ระบบต่างๆ

 ใบความรู้ 

 

ระบบสืบพันธุ์เพศชาย

 

อวัยวะที่สำคัญในระบบสืบพันธุ์เพศชายประกอบด้วย

1.  อัณฑะ(Testis) เป็นต่อมรูปไข่ มี 2 อัน ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ (Sperm) ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย และสร้างฮอร์โมนเพศชายเพื่อควบคุมลัษณะต่าง ๆ ของเพศชาย ภายในอัณฑะประกอบด้วย หลอดสร้างตัวอสุจิ (Seminaferous) เป็นหลอดเล็ก ๆ ขดไปมาอยู่ภายใน ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ
   2.  ถุงหุ้มอัณฑะ (Scrotum) อยู่นอกช่องท้อง ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะในการสร้างตัวอสุจิ ซึ่งอสุจิจะเจริญได้ดีที่อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิปกติของร่างกายประมาณ 3-5 องศาเซลเซียส โดยอัณฑะทั้งสองอันจะอยู่ภายในถุงอัณฑะ
   3.  หลอดเก็บตัวอสุจิ (Epidymis) อยู่ด้านบนของอัณฑะ ทำหน้าที่เก็บตัวอสุจิจนตัวอสุจิเติบโตและแข็งแรงพร้อมที่จะปฏิสนธิ
   4.  หลอดนำตัวอสุจิ (Vas Deferens) อยู่ต่อจากหลอดเก็บตัวอสุจิ ทำหน้าที่ลำเลียงตัวอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ
   5.  ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ (Seminal Vesicle) ทำหน้าที่สร้างอาหารเพื่อใช้เลี้ยงตัวอสุจิ เช่น น้ำตาลฟรั๊กโตส วิตามินซี โปรตีนโกลบูลิน เป็นต้น และสร้างของเหลวมาผสมกับอสุจิเพื่อทำให้เกิดสภาพที่เหมาะสมสำหรับตัวอสุจิ
   6.  ต่อมลูกหมาก (Prostate Gland) อยู่ตอนต้นของท่อปัสสาวะ ทำหน้าที่หลั่งสารที่มีฤทธิ์เป็นเบสอ่อน ๆ เข้าไปในท่อปัสสาวะ เพื่อทำลายฤทธิ์กรดในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดสภาพที่เหมาะสมกับตัวอสุจิ
   7.  ต่อมคาวเปอร์ (Cowper Gland) อยู่ใต้ต่อมลูกหมากลงไป เป็นกระเปาะเล็ก ๆ ทำหน้าที่หลั่งสารไปหล่อลื่นท่อปัสสาวะในขณะที่เกิดการกระตุ้นทางเพศ ทำให้ตัวอสุจิเคลื่อนที่เร็ว

 

 

เซลล์สืบพันธ์เพศชาย คือ อสุจิ
   ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ
       -  ส่วนหัว  เป็นส่วนที่มีนิวเคลียสอยู่
       -  ส่วนร่างกาย มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกยาว
       -  ส่วนหาง เป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนที่
ตัวอสุจิจะมีค่า pH ประมาณ 7.35-7.50 มีสภาวะค่อนข้างเป็นเบส ในน้ำอสุจินอกจากจะมีตัวอสุจิแล้ว ยังมีส่วนผสมของสารอื่น ๆ อีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง

 

อวัยวะที่สำคัญในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ประกอบด้วย
       1.  รังไข่ (Ovary) มีรูปร่างคล้ายมะม่วงหิมพานต์ มี 2 อันอยู่บริเวณปีกมดลูกแต่ละข้าง ทำหน้าที่ดังนี้
             -  ผลิตไข่ (Ovum) ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง  โดยปกติไข่จะสุกเดือนละ 1 ใบ จากรังไข่แต่ละข้างสลับกันทุกเดือน และออกจากรังไข่ทุกรอบเดือน เรียกว่า การตกไข่  ตลอดช่วงของเพศหญิงจะมีการผลิตไข่ประมาณ 400 ใบ เริ่มตั้งแต่อายุ 12 ปี ถึง 50 ปี จึงจะหยุดผลิต เซลล์ไข่จะมีอายุอยู่ได้นานประมาณ 24 ชั่วโมง
             -  สร้างฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งมีหลายชนิด ที่สำคัญมีดังนี้
               1)  เอสโทรเจน (Estrogen) เป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับมดลูก ช่องคลอด ต่อมน้ำนม และควบคุมการเกิดลักษณะต่าง ๆ ของเพศหญิง
               2)  โปรเจสเทอโรน (Progesterone) เป็นฮอร์โมนที่ทำงานร่วมกับเอสโทรเจนในการควบคุมเกี่ยวกับการเจริญของมดลูก การเปลิ่ยนเยื่อบุมดลูกเพื่อเตรียมรับไข่ที่ผสมแล้ว
       2.  ท่อนำไข่ (Oviduct) หรือ ปีกมดลูก (Fallopion Tube) เป็นทางเชื่อมระหว่างรังไข่ทั้งสองข้างกับมดลูก ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของไข่ที่ออกจากรังไข่เข้าสู่มดลูก โดยมีปลายข้างหนึ่งเปิดอยู่ใกล้กับรังไข่ เรียกว่า ปากแตร (Funnel) บุด้วยเซลล์ที่มีขนสั้น ๆ ทำหน้าที่พัดโบกไข่ที่ตกมาจากรังไข่ให้เข้าไปในท่อนำไข่ ท่อนำไข่เป็นบริเวณที่อสุจิจะเข้าปฏิสนธิกับไข่
      3.  มดลูก (Uterus)  มีรูปร่างคล้ายผลชมพู่ หรือ คล้ายสามเหลี่ยมหัวกลับลง อยู่ในบริเวณอุ้งกระดูกเชิงกราน ภายในเป็นโพรง ทำหน้าที่เป็นที่ฝังตัวของไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว และเป็นที่เจริญเติบโตของทารกในครรภ์
      4.  ช่องคลอด (Vagina) อยู่ต่อจากมดลูกลงมา ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัวอสุจิเข้าสู่มดลูกเป็นทางออกของทารกเมื่อครบกำหนดคลอด และยังเป็นช่องให้ประจำเดือนออกมาด้วย

