ผมคุยกับศริญญาเพลินจนไม่รู้ว่าหนูนิดกับหนูหน่อยออกจากอ้อมกอดของผมไปวิ่งเล่นกันที่ใต้ต้นไม้เมื่อใด มารู้อีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงของเด็กทั้งสองคนหัวเราะกันเสียงดังลั่นอย่างมีความสุข พอมองไปที่เด็กทั้งสองคน ก็เห็นหนูนิดับหนูหน่อยกำลังเล่นอยู่กับกระรอกป่า ซึ่งมันเชื่องจนหนูนิดกับหนูหน่อยจับมาวางไว้บ่นไหล่และให้เดินไต่แขนไปมาได้ทั้งสองข้าง
ผมกับศริญญามองหน้ากันและยิ้มให้กัน แต่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ต่างคนต่างก็นั่งเงียบๆ ผมคิดว่าจะนั่งสงบใจสักครู่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นกับตนเอง ก่อนที่จะพูดคุยเรื่องอื่นกับเธอต่อไป ส่วนศริญญาก็นั่งมองน้ำในทะเลสาบอย่างสงบ ผมมองไปที่ใบหน้าของเธออย่างพินิจพิจารณา จากนั้นก็นั่งมองทะเลสาบอย่างเงียบๆ ตามไปอีกคนหนึ่ง
ผมนั่งคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ไปเรื่อยเปื่อย คิดถึงวันแรกที่ผมได้พบกับศริญญาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่ผมกำลังเรียนอยู่ในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในขณะที่ศริญญากำลังเรียนอยู่แค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่เท่านั้นเอง ผมคิดถึงความทรงจำเก่าๆ ที่มีอยู่เกี่ยวกับเธอ คิดถึงการความดิ้นรนต่อสู้และการไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาของเธอ คิดถึงความงดงามในหัวใจของเธอเมื่อครั้งที่เธอไปเฝ้าดูแลตอนที่ผมป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลเมื่อหลายปีก่อน รวมทั้งความทรงจำเก่าๆ อีกมากมายเกี่ยวกับเธอ ที่ยังคงดำรงอยู่ในความทรงจำของผมตราบนิรันดร์
วันนี้ผมรู้สึกดีใจเหลือเกิน ที่อยู่ๆ ก็มีโอกาสได้มาพบเธอในอีกมิติหนึ่งอย่างไม่คาดฝันมาก่อน ซึ่งทำให้ผมเกิดอาการหัวใจพองโต และตื่นเต้นอย่างสุดๆ จนแทบจะพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว
ผมไม่รู้ว่ากาลเวลาได้ผ่านไปนานเท่าใดแล้ว เพราะมัวแต่มีความสุขกับการที่ได้นั่งใกล้ชิดอยู่กับคนที่ตนเองรักและซื่อสัตย์ต่อเธอเสมอมา ไม่ว่ากาลเวลาหรือโมงยามมันจะผ่านไปนานสักกี่ปีกี่ชาติแล้วก็ตาม
ผมมารู้สึกตัวอีกที ก็ต่อเมื่อได้ยินเสียงปลาตัวใหญ่กระโดดขึ้นมาบนอากาศและหล่นลงสู่ผิวน้ำเสียงดังตูม ซึ่งมันดังพอที่จะปลุกผมให้ตื่นขึ้นมาจากภวังค์ได้ เมื่อผมหันไปทางซ้ายมือ ก็เห็นศริญญากำลังอมยิ้มอยู่ จนทำให้ผมเกิดอาการเขินนิดๆ
