สำหรับผู้เขียนแล้ว อยากถอดระหัสคำว่า "PLANKING" เสียใหม่-แบบภาษาอังกฤษเถื่อน ๆ บ้านนอก ๆ (ต้องออกตัวก่อนว่าอาจเป็นที่ขัดใจและทำให้นักภาษาศาสตร์ขัดเคียงได้) โดยผู้เขียนขอแยกออกเป็น plan+king ซึ่งสองคำนี้ น่าจะมีสาระและประโยชน์มากกว่าคำแรก ๆ โดยผู้เขียนให้คำนิยามใหม่ว่า plan of king ซึ่งแปลว่า "การวางแผนแบบจอมพลคนเหนือโลก"
ช่วงนี้ข่าวการแกล้งตาย (planking-แพลงกิ้ง) กำลังมาแรง แซงข่าวการเลือกตั้งไปเลยก็ว่าได้ โดยการทำ planking นิยมทำกันในกลุ่มชนต่าง ๆ ไม่เว้นแม้แต่พระภิกษุสามเณรที่อยู่ในวัด โดยมีกระแสการวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา ถึงการมีสาระและไม่มีสาระ ความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมของสมณสารูปต่อกิจกรรมดังกล่าว ในประเด็นดังกล่าวนี้ ผู้อ่านเชื่อหรือไม่ว่าพระพุทธเจ้าเคยสอนการทำแพลงกิ้งให้กับพุทธสาวกมาแล้ว?
คำว่า "แพลงกิ้ง" มาจากคำว่า "planking" ซึ่งเป็นคำนาม แปลว่า งานปูพื้น งานปูกระดาน หรือถ้าจะเรียกโดยรวม ๆ แล้วก็แปลว่า ไม้กระดาน หรือพื้นกระดาน และต่อเมื่อคำ ๆ นี้ดังแล้ว ก็มีกลุ่มชนต่าง ๆ พยายามอ้างสิทธิ์กันว่าฝ่ายตนเป็นคนคิดค้นขึ้นมา ตั้งแต่ชาวออสเตรเลีย ชาวอังกฤษ หรือแม้แต่ชาวอเมริกัน ก็อ้างสิทธิ์ ความชอบธรรมนี้เช่นกัน
หลายท่านก็บอกว่ามาจากท่าทางของนักกีฬา เมื่อทำคะแนนได้แล้วก็ทำท่าดีใจ กลายเป็นแพลนกิ้งขึ้นมา บ้างก็บอกว่าเป็นเกมส์ ที่คิดค้นขึ้นมาให้ผู้เล่นพยายามทำและถ่ายรูปเพื่อแข่งขันกัน บ้างก็บอกว่าเป็นกลุ่มคนในโลกไซเบอร์ที่ชอบเอาท่ายาก ๆ มาอวดกัน ฯลฯ ซึ่งแต่ละฝ่ายก็พยายามค้นหาเหตุผลเข้ามาสนับสนุนซึ่งกันและกัน แล้วแต่ใครจะอ้างอิง เอาอะไรเป็นหลักเกณฑ์ ในการนำเสนอ
สำหรับผู้เขียนแล้ว อยากถอดระหัสคำว่า "PLANKING" เสียใหม่-แบบภาษาอังกฤษเถื่อน ๆ บ้านนอก ๆ (ต้องออกตัวก่อนว่าอาจเป็นที่ขัดใจและทำให้นักภาษาศาสตร์ขัดเคียงได้) โดยผู้เขียนขอแยกออกเป็น plan+king ซึ่งสองคำนี้ น่าจะมีสาระและประโยชน์มากกว่าคำแรก ๆ โดยผู้เขียนให้คำนิยามใหม่ว่า plan of king ซึ่งแปลว่า "การวางแผนแบบจอมพลคนเหนือโลก"
ดังนั้น การทำท่าแพลงกิ้งนี้ จึงเป็นท่าของจอมพลคนเหนือโลกอย่างพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงสอนพุทธสาวกมานานแล้ว โดยทรงกำหนดการทำท่าแพลงกิ้งไว้ ดังนี้
๑.ท่าทาง คือท่าทีที่พระพุทธเจ้าทรงทำไว้เป็นตัวอย่างแต่เดิมคือการนอนตะแคงขวา ศัพท์ทางพุทธศาสนาเรียกว่า ท่าบรรทม "ปางไสยาสน์" ท่านี้เป็นท่าที่ทางการแพทย์รับรองว่าการเต้นของหัวใจขณะพักผ่อน ทำให้โลหิตไหลเวียนดี เนื่องจาก แรงกดทับของลำตัวมนุษย์ไม่ได้กดทับหัวใจมากอย่างท่าอื่น ๆ ซึ่งต่างจากท่าแพลงกิ้งในปัจจุบันที่แกล้งทำเป็นตายอย่างเดียว และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตด้วย