        การปฏิสนธิ(Fertilization) คือกระบวนการที่เซลล์สืบพันธุ์เพศชายและเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิงผสมกัน
เกิดเป็นเซลล์ใหม่ 1 เซลล์ การปฏิสนธิจะเกิดขึ้นได้  ฝ่ายชายต้องสอดองคชาตเข้าไปในช่องคลอดของฝ่ายหญิง
อสุจินับล้านตัวจะถูกฉีดออกจากองคชาต  จากนั้นอสุจิจะว่ายเข้าไปตามท่อรังไข่  และจะมีอสุจิเพียงตัวเดียวที่
สามารถเจาะผ่านผนังเซลล์ไข่เข้าไปผสมกับไข่ได้  อสุจิตัวอื่นๆจะตายหมด

 

ระยะการปฏิสนธิ (Fertilization stage) 
ประกอบด้วย 5 ระยะ  คือ
1.  เครเวจ (Cleavage) เป็นระยะที่อสุจิกับไข่รวมตัวกันเป็นเซลล์เดียวแล้วเกิดการแบ่งเป็นออกเป็น 2 เซลล์อีกครั้งหนึ่ง

2.  มอรูลา  (Morula) เป็นระยะต่อจากเครเวจ  เซลล์ 2 เซลล์แบ่งเซลล์ต่อไปจนกระทั่งมีจำนวนเซลล์ครบถ้วน

3.  บลาสทูลา  (Blastula) เป็นระยะต่อจากโมรูลา  เซลล์เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของเซลล์

4. แกสตรูลา  (Gastrula) เป็นระยะต่อจากบาสตรูลา  ระยะนี้คือระยะที่เซลล์มีการเคลื่อนย้ายตำแหน่งแล้วจัดรูปแบบของ
ตำแหน่งเซลล์ใหม่

5.  เอมบริโอ  (Embryo) เป็นระยะสุดท้ายของการปฏิสนธิ  ระยะนี้เป็นระยะที่เซลล์ต่างๆเปลี่ยนแปลงรูปแบบจนเสร็จสมบูรณ์ 
ได้ตัวอ่อนที่ปรากฏรูปร่างที่ชัดเจน  คือ  มีผิวหนัง  ประสาทสัมผัส  และอวัยวะภายใน

 

 

 

อวัยวะเพศหญิงส่วนที่สามารถเห็นได้ภายนอกประกอบด้วยเนินหัวหน่าวแคมนอกแคมในเวสติบูลคลิตอริสปากช่องคลอดและช่องปัสสาวะ
อวัยวะเพศภายในผู้หญิงที่ไม่สามารถมองเห็นได้ประกอบด้วยช่องคลอด มดลูกท่อนำไข่และรังไข่จะสังเกตได้ว่าเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นบริเวณอวัยวะ เพศจะมีการเติบโตขยายตัวเพิ่มขนาดขึ้นบริเวณเนินหัวหน่าวซึ่งมีลักษณะเป็น สามเหลี่ยมนูนอยู่ระหว่างต้นขาสองข้างและท้องน้อยจะใหญ่ขึ้นจากการมีไขมันมา สะสมบริเวณนี้จะมีความไวต่อความรู้สึกสัมผัสโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกดเนื่อง จากมีปลายประสาทรับรู้อยู่เป็นจำนวนมากด้านล่างของเนินหัวหน่าวจะเป็นแคมนอก ซึ่งเป็นรอยพับของผิวหนัง2ข้างมาชนกันแคมนอกประกอบด้วยต่อมเหงื่อต่อมขนและ ไขมันเมื่อมองจากภายนอกจะเห็นแคมนอก2ข้างเท่านั้นต่อเมื่อเปิดแคมนอกออกจึง จะเห็นแคมในซึ่งเป็นรอยพับของผิวหนังอยู่ระหว่างปากช่องคลอดกับแคมนอกแคมใน มีขนาดและสีสันแตกต่างกันบางคนเล็กบางคนใหญ่บางคนมีสีแดงเรื่อๆบางคนมีสี คล้ำแคมในประกอบด้วยเส้นเลือดและเส้นประสาทมากมายจึงเป็นบริเวณที่มีความไว ต่อการสัมผัสมากเช่นกัน

