นี่คือตัวอย่างจากรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ดังข่าว Texas’s $3 Billion Fund Lures Scientific Heavyweights ลงพิมพ์ในวารสาร Science ฉบันวันที่ ๒๗ พ.ค. ๕๔ หน้า ๑๐๑๙ – ๑๐๒๐
วิธีการคือ รัฐออกกฎหมายตั้งกองทุน ๓ พันล้านเหรียญ เป็นกองทุนวิจัยมะเร็ง กฎหมายนี้ออกโดยมติของการออกเสียงประชามติของคนทั้งรัฐ (เท็กซัส) เมื่อปี ๒๕๕๐
หน่วยงานที่บริหารกองทุนนี้คือ CPRIT (Cancer Prevention and Research Institute of Texas) ในช่วง ๒ ปีแรกได้เงิน ๔๕๐ ล้านเหรียญ ทำให้ CPRIT เป็นแหล่งทุนวิจัยใหญ่ที่ ๒ รองจาก NCI (National Cancer Institute)
ยุทธศาสตร์หลักอันหนึ่งในการดำเนินการคือ ดึง “ดาราใหญ่” (superstar) ของการวิจัยมะเร็งมาสู่รัฐเท็กซัส ด้วยข้อเสนอที่นักวิจัยมะเร็งไม่มีทางปฏิเสธ เพราะมันโดนใจนักวิจัย
หน่วยงานหนึ่งที่ได้รับทุนจาก CPRIT คือ TMHRI (The Methodist Hospital Research Institute) ได้รับทุนก้อนใหญ่ ๒๙ ล้านเหรียญใน ๕ ปี และด้วยเงินก้อนนี้ จึงใช้ดึง ๒ ดาราผัวเมีย Nancy Jenkins และ Neal Copeland กลับไปจากสิงคโปร์
จุดสำคัญคือ เขาเน้นใช้เงินกองทุนนี้สนับสนุนการวิจัยพื้นฐาน (Academic Research) ที่เข้มงวดด้าน peer review มาก ไม่ใช่เน้นการวิจัยประยุกต์ และอัตราความสำเร็จในการเสนอโครงการขอทุน (มีหลายประเภท) เพียงร้อยละ ๘ – ๑๘ เท่านั้น คือแม้มีเงินมาก แต่ก็พิถีพิถันในการใช้ เพื่อให้เกิดผลตามเป้าหมายจริงๆ แม้เขาจะบอกว่า การสนับสนุนการวิจัยเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง (ที่จะไม่ได้ผลสำเร็จ)
CPRIT มี scientific review council ที่เข้มแข็งมาก ประธานคือ Phillip Sharp แห่ง MIT จะเห็นว่าเขาไม่ทำงานแบบทำกันในกลุ่มคนเท็กซัสเท่านั้น
ซูเปอร์สตาร์ อีกคนหนึ่งคือ Sean Morrison จาก University of Michigan ทำงานวิจัยด้าน cancer stem cell research จะย้ายมาทำงานที่ UT Southwestern และ Rice University ซึ่งอยู่ที่นครฮุสตัน ได้ตัวนักฟิสิกส์ ๒ คนคือ Jose Onuchic กับ Herbert Levine ซึ่งเดิมทำงานที่ UC San Diego ด้านการเชื่อมศาสตร์ด้านฟิสิกส์กับชีววทยาเข้าหากัน ก็จะใช้ทุนจาก CPRIT ในการศึกษาการพับตัวของโปรตีน การเคลื่อนตัวของเซลล์ และการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง รวมทั้งสิ้นเป็นซูเปอร์สตาร์ที่กำลังดึงมา ๕ คน
แต่ทุนสนับสนุน ซูเปอร์สตาร์ ไม่ใช่ว่าจะได้ง่ายๆ คณะกรรมการของ CPRIT ต้องอนุมัติการว่าจ้างคนเหล่านี้ก่อน (ในเดือน ก.ค. ๕๔) จึงจะถือว่าอนุมัติทุนอย่างเป็นทางการ
การใช้วิทยาศาสตร์/การวิจัย สร้างความเจริญให้แก่รัฐ ไม่ใช่ว่ามีเงินแล้วจะสร้างได้ ต้องมียุทธศาสตร์การวิจัยภาพใหญ่ที่ดี และมีการจัดการทุนวิจัยที่ดี ท่านที่สนใจจริงๆ ต้องอ่านข่าวฉบับเต็มเอาเอง และผมไม่สามารถ link บทความฉบับเต็มมาให้อ่านได้ เพราะเขาเก็บเงินครับ ผมอ่านจาก e-Journal ที่ผมบอกรับผ่าน Zinio ปีละ ๓ พันบาท อ่านด้วย iPad สะดวกมากครับ
I wonder if this article is about "using a silver bullet --called science and technology-- to "fix" society's problems or is it about "changing norms" --called art and culture-- to build agents (active ingredients) to solve problems. It may be a blend of tactics solving technological problems with changes in thinking and behaviour.
It is a pity, I can't find out at the present time. Money is a barrier. And I believe firmly that financial barriers is built to separate people into classes. One day I may find a good way to stop 'people who withhold or sell "knowledge" NOT to use "free and open knowledge" to build their priced articles. ;-)