การศึกษาภาษาบาลีทำให้รู้ความหมาย การตั้งชื่อคน บ้าน วัด โรงเรียน ล้วนแล้วแต่มีพื้นฐานมาจากภาษาบาลีเป็นส่วนใหญ่ พร้อมกับความหมายและภาษาที่งดงาม ซึ่งเป็นภาษาที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือถ้าเป็นนักเลงบาลี ชื่อคนสามารถแปลให้ดีก็ได้-ให้เสียก็ได้ เช่น คำว่า "สุจิตรา" มาจากคำว่า สุ+จิต (สุ-แปลว่า ดี งาม ง่าย, จิต-แปลว่าจิตใจ) เมื่อแปล ให้ได้ความหมายดี ๆ ก็แปลว่า ผู้มีจิตใจที่ดี หรือ ผู้มีจิตใจที่งดงาม แต่เมื่อต้องการแปลให้น่าแตก ก็อาจจะแปลว่า ผู้มีจิตใจง่าย ก็แล้วแต่ใครจะมีลูกเล่นอย่างไร?
คำทำนายของพ่อผ้าขาวเป็งกล่าวไว้ว่า "หมื่นปานหน้า ตุ๊พระจะมีแต่ผ้าเหลืองห้อยหู" หมายความว่า "ในอนาคตกาลจะสังเกตุพระภิกษุสามเณรที่ใบหู ถ้ามีผ้าเหลืองห้อยหนึ่งหู-ก็เป็นสามเณร ถ้าห้อยทั้งสองหูก็ให้รู้ว่าเป็นพระภิกษุ" แม้จะเป็นอนาคต แต่ก็ทำให้ผู้เขียนเห็นแนวทางอนาคตที่ไม่แน่นอนเนื่องจากทัศนคติและวิถีที่เปลี่ยนไปของสังคมกำลังมุ่งไปสู่คำทำนายที่กล่าวไว้
จากวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๔ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ วัดปากน้ำภาษีเจริญ ได้มาเป็นประธานในพิธี "ตั้งเปรียญธรรม ๓ ประโยค และมอบประกาศนียบัตร ประโยค ๑-๒" ณ วัดพระธาตุช่อแฮ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ โดยมี ๑๖ จังหวัดภาคเหนือทั้งหมดมารับการแต่งตั้งไล่มาตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ยันนครเชียงราย
ปีนี้สำนักเรียนวัดศรีโคมคำ (วัดพระเจ้าตนหลวง) ได้ส่งพระภิกษุสามเณรเข้าสอบประโยค ๑-๒ ไปจนถึงเปรียญธรรม ๗ ประโยค จำนวนทั้งสิ้น ๒๘ รูป มีผู้สอบผ่าน จำนวน ๒๖ รูป (๙๓ %) ซึ่งการวัดผลประเมินผลอยู่ที่ส่วนกลางเรียกว่า "แม่กองบาลีสนามหลวง" โดยมีการวัดผลอยู่ในรูปแบบเก่าอยู่มากคือ ใครสอบแล้ว-เมื่อกรรมการตรวจข้อสอบผิดเกิน ๑๒ คะแนนถือว่าสอบตก ไม่เหมือนทางโลกที่ได้เกิน ๖๐ % ถือว่าสอบผ่าน แต่ปัจจุบันดีขึ้นบ้างที่บาลีไวยากรณ์ ประโยค ๑-๒ ไปจนถึง ป.ธ.๕ มีการให้สอบซ้อมบ้าง เป็นการสอบปีละ ๒ ครั้ง ไม่มีการแก้ F, I อย่างทางโลก
ส่วนการจัดการเรียนการสอนเป็นเรื่องของแต่ละวัด(สำนักเรียน) จะจัดตั้งและยุติการเรียนการสอน หรือการจะหาครูสอนก็ดี วัสดุอุปกรณ์ก็ดี เงินบริหารสำนักเรียนก็ดี ล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าสำนักเรียนเป็นหลัก สำนักงานพระพุทธศาสนาก็เข้ามาสนับสนุนอยู่บ้างซึ่งไม่มากนัก
การศึกษาภาษาบาลี ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญทางพุทธศาสนา เป็นการศึกษาพุทธพจน์ เนื่องจากการบันทึกพุทธพจน์ ทั้งที่เป็นพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ใช้ภาษาบาลี จนมีผู้นิยามว่า "ภาษาบาลีคือกุญแจไปสู่ตู้บรรจุพุทธพจน์" ซึ่งคุณประโยชน์ในการศึกษานั้นมีมากมายหลายประการ ที่หลายคนมองข้าม คือ
๑.การศึกษาภาษาบาลี ทำให้แตกฉานด้านคำสอนทางพระพุทธศาสนาง่ายขึ้นเนื่องจากสามารถทราบหลักเกณฑ์การอ่าน การเขียน การตีความ ตลอดจนถึงรากศัพท์ที่จำเป็นสำหรับความหมายที่กว้างขึ้น หลากหลายขึ้น เช่น คำว่า อุปาทาน, ตัณหา, สังขาร ฯลฯ
๒.ภาษาบาลีเป็นรากฐานของภาษาไทย เนื่องจากความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาที่เผยแผ่เข้ามาสู่ประเทศไทย ได้นำภาษา วัฒนธรรม คำสอน วรรณกรรม ฯลฯ มาด้วย เช่น คำว่า "สุธรรม" มีถึง ๓ ความหมายคือ ธรรมที่ดี ธรรมที่งาม ธรรมที่ง่าย เป็นต้น
๓.การศึกษาภาษาบาลีทำให้รู้ความหมาย การตั้งชื่อคน บ้าน วัด โรงเรียน ล้วนแล้วแต่มีพื้นฐานมาจากภาษาบาลีเป็นส่วนใหญ่ พร้อมกับความหมายและภาษาที่งดงาม ซึ่งเป็นภาษาที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือถ้าเป็นนักเลงบาลี ชื่อคนสามารถแปลให้ดีก็ได้-ให้เสียก็ได้ เช่น คำว่า "สุจิตรา" มาจากคำว่า สุ+จิต (สุ-แปลว่า ดี งาม ง่าย, จิต-แปลว่าจิตใจ) เมื่อแปล ให้ได้ความหมายดี ๆ ก็แปลว่า ผู้มีจิตใจที่ดี หรือ ผู้มีจิตใจที่งดงาม แต่เมื่อต้องการแปลให้น่าแตก ก็อาจจะแปลว่า ผู้มีจิตใจง่าย ก็แล้วแต่ใครจะมีลูกเล่นอย่างไร?