ช่องที่อยู่ระหว่างแคมในทั้งสองข้างเรียกว่าเวสติบูลจะมีรูเปิดของท่อ ปัสสาวะและปากช่องคลอดบริเวณด้านหน้าของเวสติบูลซึ่งแคมในสองข้างมารวมกันจะ มีก้อนเนื้อเล็กๆที่เรียกว่าคลิตอริสซึ่งเป็นอวัยวะส่วนที่เปรียบเทียบได้ กับองคชาตของฝ่ายชายคือเมื่อมีความรู้สึกทางเพศจะแข็งตัวขยายตัวเพิ่มขึ้น ได้อีกเท่าตัวเลยทีเดียวบริเวณคลิตอริสจะมีความไวมากที่สุดต่อการสัมผัส เมื่อมีการสัมผัสบริเวณนี้จะเกิดอารมณ์เพศและความต้องการทางเพศได้มากการ กระตุ้นที่อื่นๆใกล้ๆได้แก่บริเวณแคมในแคมนอกและเนินหัวหน่าวจะทำให้เกิด ความรู้สึกทางเพศได้เช่นกันเมื่ออวัยวะเพศถูกกระตุ้นจนเกิดความรู้สึกทางเพศ ผนังช่องคลอดจะขับน้ำเมือกออกมาหล่อเลี้ยงน้ำเมือกยังถูกสร้างและขับมาจาก ต่อมบาร์โธลินที่ผนังแคมนอกเพื่อให้ช่องคลอดลื่นเหมาะสมในการสอดใส่อวัยวะ เพศของฝ่ายชายเมื่ออวัยวะเพศถูกกระตุ้นต่อไปอีกไม่นานความเสียวจะขึ้นจนถึง จุดสุดยอดทางเพศพร้อมๆกับเกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วร่างกายช่องคลอดเกิด การหดตัวเป็นจังหวะ

1.        ดูแลร่างกายให้แข็งแรงสม่ำเสมอ

2.        ออกกำลังกาย

3.        งดดื่มแอลกอฮอล์

4.        พักผ่อนให้เพียงพอ

5.        ทำความสะอาดร่างกายอย่างทั่วถึง

6.        สวมใส่เสื้อผ้าสะอาด

7.        ไม่ใช้เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว เครื่องนุ่งห่มกับผู้อื่น

8.        ไม่สำส่อนทางเพศ งดเว้นการเปลี่ยนคู่นอน

9.        เมื่อเกิดสิ่งผิดปกติควรไปพบแพทย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใบความรู้

หน้าที่ของผิวหนัง

  หน้าที่ชองระบบห่อหุ้มร่างกาย 
                         1. ป้องกันอันตราย (Protection) โดยปกคลุมอยู่ชั้นนอก กันน้ำได้ เมื่อเกิดบาดแผลจะหายเป็นปกติได้เอง
ป้องกันอวัยวะภายในไม่ให้รับอันตรายจากเชื้อโรค การบาดเจ็บ และแสงอัลตราไวโอเลต รวมทั้งทำหน้าที่ร่วมกับระบบประสาท
ที่เกี่ยวข้องเพื่อรับสัญญาณความรู้สึกและอันตรายจากภายนอกแล้วส่งไปยังสมอง
                         2. ช่วยป้องกันน้ำไม่ให้ระเหยออกจากร่างกายมากเกินไป ปรับระดับความร้อนในร่างกายให้คงที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ต่อมเหงื่อ เส้นเลือดฝอยและขนที่ผิวหนังจะช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ถ้าอุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น ต่อมเหงื่อจะขับน้ำออกมากขึ้นการระเหยของน้ำบนผิวหนังจะทำให้อุณหภูมิลดลง หรือเมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น เส้นเลือดฝอยจะขยายใหญ่ ทำให้มีเลือดไหลผ่านผิวหนังมากขึ้น เมื่อผิวหนังสัมผัสกับอากาศภายนอกส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายต่ำลง เส้นเลือดฝอยจะหดตัว ทำให้
เกิดอาการขนลุก และรู้สึกอบอุ่นขึ้น
                         3. ต่อมน้ำมันทำให้ผิวหนังชุ่มชื่น ช่วยป้องกันผิวหนังแตก ต่อมเหงื่อช่วยขับน้ำของเสียออกจากร่างกาย

 

 

 

   

ใบความรู้ 

ระบบย่อยอาหาร

การย่อยอาหาร หมายถึงกระบวนการเปลี่ยนสภาพสารอาหารที่โมเลกุลมีขนาดใหญ่ให้มีขนาดเล็กลงพอที่ร่างกายจะดูดซึมเพื่อนำไปใช้ได้
การย่อยอาหาร ของคนเรา แบ่งออกเป็น 2 กระบวนการ ได้แก่

 

1. การย่อยเชิงกล  เป็นการเปลี่ยนแปลงอาหารให้มีขนาดอนุภาคเล็กลง โดยการบดเคี้ยวของฟัน