๒.การกำหนด -หมายความว่าขณะที่ทำแพลงกิ้งนั้น พระพุทธเจ้าให้พุทธสาวกทำการกำหนดลมหายใจเข้าออกไปด้วย โดยกำหนดว่า "ขณะที่ลมหายใจเข้า-ก็ให้รู้ ลมหายใจออก-ก็รู้" เพื่อให้มีสติสมบูรณ์อยู่กับปัจจุบันขณะอย่างท้าทายโลกธรรม
๓.การทำท่าทางดังกล่าว พระพุทธเจ้าทรงต้องการให้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ ๆ ว่า "ชีวิตนี้สั้นนัก" เพื่อไม่ให้เกิดความประมาท เลินเล่อ มัวเมาในชีวิต และต้องรีบเร่งทำคุณงามความดีเอาไว้ให้มาก ๆ เพื่อเป็นเสบียงในการเดินทางข้ามวัฏฏสงสาร
๔.อันที่จริงพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ทำท่าแพลงกิ้งในท่านอนแล้วแกล้งตายอย่างเดียว แต่พระองค์ทรงสอนพุทธสาวกให้ทำแพลกิ้งในอิริยาบทต่าง ๆ จำนวนมาก แต่ท่าที่นิยมในหมู่ชาวพุทธมีจำนวน ๔ ท่า คือ ท่านอน ท่านั้ง ท่าเดิน และท่ายืน
และท่าแพลงกิ้งทั้ง ๔ นี้ก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป คือ
-
ท่านอน พระองค์ทรงเรียกว่า ท่าไสยาสน์
-
ท่านั่ง ทรงใช้คำว่า ท่านั่งสมาธิ
-
ท่าเดิน ทรงบัญญัติว่า ท่าเดินจงกรม และ
-
ท่ายืน ทรงให้คำนิยามว่า ท่ายืนพิจารณา
และเราจะเห็นว่าการทำแพลงกิ้งของพระพุทธเจ้าไม่ได้แกล้งตายโดยไม่คิด แต่เป็นการทำเพื่อให้พุทธสาวกเพ่งประโยชน์ ๒ ประการในโลกนี้และโลกหน้าเป็นหลัก ซึ่งผิดกับหลักการของแพลงกิ้งที่กำลังฮิตกันอยู่นี้ กล่าวคือ การทำแพลงกิ้งปัจจุบันมีหลักการ ๔ หลัก คือ
๑.ท่าแกล้งตาย (เพื่อให้คนอื่นเห็นแล้วตกใจ)
๒.ให้เป็นท่าที่ยากที่สุด (เพื่อให้คนอื่นเห็นว่าแน่จริง-การแข่งขัน อวดดี อวดเก่ง)
๓.ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แต่ตัวเองและครอบครัวอาจเดือดร้อนได้ เพราะพลาดท่าตกลงมาตาย (คือใช้ร่างกายตนเองเป็นหลัก)
๔.ทำในที่สาธารณะที่มีคนเห็นเยอะ ๆ ยิ่งดี (เพื่อโชว์-อวดเด่น ให้เป็นที่สนใจ)
หากดูตามนี้แล้ว จะเห็นว่าการทำแพลงกิ้ง ก็เพื่ออวด-โชว์-แข่งขัน-ในที่สาธารณะ ซึ่งไม่มีเรื่องการกำหนดจิตเข้าไปเกี่ยวข้องเลย จะกล่าวไปใยถึงความมีสาระเล่า อีกความหมายหนึ่งก็คือการทำแพลงกิ้งในปัจจุบันก็เพื่อการสะสมอัตตาให้สูงส่งขึ้นไปอีก ซึ่งตรงข้ามกับการทำแพลงกิ้งแนวพุทธ ที่มุ่งตรงไปสู่การลดอัตตา ความมีตัวตนให้น้อยลง
ดังนั้น จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงให้พุทธสาวกทำแพลงกิ้งเพื่อเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์จริง ๆ ได้แก่
๑)ให้รู้ตัวว่าควรตายก่อนตาย
๒)เพื่อให้เกิดความละอาย-ไม่ประมาท จนขาดสติ
๓)เพื่อให้ดำริทำให้ที่สงบ-สงัด อันเป็นทางลัดไปสู่พระนิพพาน
๔)เพื่อสานการฝึกหัดปฏิบัติตนเอง-ไม่แข่งขันกับใคร ๆ
จึงทำให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงชี้แนะให้พุทธสาวกทำแพลงกิ้ง โดยใช้ทักษะการมีชีวิตเพื่อการชำระจิตของตนเอง ให้เห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ โดยชูคำว่า "ชีวิตและความตาย" ตามความหมาย ดังนี้
ถ้า ความตาย เป็นเป้าหมาย หรือผลสุดท้ายที่ต้องจบชีวิตลง ที่ทุกคนจะต้องเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายเหมือน ๆ กัน