“คิดอะไรอยู่เหรอค่ะ?” เธอถาม
“ก็คิดเรื่อยเปื่อยนะครับ โดยเฉพาะความทรงจำอันเป็นนิรันดร์ในอดีตเกี่ยวกับเราสองคน ซึ่งไม่ว่าผมจะอยู่ที่ไหน ก็ยังจำได้เสมอ และจะมีความอบอุ่นใจทุกครั้งเมื่อผมได้คิดถึงคุณ….ศริญญา ที่ผ่านมาผมคิดถึงคุณมากเลยน่ะ ผมคิดถึงคุณมากเหลือเกิน แต่ผมก็ไม่รู้จะบอกคุณอย่างไรดี เพราะอยู่ๆ คุณก็หายไป โดยที่ผมไม่รู้เลยว่าคุณอยู่ที่ไหนและเป็นอย่างไรบ้าง ทิ้งให้ผมต้องโดดเดี่ยวอยู่ในโลกกว้างที่แสนจะอ้างว้างและเงียบเหงา”
ผมพูดบอกความรู้สึกภายในใจของตนเองออกมาให้เธอฟัง หลังจากที่เก็บไว้ในใจมานานหลายปี
“บีขอโทษพี่เอกมากๆ ด้วยนะค่ะ ที่บีปล่อยให้พี่เอกต้องอยู่อย่างเงียบเหงามาตลอด” เธอพูดและขยับเข้ามาจับมือผมกุมเอาไว้
“ที่จริงๆ บีก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกนะค่ะ หากแต่บีก็อยู่ใกล้ๆ พี่เอกนิแหละ บีอยู่ใกล้พี่เอกตลอดเวลาค่ะ บีจะไปอยู่ในทุกหนทุกแห่งและตลอดเวลาที่พี่เอกคิดถึงบี เมื่อใดที่พี่เอกคิดถึงบี บีก็จะอยู่ที่นั่นกับพี่เอกเสมอ บีจะอยู่เคียงข้างพี่เอกเสมอค่ะ ตราบเท่าที่เรายังมีความรู้สึกผูกพัน ห่วงใยและระลึกถึงกันอยู่เสมอ ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่ผมนั่งฟังด้วยความรู้สึกที่ยินดีอย่างบอกไม่ถูก
“ศริญญา! “ ผมเรียกและจ้องไปที่ดวงตาของเธอ
“ขา!” เธอตอบและมองสบตาผม
“ผมรักคุณน่ะ ผมรักคุณตั้งแต่วันแรกที่ผมได้พบกับคุณเมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่ผมก็ไม่เคยบอกให้คุณทราบเลย เก็บมันไว้ในใจตลอดเวลา จนกระทั่งคุณหายเงียบไปโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าคุณไปไหน ผมจึงได้เข้าใจว่าคุณมีคุณค่าและมีความสำคัญมากมายเพียงใดต่อชีวิตของผม ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น ผมก็จ่อมจมอยู่กับความเหงาตลอดมา แม้จะรู้ว่าคุณกับผมช่างอยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน แต่ผมก็ยังรัก คิดถึง และซื่อสัตย์ต่อคุณอยู่ตลอดเวลาเลยน่ะ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ผมคิดว่าผมเกิดมาเพื่อคุณ ในชีวิตของผมจะมีคุณเพียงคนเดียวเท่านั้น เชื่อไหมว่าที่ผ่านมานั้น แม้จะมีหญิงอื่นมากมายมาชอบหรือสนใจผม แต่ผมก็ไม่เคยสนใจใครเลย เพราะผมสัญญาเอาไว้แล้วว่า ชาตินี้ผมจะมีชีวิตอยู่เพื่อรักคุณเพียงคนเดียวเท่านั้น…….ศริญญา! แล้วคุณล่ะครับ คุณรักผมหรือเปล่า?”