              2. การย่อยเชิงเคมี  เป็นการเปลี่ยนแปลงให้มีขนาดอนุภาคเล็กลง โดยอาศัยเอนไซม์หรือน้ำย่อย

อวัยวะในระบบย่อยอาหารของคน

  

 

อวัยวะและกลไกการย่อยอาหาร ของคน
กลไกการย่อยอาหารนั้น อาหารจะผ่านอวัยวะที่เป็นทางเดินอาหารซึ่งประกอบด้วย ปาก คอหอย   หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีอวัยวะอื่น ๆ อีกที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการย่อยอาหาร เช่น ฟัน ลิ้น ต่อมน้ำลาย ตับ ตับอ่อน ถุงน้ำดี เป็นต้น

กระบวนการย่อยอาหาร              

1.ปาก  มีการย่อยเชิงกลโดยการบดเคี้ยวของฟัน และมีการย่อยเชิงเคมีโดยเอนไซม์ในน้ำลาย ชื่ออะไมเลส ซึ่งทำงานได้ดี ในสภาพเป็นเบสเล็กน้อย
                                                    ปาก ---------  อะไมเลส   ---------->  น้ำตาลมอลโตส

2. คอ หอย  เป็นทางผ่านของอาหาร ไม่มีการย่อยใด ๆ ทั้งสิ้น

3. หลอดอาหาร  มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อเรียบ มีการย่อยเชิงกลโดยการบีบตัวของกล้ามเนื้อ ทางเดินอาหา รเป็นช่วง ๆ เพื่อให้อาหารเคลื่อนก่อนที่ลงสู่กระเพาะอาหาร

4. กระเพาะอาหาร  กระเพาะอาหารของคนเราขณะไม่มีอาหารอยู่มีขนาดประมาณ 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่สามารถขยายได้อีก 10-40 เท่า เมื่อมีอาหารอยู่ กระเพาะอาหาร มีการย่อยเชิงกล โดยการบีบตัวของกล้ามเนื้อ ทางเดินอาหา ร และมีการย่อยเชิงเคมี โดยเอนไซม์ เปปซิน
( Pepsin )    เปปซินจะทำงานได้ดีในสภาพเป็นกรด ซึ่งกระเพาะ จะสร้าง กรดไฮโรคลอริก ( HCl ) ขึ้นมา และเปปซิน จะย่อยโปรตีน ให้เป็นเปปไตด์ ( Peptide )
                                                    โปรตีน ------- เปปซิน   ------->  เปปไตด์
5.  ลำไส้เล็ก    ลำไส้เล็กมีลักษณะเป็นท่อยาวประมาณ 7 เมตร ขดอยู่ในช่องท้อง ที่ผนังด้านใน ของลำไส้เล็ก มีลักษณะ ไม่เรียบ เป็นปุ่มปมเล็ก ๆ จำนวนมากมายยื่นออกมาเรียกว่า วิลลัส ( Villus ) เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ ในการดูดซึมอาหาร  การย่อยอาหารในลำไส้เล็กเกิดจาก การทำงาน ร่วมกัน ของเอนไซม์หลายชนิด จากแหล่งต่าง ๆ ได้แก่ ผนังลำไส้เล็ก  ตับอ่อน  และตับ 

     

 

ผนังลำไส้เล็ก   ทำหน้าที่สร้างเอนไซม์หลายชนิด แต่ละชนิดมีหน้าที่ย่อยอาหารต่างกัน ได้แก่

  1. มอลเตส  เป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลมอลโตสให้เป็นกลูโคส
  2. ซูเครส  เป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลทรายหรือน้ำตาลซูโครสให้เป็นน้ำตาลกลูโคสและ ฟรุกโตส
  3. แลกเตส เป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลแลกโตสให้เป็นกลูโคสกับกาแลกโตส
  4. อิเรฟซิน  เป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยโปรตีนโมเลกุลย่อยให้เป็นกรดอะมิโน
    ตับอ่อน  ทำหน้าที่สร้างเอนไซม์หลายชนิดแล้วส่งไปยังลำไส้เล็ก ซึ่งแต่ละชนิดมีหน้าที่ย่อยอาหารต่างกัน ได้แก่
  5. ไลเปส  ทำหน้าที่ย่อยไขมัน
  6. อะไมเลส ทำหน้าที่ย่อยแป้ง
  7. ทริบซิน ทำหน้าที่ย่อยโปรตีนโมเลกุลย่อยให้เป็นกรดอะมิโน