ดังนั้น ชีวิต จึงเป็น เหตุ ที่มนุษย์ควรสร้าง และวางแผน การบริหารจัดการชีวิตที่เป็นอยู่ให้ดี โดยคิดและกระทำ ประหนึ่งว่าเราจะอยู่ได้อีกวันเดียวก็ตาย ในที่นี้ ผู้เขียนจะให้ความหมายชีวิตไว้ ๓ คำว่า "เป็น-อยู่-คือ"
-
เป็น คือชีวิตควรเป็นอย่างไร? พุทธศาสนาสอนว่าชีวิตควรเป็นแบบ ไตรสิกขา ได้แก่ชีวิตต้องมีระเบียบวินัยตามกรอบของศาสนา, ชีวิตควรมีใจตั้งมั่นเด็ดเดี่ยว และชีวิตควรมีปัญญารู้รอบในทิศทางที่ดีงาม
-
อยู่ คือชีวิตควรอยู่อย่างไร? พุทธศาสนาสอนให้มีชีวิตอย่างมีความสุขอยู่กับปัจจุบัน อย่างมีสติ คือการรู้เท่าทันโลก ปราศจากความเศร้าหมอง
-
คือ ได้แก่ชีวิตมีเป้าหมายอะไร? พุทธศาสนาสอนให้พุทธสาวกมีเป้าหมาย ๒ แบบคือ เป้าหมายแรกเป็นเป้าหมายในปัจจุบัน เรียกว่าประโยชน์ในโลกนี้-การดำรงตนที่ดีงาม ประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ฯลฯ ส่วนเป้าหมายที่สองคือประโยชน์ในโลกหน้า-การที่มีอุดมการณ์ทางพุทธศาสนา คือพระนิพพาน ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกในชาติต่อไป
นี้เป็นตัวอย่างของการทำแพลงกิ้งในพระพุทธศาสนา และเป็นคำสอนที่พุทธสาวกควรทำ พระภิกษุสามเณรเองต้องทำท่าแพลงกิ้งในแบบของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ทำตามท่าทางของชาวต่างชาติ ที่ไม่สมบูรณ์ทั้งรูปแบบ เนื้อหาสาระและความมุ่งหมายหรือประโยชน์สูงสุดที่จะได้รับ ดังที่กล่าวมาแล้ว
ฉะนั้น เมื่อเราเข้าใจในการทำแพลงกิ้งแบบพระพุทธเจ้าแล้ว ผู้เขียนจึงคิดว่าการทำท่าทางต่าง ๆ ที่กระทำกันอยู่ เป็นการกระทำที่ผิดทิศ ผิดทาง ดังนั้น พุทธสาวกควรทำแพลงกิ้งและกำหนดรู้อย่างเท่าทัน ไม่อย่างนั้นแล้วสิ่งที่ทำ อาจไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย แม้แต่ตัวเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา
ท่านพระครูครับ
ผมตามกระแสนี้ไม่ทันเลยครับ
ขอบพระคุณมากที่ให้ความรู้อันทันสมัย
เมื่อผมเห็นชื่อเรื่อง ผมต้องไปยืมพระพุทธรูปปางไสยาสน์ของหลวงตามาถ่ายภาพ
ถ่ายพระยืนที่หน้ากุฏิเจ้าอาวาส,พระปางสมาธิที่กุฏิผมครับและภาพเดินจงกรมจากหนังสือคู่มือการพัฒนาจิตตามแนวสติปัฏฐาน๔ สำหรับผู้ปฏิบัติใหม่ ของพระอธิการสมศักดิ์ โสรโท
เห็นว่าเป็นประโยชน์และเพื่อช่วยท่านพระครูเผยแพร่ เลยขออนุญาตนำภาพทั้งสี่ภาพนี้มาประกอบบทความเรื่องแพลงกิ้งเพิ่มเติมให้ด้วยอีกส่วนหนึ่งครับผม
ขอบคุณครับ
ท่านอน พระองค์ทรงเรียกว่า ท่าไสยาสน์
ท่านั่ง ทรงใช้คำว่า ท่านั่งสมาธิ
ท่ายืน ทรงให้คำนิยามว่า ท่ายืนพิจารณา
และท่าเดิน ทรงบัญญัติว่า ท่าเดินจงกรม(ภาพการเดินจงกรมจากหนังสือคู่มือการพัฒนาจิตตามแนวสติปัฏฐาน๔ สำหรับผู้ปฏิบัติใหม่ โดย พระอธิการสมศักดิ์ โสรโท)
ขอบคุณครับอาจารย์มหาแล ที่เป็นกัลยาณมิตร ได้ให้ประโยชน์ต่อสาธารณะ
ดูพระพุทธเจ้าสอนการทำแพลงกิ้งแล้ว อดคิดไม่ได้ว่า
พุทธสาวกน่าจะเลียนแบบท่าทางเหล่านี้บ้าง คงจะดีไม่น้อยครับ...สาธุ