ผมถามเธอตามที่หัวใจสั่งมา
“รักซิค่ะ! บีก็รักพี่เอกเช่นกันค่ะ และก็เพราะบีรู้ว่าพี่เอกรัก คิดถึง และซื่อสัตย์ต่อบีตลอดเวลานี่แหละ บีก็เลยรัก คิดถึง ห่วงใย และซื่อสัตย์ต่อพี่เอกเช่นเดียวกัน ไม่งั้นบีก็คงจะไม่อนุญาตให้พี่เอกเข้ามาในอาณาจักรของบีหรอกนะค่ะ แต่ที่บีอนุญาตและรอคอยพี่เอกนั้น ก็เพราะบีเองก็เชื่อว่าบีเกิดมาเพื่อรักพี่เอกเช่นเดียวกันค่ะ แต่ก่อนบีก็ไม่เคยทราบมาก่อน แต่พึ่งมารู้ก็ตอนที่บีได้มาใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังคนเดียว เลยทำให้คิดถึงพี่เอก ซึ่งเป็นคนเดียวที่รัก คิดถึงและห่วงใยบีมากที่สุด เมื่อบีค้นพบความรู้สึกอันแท้จริงของตัวเองเช่นนี้ บีก็เลยสัญญาว่าจะรอคอยพี่เอกอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใดก็ตาม โดยไม่เคยคิดที่จะไปเป็นบริวารรับใช้เทพบุตรองค์อื่นเลย”
เธอกล่าวด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา ในขณะที่ผมเองก็อดที่จะน้ำตาไหลตามไปด้วยไม่ได้ ผมเลยเอามือเช็ดน้ำตาให้เธอ และโอบกอดเธอไว้แน่น ส่วนเธอก็กอดผมไว้แน่นเช่นกัน ผมเอามือขวาลูบผมเธอเบาๆ ขณะที่เธอนั้นร้องไห้ด้วยความปลื้มปีติอยู่ตลอดเวลา
“เอ! นางฟ้าก็ร้องไห้เป็นเหมือนกันหรือเนี่ย?” ผมแกล้งถามเธอแล้วก็หัวเราะเบาๆ จนทำให้เธอหัวเราะทั้งน้ำตาตามไปด้วย
“แหม! พี่เอกนิยังตลกเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนเลยนะค่ะ จะบอกอะไรให้ นางฟ้าก็ร้องไห้เป็นเหมือนกันแหละค่ะ เพราะนางฟ้าก็เหมือนกับมนุษย์ปุถุชนทั่วไปนั่นแหละ ที่ยังตัดกิเลสตัณหาไม่ได้ เวลาดีใจหรือเสียใจมากๆ ก็เลยน้ำตาไหลออกมาเหมือนกัน แหม! พี่เอกนิว่าแต่บีน่ะ แล้วตัวเองล่ะ ตาแดงก่ำเหมือนกันนิ อย่าบอกน่ะว่าไม่ได้ร้องไห้เหมือนบี จ้างก็ไม่เชื่อหรอก! “ พูดจบเธอก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ทำให้ผมต้องพลอยหัวเราะตามไปด้วย
“ศริญญา!”
“ขา!” เธอขานตอบเบาๆ
“คุณอยู่ที่นี่คนเดียว เหงาหรือเปล่าครับ?” ผมถามเธอ
“ไม่เหงาเลยค่ะ ในดวงใจมีแต่ความรู้สึกอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา เพราะในใจของบีมีพี่เอกอยู่ตลอดเวลาค่ะ บีจะเป็นไปตามที่พี่เอกเป็นทุกอย่างค่ะ ถ้าพี่เอกเหงา บีก็เหงาด้วย ถ้าพี่เอกมีความทุกข์ บีก็จะมีความทุกข์ไปด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าพี่เอกหัวเราะ บีก็จะหัวเราะตามไปด้วย ถ้าพี่เอกมีความสุข บีก็จะพลอยมีความสุขและเบิกบานไปด้วยเช่นเดียวกันค่ะ เพราะบีดำรงอยู่ในความทรงจำของพี่เอกเสมอค่ะ”
ในขณะที่ผมกำลังนั่งกอดศริญญาไว้ในอ้อมอกอันอบอุ่นบนม้านั่งอยู่นั้น ดูเหมือนกับว่าโลกและกาลเวลากำลังหยุดอยู่กับที่ ผมไม่รู้ว่าเวลามันไปไปสักกี่โมงยามแล้ว มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่หนูนิดกับหนูหน่อยเดินกลับมาหาเราทั้งสองคน