ตับ     ทำหน้าที่สร้างน้ำดีแล้วไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี ซึ่งมีท่อติดต่อกับลำไส้เล็ก  น้ำดีมีฤทธิ์เป็นเบสอ่อน ๆ  น้ำดีไม่ใช่เอนไซม์ เพราะไม่ใช่สารประเภทโปรตีน จึงไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการย่อยโดยตรง เมื่ออาหารผ่านเข้ามาในลำไส้เล็ก  จะมีการกระตุ้นให้น้ำดีหลั่งออกมา  น้ำดีจะช่วยให้ไขมันแตกตัวออกเป็นเม็ดเล็ก ๆ  เพื่อให้เอนไซม์ไลเปสที่สร้างจากตับอ่อนทำหน้าที่ย่อยไขมันได้ง่ายขึ้น
สรุปได้ว่า สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน จะถูกย่อยอย่างสมบูรณ์ที่ลำไส้เล็ก จนได้อนุภาคที่เล็กที่สุด และสามารถซึมผ่านผนังลำไส้เล็กเข้าสู่หลอดเลือด จากนั้นจะถูกส่งไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้  ส่วนกากอาหารที่เหลือจากการย่อยและย่อยไม่ได้เช่น เซลลูโลส จะถูกส่งต่อไปยังลำไส้ใหญ่
6.  ลำไส้ใหญ่  เป็นทางเดินอาหารส่วนสุดท้ายต่อจากลำไส้เล็กมีความยาว ประมาณ 1.5 เมตร ที่ผนังลำไส้ใหญ่จะไม่มีการย่อยอาหาร แต่จะมีการดูดซึมน้ำ แร่ธาตุ วิตามินบางชนิด ออกจากกากอาหารกลับเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้กากอาหารเหนียว ข้น และเป็นก้อน จากนั้นก็จะเคลื่อนที่ไปรวมกันที่ลำไส้ใหญ่ส่วนที่เรียกว่า ลำไส้ตรง ซึ่งอยู่เหนือทวารหนักและถูกขับถ่ายออกมาทางทวารหนักเป็นอุจจาระ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ระบบกระดูก

 

          ร่างกายของแขนขาคงรูปอยู่ได้ โดยมีกระดูก และกระดูกอ่อนเป็นแกนอยู่ภายใน กระดูกทั้งหมดหนักประมาณ ๑๗ ของน้ำหนักตัว

          กระดูกและกระดูกอ่อน (cartilage) มีความแข็งพอที่จะให้เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ เอ็น และเยื่ออ่อนอื่นๆ ได้
จึงเป็นตัวการให้เกิดการเคลื่อนไหวได้ ในที่บางแห่งกระดูกต่อกัน เป็นโพรงล้อมรอบอวัยวะอื่นๆ เช่น สมอง ไขสันหลัง หัวใจ และปอด จึงทำหน้าที่ป้องกันอวัยวะสำคัญๆ ต่างๆ ภายในกระดูกเป็นที่อยู่ของไขกระดูกสำหรับสร้างเม็ดเลือดชนิดต่างๆ กระดูกมีเกลือแร่ต่างๆ เช่น แคลเซียมฟอสเฟต ประกอบอยู่ด้วย เกลือแร่เหล่านี้สามารถละลายไปสู่เลือดได้เมื่อร่างกาย
ต้องการ กระดูกจึงเป็นที่เก็บแคลเซียมไว้ด้วย

          กระดูกเป็นสิ่งมีชีวิต และประกอบด้วยเซลล์และเส้นใยพังฝืดคอลลาเจน (collagen) โดยมีเกลือแร่ฝังตัวแทรกอยู่จึงทำให้กระดูกมีความแข็ง และความยืดหยุ่นด้วย ถ้ากระดูกถูกเอาเกลือแร่ออก โดยแช่ในกรดอ่อนๆ เหลือแต่เส้นใยพังผืดกระดูกยังคงรูปอยู่ได้ และสามารถงอม้วนจนผูกเป็นปมได้ ถ้าเส้นใยพังผืดนี้ถูกทำลายไปโดยการเผา กระดูกก็คงรูปอยู่ได้แต่เปราะและไม่ยืดหยุ่น

กระดูกอาจแบ่งเป็นหลายชนิด ตามลักษณะและรูปร่างของกระดูก

          ๑. กระดูกยาว พบได้ที่กระดูกต้นแขน แขนท่อนปลาย ต้นขา และขา กระดูกฝ่ามือ ฝ่าเท้า กระดูกนิ้วมือนิ้วเท้าเป็นกระดูกยาวขนาดเล็ก ในส่วนลำ (shaft) ของกระดูกยาว เรียงตัวกันเป็นรูปทรงกระบอก ตรงกลางเป็นโพรง ที่ขอบๆ กระดูกเป็นเนื้อแน่น ปลายทั้งสองของกระดูกยาวมักโตกว่าส่วนลำ มีกระดูกเนื้อแน่นบางๆ อยู่ที่ขอบ ภายในเป็นชิ้นกระดูกเล็กๆ ติดต่อกันคล้ายฟองน้ำ เรียกว่า กระดูกฟองน้ำ
          ๒. กระดูกสั้น ได้แก่ กระดูกข้อมือ กระดูกข้อเท้า กระดูกสั้นไม่มีส่วนลำ แต่จะมีกระดูกเนื้อแน่นบางๆ อยู่ที่ขอบภายในเป็นกระดูกฟองน้ำ
          ๓. กระดูกแบน ได้แก่ กระดูกซี่โครง กระดูกสะบัก และกระดูกสะบักด้านบนของกะโหลกศีรษะ ประกอบด้วยกระดูกเนื้อแน่นสองแผ่นภายในเป็นกระดูกฟองน้ำ
          ๔. กระดูกรูปร่างไม่แน่นอน ได้แก่ กระดูกสันหลัง กระดูกส่วนฐานของกะโหลกศีรษะ ซึ่งมีรูปร่างจัดอยู่ในพวกดังกล่าวแล้วไม่ได้
 
