ชีวิตที่พอเพียง  : 86-2. ความเหงา

     วันนี้เป็นวันแม่    มีโอกาสอยู่บ้าน   อ่านหนังสือ J. Krishnamurti : a life หน้า 469 ตอบคำถามเรื่องการตกหลุมรักและการมีความสัมพันธ์ แต่รักไม่สมหวัง    รู้สึกเหงาเปล่าเปลี่ยวเมื่อขาดเขา   

    กฤษณมูรติตอบว่าตัวต้นเหตุไม่ใช่ "เขา"    แต่เป็นที่ใจเรา    เพราะใจเรามี ความพร่อง ที่กฤษณมูรติเรียกว่า emptiness  จึงต้องไปหาบุคคล หรือวัตถุสิ่งของ กิจกรรมภายนอกเอามาใส่ใจ    ผมมองว่าเป็นอาการของคนที่อยู่ในสภาพที่ชีวิตมันว่างเปล่า  ขาดสิ่งยึดโยงใจ

     หันกลับมาถามตัวเองว่าเคยรู้สึกเหงาครั้งสุดท้ายเมื่อไร    จำไม่ได้   คงจะต้องนานมากแล้ว

     ผมเคยสงสัยตัวเองมานาน ว่าทำไมเรารู้สึกว่ามีเรื่องให้คิด ให้ทำ ให้สนุกตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา    โดยที่มีเพื่อนๆ บอกว่าไม่มีอะไรทำ และเหงา  

     ผมไม่เหงาเพราะมีหนังสือให้อ่านอีกมากมาย    ซื้อสำรองไว้   เดาว่าคงจะตายไปก่อนอ่านได้หมดทุกเล่ม 

     แต่ที่ดีกว่านั้นคือจะคอยมีคนมาชวนทำเรื่องแปลกๆ ที่คนเขาไม่ค่อยได้ทำกัน

     ดังกรณีเรื่อง ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ (Corporate Social Responsibility - CSR)  ที่ผมคงจะได้มีโอกาสเข้าไปทำในปีหน้า

    เมื่อวานซืน ผมเรียน อ . หมอประเวศ ว่า ประเทศไทยเราไม่มีการจัดการระบบอุดมศึกษา     หน่วยงานที่ดูแลอุดมศึกษาของชาติดูแลแบบที่ไม่มีทางทำให้อุดมศึกษาสร้างความก้าวหน้าให้แก่สังคมไทยได้    เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า intangible assets ของสังคมที่ซ่อนอยู่ในความเป็นมนุษย์   และซ่อนอยู่ในระบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์    การจัดการระบบอุดมศึกษาไทยทำกันแบบทื่อๆ และตกหลุมการจัดการในยุค Modern หรือยุคกลไก   ล้าหลังไป 50 ปี  (อย่าคิดว่าความเห็นนี้จะถูกต้องนะครับ    อาจผิดโดยสิ้นเชิงก็ได้   และไม่ได้จงใจลบหลู่คนกลุ่มใด    แต่เป็นวิธีคิดเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงครับ)

      อ. หมอประเวศ ยุทันที ให้คิดอ่านจัดทีมพัฒนาความเข้าใจระบบอุดมศึกษา   หรือการวิจัยระบบอุดมศึกษา     ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายมาก    และต้องมีแทคติกมาก    เพราะเป็นการทำงานนอกแบบหรือไม่เป็นทางการ    ไม่มีอำนาจใดๆ   

       การทำงานแบบไม่มีอำนาจแต่มีการยอมรับนี้ สคส. เป็นตัวอย่างที่น่าแปลกใจมาก     และเข้าใจว่าทำให้ อ. หมอประเวศให้เครดิตผมมาก

      ผมก็กลับมาคิดไปเรื่อยๆ ว่าถ้าเราจะรับใช้สังคมโดยการพัฒนาความเข้าใจเรื่องระบบอุดมศึกษาเราจะวางแนวทางการทำงานอย่างไร     โดยบอกตัวเองไปพร้อมๆ กันว่าคงไม่ได้ทำหรอก ทำไม่ไหวหรอก    ที่ทำอยู่แค่นี้ก็เกินกำลังอยู่แล้ว     และที่ยิ่งกว่านั้น ไม่แน่ใจว่าที่ไปเที่ยวกล่าวหาว่าคนอื่นทำผิดนั้น     จริงๆ แล้วคนที่คิดผิดคือผม

       ที่เล่ามาทั้งหมดก็เพื่อจะบอกว่า    ชีวิตผมไม่เหงาเลย  เพราะผมมี chaos อย่างอ่อน เป็นเพื่อนใจ ให้ได้ครุ่นคิดตลอดเวลา    หรือจะตีความอีกแบบหนึ่ง ผมสนุกอยู่กับจินตนาการอยู่ตลอดเวลา

       ภรรยาบอกว่า  เป็นอาการของคนบ้าชนิดหนึ่ง

วิจารณ์ พานิช
๑๒ สค. ๔๙
วันแม่