“พี่บี พี่เอกขา! ค่ำแล้วค่ะ เรากลับวิมานกันเถอะ หนูนิดกับหนูหน่อยอยากกลับวิมานแล้ว เดี๋ยวคุณแม่นางฟ้ากับคุณพ่อเทพบุตรของหนูนิดกับหนูหน่อยจะรอนาน” เสียงของหนูนิดพูดชวนกลับวิมาน
“ งั้นเรากลับกันเถอะจ๊ะ! ว่าไงค่ะพี่เอก เดี๋ยวเราไปด้วยกันนะค่ะ” เธอพูดและยิ้มมาที่ผม
“เออ! เออ! ผม ผมไม่รู้จะไปไหนดี เพราะผมไม่รู้ว่าวิมานของผมอยู่ที่ไหน ผมว่าผมอยากกลับโลกมนุษย์แล้วละครับ เพราะผมมีบ้านอยู่ที่โลกมนุษย์ แต่ผมไม่มีวิมานอยู่ที่นี่เลย” ผมกล่าวแบบคนที่ไม่มีที่ไป
“พี่เอกกลับโลกมนุษย์ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะพี่เอกเป็นเทพบุตร ต้องรอให้อายุของการเป็นเทพบุตรหรือเทวดาหมดลงก่อนถึงจะกลับไปได้ เรื่องวิมานนั้นไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะค่ะ เพราะว่าท่านท้าวสักกเทวราช ผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลายได้เตรียมเอาไว้ให้พี่เอกแล้ว หรือถ้าหากไม่มีวิมานจริงๆ ก็มาอยู่กับบีก็ได้ค่ะ ตกลงนะค่ะพี่เอก”
“ครับ!” ผมตอบรับเธออย่างไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไรดี
พอผมพูดจบ ศริญญาก็เอาแขนขวาของเธอจับแขนซ้ายของผม ส่วนมือซ้ายของเธอนั้นจับมือขวาของหนูนิด ขณะที่มือขวาของผมจับมือซ้ายของหนูหน่อยเอาไว้แน่นด้วยความระทึกใจ เพราะยังไม่รู้ว่ากำลังจะไปที่ไหน
หลังจากที่เราสี่คนจูงมือกันเดินได้สักครู่ ผมก็เกิดความรู้สึกว่าตัวผมเริ่มจะเบาและค่อยๆ ลอยขึ้น
ศริญญามองสบตาผมและยิ้ม แล้วก็บอกให้ผมมองไปที่ปีกตัวเองและเบื้องล่าง พอผมดูปีกตัวเอง ก็ปรากฏว่าปีกสีขาวของผมกำลังโบยบินอยู่บนท้องฟ้าอย่างอัตโนมัติ และกำลังลอยอยู่เหนือทะเลสาบ มองไปข้างหน้าเห็นเมฆหมอกสีขาวเต็มไปหมด ขณะที่บนท้องฟ้านั้น เทวดาในชุดสีขาวหลายร้อยองค์กำลังพากันเหาะและโบยบินเดินทางไปสู่จุดหมายปลางทางของตนเอง โดยมีหลายองค์โบกไม้โบกมือและส่งยิ้มมาให้พวกเราตลอดเส้นทางที่เราเดินทางผ่านไป
******************************************************************
“ ติงติ่งติ้ง! โปรดทราบ ท่านผู้โดยสารที่จะเดินทางไปนครซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา กับสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ขณะนี้เครื่องบินพร้อมแล้วที่จะนำผู้โดยสารทุกท่านเดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านเดินเข้าแถวไปรับบัตรที่นั่งและขึ้นเครื่องที่ประตูหมายเลขสามสิบห้าด้วยค่ะ ...... ขอบคุณค่ะ”
เสียงประชาสัมพันธ์ที่ดังก้องในห้องพักผู้โดยสารขาออกของสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้ผมต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากการนั่งหลับใหลอยู่บนเก้าอี้ พร้อมๆ กับพึมพำออกมาว่า
“โอ! ให้ตายเถอะโรบิ้น นี่อะไรกัน เราฝันไปเองหรือนี่ ”