          ในสัตว์บางชนิด เช่น นก มีกระดูกหลายชิ้นที่มีโพรงอากาศภายในติดต่อกับระบบหายใจ เพื่อทำให้กระดูกเบา แต่แข็งแรงเรียกว่า กระดูกมีโพรงอากาศ ในคน กระดูกกะโหลก ศีรษะหลายชิ้นที่มีโพรงอากาศภายใน เรียกว่า โพรงอากาศ(air sinus) ซึ่งติดต่อกับโพรงจมูก จึงรับเชื้อโรคจากโพรงจมูกได้บ่อย ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น เรียกว่า โพรงอากาศ
อักเสบ (sinusitis)

กระดูกในสัตว์หรือในตัวคนเกือบทุกชิ้นมีลักษณะดังนี้

          ๑. ส่วนที่ถูไถกับกระดูกอื่นเป็นข้อต่อ เรียกว่า ด้านข้อต่อ จะมีกระดูกอ่อนเรียบคลุม เพื่อให้กระดูกเคลื่อนไหวที่ข้อต่อได้อย่างสะดวก ยกเว้น กระดูกแบน ไม่มีกระดูกอ่อนคลุม เช่น กระดูกด้านบนของกะโหลกศีรษะมีขอบขรุขระและยึดกันด้วยพังผืด
          ๒. กระดูกทั้งหมด เว้นด้านข้อต่อ มีเยื่อบางๆห่อหุ้มเรียกว่า เยื่อหุ้มกระดูก
          ๓. ในโพรงของส่วนลำของกระดูกยาวเป็นที่อยู่ของไขกระดูกสีเหลือง และในช่องว่างของกระดูกฟองน้ำจะมีไขกระดูกสีแดง

กระดูกอาจจะแบ่งตามตำแหน่งที่อยู่ก็ได้ คือ

          ๑. กระดูกลำตัว (axial skeleton) ประกอบด้วยกระดูกสันหลัง กระดูกอก กระดูกซี่โครง ๑๒ คู่ กระดูกกะโหลกศีรษะ รวมทั้งกระดูกขากรรไกรล่าง
          ๒. กระดูกแขนขา (apperdicular skeleton) ที่แขนนั้นประกอบด้วย กระดูกไหปลาร้า กระดูกสะบัก กระดูกต้นแขน กระดูกแขนท่อนปลาย กระดูกข้อมือ (๘ ชิ้น) กระดูกฝ่ามือ (๕ ชิ้น) และกระดูกนิ้วมือ (นิ้วหัวแม่มือ ๒ ชิ้น นิ้วอื่นๆ ๓ ชิ้น) ส่วนที่ขาประกอบด้วย กระดูกตะโพก กระดูกต้นขา กระดูก  ขา (๒ ชิ้น) กระดูกข้อเท้า (๗ ชิ้น) กระดูกฝ่าเท้า (๕ ชิ้น) กระดูกนิ้วเท้า (นิ้วหัวแม่เท้า ๒ ชิ้น นิ้วอื่นๆ ๓ ชิ้น)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ระบบกล้ามเนื้อ 

ระบบกล้ามเนื้อ  ( Muscular  System)  

  


                ระบบกล้ามเนื้อเป็นระบบที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยจะอาศัยคุณสมบัติการหดตัวของใยกล้ามเนื้อ ทำให้กระดูกและข้อต่อเกิดการเคลื่อนไหว และมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน นอกจากการเคลื่อนไหว ของกระดูกและข้อต่อแล้ว ยังมีการเคลื่อนไหวของอวัยวะภายในร่างกาย เช่น  การเต้นของหัวใจ  การบีบตัวของ เส้นโลหิต  การบีบตัวของกระเพาะอาหาร  ลำไส้  และการทำงานของปอด เป็นต้น  การเคลื่อนไหวต่างๆ เหล่านี้ เกิดจากการ ทำงานของกล้ามเนื้อทั้งสิ้น                   กล้ามเนื้อเป็นส่วนประกอบใหญ่ของร่างกายมนุษย์ และเป็นส่วนสำคัญที่สุด ทำหน้าที่ในขณะ ที่มีการเคลื่อนไหว ของร่างกาย หรือ เพียงบางส่วน เช่น การหายใจ การเต้นของหัวใจ การเคลื่อน ไหวของระบบทาง เดินอาหาร เป็นต้น กล้ามเนื้อในร่างกายทั้งหมดมี น้ำหนักประมาณ 2/5 ของน้ำหนัก ตัวส่วนใหญ่อยู่บนรอบแขนและขา ซึ่งยึดติดกันอยู่โดยอาศัยข้อต่อ (Joints) และเอ็น (Tendon) ทำให้ร่างกายประกอบเป็นรูปร่างและทรวดทรงขึ้นมาอย่าง เหมาะสม

 