กราบนมัสการพระคุณเจ้า มหาศรีบรรดร
บันทึกนี้ทำให้ผมเห็นความไร้สาระของ Planking เป็นเรื่องที่มีสาระ
หรือว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้มันมีสาระในความไม่มีสาระของมัน
ยิ่งเขียนผมก็ยิ่งงงตัวเองครับ
เจริญพรคุณโยม พ.แจ่มจำรัส สาระหรือไม่มีสาระ, เหมาะสมกับสังคมพุทธหรือไม่เหมาะสม ฯลฯ
ขึ้นอยู่กับมุมที่มอง ในสายตาของผู้เขียนแล้ว การเชื่อมโยมกับพุทธศาสนาท่าที่ และรูปลักษณ์ อาจมีรูปแบบที่คล้ายกัน
แต่เนื้อหา-สาระอาจแตกต่างกันก็ได้
กราบนมัสการพระคุณเจ้า
ผมเคยให้ความเห็นเรื่องนี้ไว้เหมือนกัน เป็นอีกมุมมองหนึ่งครับ
เจริญพรคุณโยม Lungnoke อาตมาอ่านบทความของคุณโยมแล้ว
ได้เห็นความเป็นมาและพัฒนาการของการทำ planking แล้ว ได้ประโยชน์และมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น
นับว่าคนบนโลกนี้กำลังหมุนไปในทิศทางที่แปลก ๆ แตกแขนงออกไปเยอะมาก
ถ้าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อสังคมจะเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ
แต่โดยมากมักกระทำลงไปแล้วก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ แต่ไม่เกิดประโยชน์ก็มี
ซ้ำราย บางรายอาจทำแล้วเป็นโทษต่อส่วนตัวและสังคมได้ ...เจริญธรรม
ท่าแพลงกิ้งของพระพุทธศาสนาสุดยอดจริง ๆ ครับ
ได้ทั้งเนื้อหาและสาระ จะเรียกรวม ๆ ว่า แพลงกิ้งเชิงพุทธได้ไหมครับ
ชอบแพลงกิ้งท่าปางไสยาสน์มากคะ น่าจะให้ชาวแวปลองเล่นดู
บทความนี้น่าสนใจมากครับ และควรส่งเสริมการทำแพลนกิ้งแนวพุทธให้มาก ๆ ครับบ้านเมือง สังคมจะได้เจริญมาก ๆ
เจริญพรคุณโยม เราจะเรียกว่าแพลงกิ้งเชิงพุทธ หรือ แพลงกิ้งแนวพุทธ หรืออะไรก็สุดจะเรียก...
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เตรียมตัวตาย อย่างมีสติ เมื่อตายจริงจะได้ตายอย่างผู้รู้ ตื่น และเบิกบานได้ เจริญพร
เจริญพรคุณโยมรดา อาตมาเห็นด้วยที่เราชาวพุทธควรส่งเสริมการนอนแบบพระพุทธเจ้าคือ แพลงกิ้งปางพุทธไสยาสน์
และควรมีการเจริญสติไปด้วย แบบวิปัสสนากัมมัฏฐาน ยิ่งเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเองด้วย เจริญพร
สวัสดีเณรน้อย การทำกิจกรรมใดใดก็ตาม ถ้าเราพลิกมุมมองสักนิด ความคิดนั้นก็น่าสนใจ
พุทธศาสนาก็ไม่ล้าสมัย และยังสามารถนำไทยให้มั่นคงอยู่ได้ตลอดไป
กราบนมัสการพระอาจารย์
ตอนที่มีข่าวว่าพระทำแพลงกิ้งแล้วผิดวินัยอย่างร้ายถึงขั้นจะต้องทำการสั่งให้สิกขาเลยหรือผมก็แปลกใจมากผมอยากถามพระอาจารย์ว่า ตามหลักพระวินัยผิดหรือเปล่าครับ
เจริญพรคุณโยมกฤษฎา ที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น
ตอบว่า ไม่ผิดวินัย และไม่มีโทษถึงกับให้ลาสิกขา แต่มีโทษในแง่ไม่เหมาะสม
ภาษาพระเรียกว่า เป็นโลกวัชชะ อ่านว่า โล-กะ-วัด-ชะ แปลว่า โลกตำหนิ คือพระภิกษุสามเณรทำแล้วไม่เหมาะกับสมณภาวะ แต่โทษไม่ร้ายแรงถึงกับให้ลาสิกขา แต่ควรเรียกมาตักเตือน ถ้าไม่ทำตามก็คว่ำบาตร