ผมจำไม่ได้เลยว่าตนเองนั่งม่อยหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ จำได้แต่ว่าในขณะที่นั่งหลับอยู่นั้น ตนเองได้หลับฝันอย่างมีความสุข เนื่องจากได้ฝันเห็นนางฟ้าในฝันที่ตนเองเฝ้าภาวนาอธิษฐานถึงอยู่ตลอดเวลา
ผมรู้สึกมึนหัวไปหมด เนื่องจากการหลับไม่เต็มอิ่ม จนต้องนั่งหลับตานิ่งอยู่เฉยๆ ตั้งหลายนาที พอรู้สึกว่าอาการดีขึ้นก็ลืมตามองไปรอบๆ ห้อง เห็นผู้โดยสารจำนวนมากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเดินเข้าแถวไปรับบัตรที่นั่งและเดินออกไปขึ้นเครื่องบิน โดยมีเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินคอยอำนวยความสะดวกให้
พอเห็นว่าผู้โดยสารทยอยเดินออกไปขึ้นเครื่องบินเกือบหมดแล้ว ผมจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ และลากกระเป๋าเดินโซซัดโซเซไปขึ้นเครื่องบินเป็นคนสุดท้ายในขณะที่สมองยังรู้สึกมึนอยู่
ประมาณ 20 นาทีต่อมา เครื่องบินโบอิ้ง 747 ก็บินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อนำผู้โดยสารเดินทางมุ่งไปสู่จุดหมายปลายทางที่นครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา
บนเครื่องบินลำนั้น ผมนั่งมองผ่านหน้าต่างออกไปข้างนอก มองเห็นเมฆหมอกสีขาวเต็มไปหมด บางครั้งเมฆหมอกเหล่านั้นก็เปลี่ยนเป็นสีเทาๆ
ผมนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่เป็นเวลานาน โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับนางฟ้าในความฝัน
นานหลายปีแล้วที่ผมไม่ได้พบกับศริญญา หลังจากที่ได้พบกับเธอครั้งล่าสุดเมื่อหลายปีก่อน ข่าวคราวของเธอล่าสุดที่ผมได้ทราบมานั้น ผมทราบว่า เธอได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งให้ไปเรียนต่อในระดับปริญญาโท ที่ประเทศอังกฤษ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นไม่นาน เธอได้เรียนจบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์มาจากออสเตรเลีย
มันแปลกดี ที่ช่วงหลังๆ มานี้ ผมหลับฝันถึงเธอบ่อยเหลือเกิน เธอผู้ซึ่งเป็นนางฟ้าและตัวแทนแห่งความดีงามของผมตลอดมา และในทุกๆ ครั้งที่ผมฝันถึงเธอ ผมรู้สึกมีความสุข อบอุ่นในใจและมีกำลังใจขึ้นมาตลอดเวลา แม้ว่าผมจะรู้ว่าทุกอย่างมันเป็นแค่เพียงความฝันก็ตาม
ขณะที่ผมกำลังนั่งเหม่อลอยและคิดเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินนำน้ำผลไม้มาให้
ผมรับน้ำผลไม้จากเธอแล้วก็ค่อยๆ ดื่ม หลังจากนั้นผมก็รู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะง่วงนอน จึงเอาผ้าห่มมาคลุมตัวพร้อมๆ กับค่อยๆ หลับตาลงอย่างแผ่วเบา
ไม่กี่นาทีต่อจากนั้นผมก็นอนหลับสนิท ทิ้งเรื่องราวต่างๆ เอาไว้เบื้องหลัง ปล่อยให้มันเป็นแค่เพียงความฝัน……ตราบนิรันดร.
เพลง "อยากหลับฝัน"
ร้องโดย "แพท" สุธาสินี พุทธินันท์