ผลของการออกกำลังกายต่อระบบกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อจะแข็งแรง เหนียว และหนาขึ้น เนื่องจากมีการสร้างโปรตีนเพิ่มขึ้นและสะสมอาหารไว้ได้มากขึ้นกว่าเดิม มีความทนต่อความร้อนและความเป็นกรด–ด่างได้เป็นอย่างดี การทำงานประสานกับกล้ามเนื้อมัดอื่นเป็นไปได้ดี มีความอดทนต่อการเหน็ดเหนื่อยมากยิ่งขึ้น

 แคลเซี่ยมในกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น น้ำย่อยในกล้ามเนื้อทำหน้าที่ดีขึ้น

กล้ามเนื้อสามารถนำออกซิเจนมาใช้ได้มากขึ้นและอดทนต่อความเจ็บปวดได้ดียิ่งขึ้น

ผลโดยส่วนรวมจะทำให้มีพื้นที่หน้าตัดของกล้ามเนื้อมากขึ้น

และจำนวนเส้นเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                ใบความรู้ เรื่อง ระบบขับถ่าย  (Excretory System)
การขับถ่าย คือ การกำจัดของเสียอันเกิดจากขบวนการเมตาโบลิซึม ร่างกายขับน้ำออกมาในรูปปัสสาวะ และเหงื่อ ซึ่งใน ปัสสาวะจะมีสาร เช่น ยูเรีย กรดยูริก แอมโมเนีย โซเดียมคลอไรด์ กรดฟอสฟอริก โซเดียม กำมะถัน และโพแทสเซียมละลายปนอยู่ สารที่ขับออกมามากสุด คือ ยูเรีย มีปริมาณ 35 กรัมต่อวัน การขับถ่ายของเสียทางไต ไตของคนมี 1 คู่ มีรูปร่างคล้ายเม็ดถั่ว มีท่อไต(Ureter) ทำหน้าที่ ลำเลียงปัสสาวะกระเพาะปัสสาวะ(Urinary bladder) ที่เก็บปัสสาวะ

ระบบนี้ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ได้แก่ ปัสสาวะ โดยไต (kidneys) มีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่วขนาดยาว 10x5.5 เซนติเมตร มีเยื่อหุ้ม มีรอยบุ๋ม เรียกว่าขั้วไต
เป็นทางเข้าออกของเส้นเลือดแดงและดำ ท่อน้ำเหลือง เส้นประสาทและกรวยไต

1. คอร์เท็กซ์ เนื้อชั้นนอกสุดมีเลือดผ่าน 90-95 % จึงเป็นจุดสีแดง 2. เมดัลลา เนื้อไตชั้นใน ประกอบด้วยท่อไตและมีเส้นเลือดอยู่ภายในไตมี หน่วยไต (nephron)
ลักษณะเป็นท่อยาวๆ คดเคี้ยว พบอยู่ในคอร์เท็กซ์ และ เมดัลลา ทำหน้าที่ในการสร้างน้ำปัสสาวะ
หน้าที่ของระบบขับถ่าย 1. ควบคุมและรักษาระดับสมดุลของน้ำ 2. เป็นแหล่งกำจัดของเสียและสิ่งมีพิษออกจากร่างกายทางปัสสาวะ 3. ควบคุมความดันของกระแสเลือดและความเข้มข้น ของโซเดียมออน 4. มีบางส่วนทำหน้าที่เป็นต่อมไร้ท่อสร้างฮอร์โมน
                                                                             

ไตประกอบด้วยเนื้อเยื่อ

เนื้อเยื่อชั้นนอก คือ ชั้นคอร์เทกซ์ (Cortex) และถัดเข้าไปคือชั้นเมดุลลา (Medulla) ส่วนของเมดุลที่ยื่นจดกับโพรงที่ติดต่อกับ หลอดไต คือ พาพิลลา (Papilla) ลักษณะที่เป็นโพรง เรียกว่ากรวยไต (Pelvis) เนื้อไตประกอบไปด้วยหน่วยไต (Nephron) หน่วยไตแต่ละหน่วยเป็นท่อ มีปลายข้างหนึ่งเป็นกระเปาะทีประกอบด้วยเยื่อบาง ๆ สองชั้น คือ โบวแมนส์แคปซูล (Bowman's Capsule) ภายในโบวแมนส์แคปซูล จะมีกลุ่มเส้นเลือดฝอย เรียกว่าโกลเมอรูลัส (Glomerulus) โบวแมนส์ แคปซูล อยู่ในชั้นคอร์เทกซ์ท่อส่วนใหญ่จะอยู่ในชั้นของเมดุลลาท่อที่ติดต่อกับโบวแมนส์ แคปซูล ทำหน้าที่ดูดน้ำและสารที่ร่างกายกลับคืนการกรองจะเกิดขึ้นที่โกลเมอรูลัส โดยผนังเส้นเลือดฝอยทำหน้าที่เป็นเยื่อกรองการลำเลียงน้ำหรือสารอาหารต่าง ๆ เข้าออกจากเซลล์

การขับถ่ายทางผิวหนังการขับเหงื่อจากต่อเหงื่อถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติในเวลาที่ตกใจหรืออารมณ์เครียดระบบประสาทนี้จกระตุ้นการขับเหงื่อออกมามากกว่าปกตินอกจากนี้ ผิวหนังทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค เป็นอวัยวะรับสัมผัสและช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกาย


