนั้น

 

          ตอนเด็กๆ ตอนที่ผมเรียนชั้น ม. ๒ หรือ ๓ ที่ รร. ชุมพร “ศรียาภัย” (ชื่อขณะนั้น)   มีพิธีใหญ่ของลูกเสือ   นัดลูกเสือทั้งอำเภอไปที่หน้าศาลากลางจังหวัด   เข้าใจว่าเวลา ๘ น. เพื่อให้ประธานคือผู้ว่าราชการจังหวัดมาทำพิธีเปิด  จำได้ว่าเราต้องมีไม้พลองด้วย   เราเข้าแถวรอแล้วรออีก  จนแตกแถว และต้องไปยืนรอใต้ต้นไม้เพราะแดดร้อน   เข้าใจว่าจนเกือบ ๑๑ น. ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมา (ผมเดาว่าเพิ่งตื่น) ผมยังจำชื่อและนามสกุลผู้ว่าราชการจังหวัดคนนี้ได้ แต่ไม่อยากเอ่ยให้ลูกหลานอับอาย   ผมรู้สึกรังเกียจผู้ใหญ่ท่านนี้   และตั้งใจไว้ว่า หากตนเองเป็นผู้ใหญ่จะไม่ทำเช่นนั้น

 

          ตอนเป็น ผอ. สกว. ผมได้รับนัดไปประชุมเรื่องหนึ่งโดยหน่วยราชการแห่งหนึ่ง   ในตอนเย็น โดยเขาบอกว่าเลี้ยงอาหารเย็นด้วย   เรารอประธานซึ่งเป็นนักการเมือง ที่ปรึกษารัฐมนตรี   รอกว่าชั่วโมงก็ยังไม่มาจนทุกคนหิวข้าว   จึงพร้อมใจกันกินอาหารก่อน   เรารออยู่ประมาณ ๒ ชั่วโมง ประธานจึงมา และไม่กล่าวคำขอโทษเลย   หลังเขามาสัก ๕ – ๑๐ นาทีผมจึงลุกออกจากที่ประชุมกลับบ้าน   และตั้งใจว่าการประชุมไหนที่คนนี้เป็นประธานผมจะไม่ไป

 

          การตรงต่อเวลาเป็นการแสดงความเคารพผู้อื่น ผมถือหลักเช่นนี้   และผมพร่ำสอนตนเองให้เคารพผู้อื่นโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ อย่างเท่าเทียมกัน ในทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องตรงต่อเวลา

 

          การประชุมใดที่ผมเป็นประธานและผมไปสายด้วยเหตุบังเอิญ   ผมจะขอโทษผู้เข้าร่วมประชุมเสมอ แม้จะสายเพียง ๕ นาที

 

 

 

วิจารณ์ พานิช
๒๖ พ.ค. ๕๔