การขับถ่ายทางผิวหนัง

การขับเหงื่อจากต่อเหงื่อถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติในเวลาที่ตกใจหรืออารมณ์เครียดระบบประสาทนี้จะ กระตุ้นการขับเหงื่อออกมามากกว่าปกตินอกจากนี้ ผิวหนังทหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค เป็นอวัยวะรับสัมผัสและช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกาย การขับถ่ายของเสียทางไต ไตของคนมี 1 คู่ มีรูปร่างคล้ายเม็ดถั่ว มีท่อไต (Ureter) ทำหน้าที่ลำเลียงปัสสาวะกระเพาะปัสสาวะ(Urinary bladder) ที่เก็บปัสสาวะ ไตประกอบด้วยเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อชั้นนอก คือ ชั้นคอร์เทกซ์ (Cortex) และถัดเข้าไปคือชั้นเมดุลลา (Medulla) ส่วนของเมดุลที่ยื่นจดกับโพรงที่ติดต่อกับหลอดไต คือ พาพิลลา (Papilla) ลักษณะที่เป็นโพรง เรียกว่า กรวยไต (Pelvis) เนื้อไตประกอบไปด้วยหน่วยไต (Nephron) หน่วยไตแต่ละหน่วยเป็นท่อ มีปลายข้างหนึ่งเป็นกระเปาะที่ ประกอบด้วยเยื่อบาง ๆ สองชั้น คือ โบวแมนส์แคปซูล (Bowman's Capsule)

โบวแมนส์แคปซูล (Bowman's Capsule)

ภายในโบวแมนส์แคปซูล จะมีกลุ่มเส้นเลือดฝอย เรียกว่า โกลเมอรูลัส (Glomerulus) โบวแมนส์ แคปซูล อยู่ในชั้นคอร์เทกซ์ ท่อส่วนใหญ่จะอยู่ใน ชั้นของเมดุลลา ท่อที่ติดต่อกับโบวแมนส์ แคปซูล ทำหน้าที่ดูดน้ำและสารที่ ร่างกายกลับคืน การกรองจะเกิดขึ้นที่โกลเมอรูลัส โดยผนัง เส้นเลือดฝอยทำหน้าที่เป็นเยื่อกรอง การลำเลียงน้ำหรือสารอาหารต่าง ๆ เข้าออกจากเซลล์

ระบบขับถ่ายของรางกาย
ระบบขับถ่ายจะมีทั้งการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ ซึ่งในส่วนของการขับถ่ายอุจจาระได้อธิบายไว้ต่อจากระบบการย่อยอาหารแล้ว ดังนั้นในที่นี้จะกล่าวถึงระบบขับถ่ายทางปัสสาวะ ในร่างกายเรามีน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่ถึง 2 ใน 3 โดยน้ำหนัก โดยน้ำในร่างกายจะมีสารเคมีและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายละลายปนอยู่ และในส่วนของเสียที่เป็นของเหลวที่ร่างกายต้องการจะกำจัดออกจะผ่านไปทางไต

อวัยวะในร่างกาย

 

ซึ่งไตเป็นอวัยวะที่คอยควบคุมให้มีปริมาณเกลือแร่ในร่างกายให้มีปริมาณพอเหมาะของเหลวจากที่ต่าง ๆเมื่อไหลมายังท่อไต ภายในท่อไตจะมีการดูดซึมเอาน้ำและสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายกลับคืนสู่กระแสเลือด ส่วนของเสียก็จะถูกขับออกไปพร้อมปัสสาวะ
ปัสสาวะจะไหลไปตามท่อปัสสาวะจนถึงกระเพาะปัสสาวะเมื่อมีปัสสาวะมากจนผนังตึง ปลาย
ประสาทบริเวณผนังจะส่งกระแสประสาทไปยังสมอง ให้สั่งการขับถ่ายปัสสาวะได้

 

 

 

ระบบขับถ่าย ทำหน้าที่กรองของเสียจากโลหิตออกนอกร่างกาย ระบบขับถ่ายของคนเรา มี 4 ระบบ
คือ ระบบขับถ่ายปัสสาวะ ระบบขับถ่ายเหงื่อ ระบบขับถ่ายอุจจาระ ระบบขับถ่ายกาซคาร์บอนไดออกไซด์
1. ระบบขับถ่ายปัสสาวะ
ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดแล้วนำออกนอกร่างกาย
ในรูปของปัสสาวะ
1. ไต รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ตั้งอยู่ทางด้านหลังของช่องท้องด้านซ้ายและขวา
ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือด ขับออกมาเป็นน้ำปัสสาวะไหลไปตามท่อเล็กๆในไต โดยไปรวมกันที่กรวยไต จากนั้นก็ไหลผ่านท่อไตลงสู่กระเพาะปัสสาวะ พร้อมที่จะขับออกมา
นอกร่างกายทางท่อปัสสาวะ
2. กระเพาะปัสสาวะ ตั้งอยู่ตอนล่างของช่องท้อง สามารถบรรจุน้ำ