แต่การศึกษาภาษาบาลี กลับไม่เป็นที่นิยมเรียนมากขึ้น เนื่องจากการศึกษาสำหรับพระภิกษุสามเณรมีความหลากหลายนั่นเอง กรณีวัดศรีโคมคำ เมื่อทางวัดพร้อม จึงได้จัดตั้งเป็นสำนักเรียนขึ้นมาเอง โดยใช้ชื่อว่า "โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกนักธรรม-บาลี" มีนักเรียนเท้องถิ่นข้ามาศึกษาน้อยมาก ไม่ถึง ๑๐ รูป แต่ทางวัดได้ไปนำเด็กนักเรียนให้เข้ามาบวชเป็นสามเณรจากจังหวัดขอนแก่นเกือบ ๔๐ รูป บางครั้งผู้เขียนพูดเล่น ๆ กันพระเณรว่า "ตอนนี้พวกเรากลายเป็นชนกลุ่มน้อยไปเสียแล้ว" (เฉพาะพระในวัดจำนวน ๓๐ รูป-พระท้องถิ่นไม่ถึง ๑๐ รูป นอกนั้นเป็นพระจากประเทศจีน ๑๐ รูป, ประเทศลาว ๒ รูป, ชนเผ่า ๒ รูป, ๖ รูปนอกนั้นมาจากจังหวัดอื่น)
ปัจจุบันพระภิกษุสามเณรเมื่อพ้นการศึกษาภาคบังคับแล้วก็สามารถเข้ามาศึกษาต่อได้ (แต่ทางพะเยาไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควรเนื่องจาก ๑.การศึกษาภาคบังเก้าปี เมื่อนักเรียนจบมัธยมปีที่สามแล้วก็เป็นหนุ่มพอดี-ไม่อยากบวช ๒.คนพะเยานิยมมีลูกน้อย ครอบครัวหนึ่งอาจไม่มีลูก หรือมีแค่หนึ่ง-สองคนเท่านั้น ๓.ทางโรงเรียนที่เปิดโรงเรียนขยายโอกาสก็ไม่ค่อยจะยอมให้เด็กหายออกจากระบบ) ดังนั้นเมื่อบวชเข้ามาแล้ว สามารถไปเลือกทางเดินให้กับตนเองได้ถึง ๕ สายด้วยกัน คือ
๑.สายนักธรรม มี ๓ ชั้นคือ นักธรรมชั้นตรี นักธรรมชั้นโท และนักธรรมชั้นเอก วุฒิย่อคือ น.ธ.
๒.สายบาลี มี ๘ ชั้น คือ บาลีไวยากรณ์รวมเรียกว่าชั้นประโยค ๑-๒, เปรียญธรรม ๓, ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙ วุฒิย่อคือ ป.ธ.
(โดยมากสายนักธรรม-บาลีจะเรียนควบคู่กัน โดยใช้ชื่อว่าโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกนักธรรม-บาลี)
๓.สายโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ (มัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖)
๔.มหาวิทยาลัยสงฆ์ ๒ แห่ง (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย-มจร., มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย-มมร.) มีการเปิดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี-โท-เอก
๕.การศึกษาอื่น ๆ ที่เปิดโอกาสให้ เช่น กศน., มสธ.,ฯลฯ -ปัจจุบันแทบทุกมหาวิทยาลัยเปิดกว้างให้พระภิกษุสามเณรเข้าศึกษาต่อได้หมด
ประเด็นอยู่ที่ว่า ศาสนทายาทเริ่มหายไปจากระบบของคณะสงฆ์ไทย จากจำนวน ๓ แสน เมื่อตัดช่วงระหว่างพรรษาออกเสียก็จะอยู่ที่ราว ๆ ๒ แสนกว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความหลากหลายด้านการศึกษาของพระศาสนาหรือการเรียนทางโลก (จากสถิติการบวชเรียนที่เป็นอยู่-พระภิกษุสามเณรเหล่านี้ยังคงปฏิบัติศาสนกิจให้กับพระศาสนาและบริการให้กับสังคมเป็นจำนวนมาก-ดูจากระดับพระสังฆาธิการในเขตพะเยาร้อยละกว่า ๘๐ % เป็นศิษย์มหาจุฬาฯ) แต่อยู่ที่จำนวนคนที่เข้ามาบวชเรียน ต่างหาก ซึ่งผู้เขียนสรุปได้ ดังนี้
๑.การที่จำนวนเด็กลดลง (อัตราการเกิดน้อย) อันนี้กระทบไปถึงระบบการศึกษาที่ต้องยุบรวมโรงเรียนกันไป ไม่แน่อาจจะวิกฤติถึงขั้นยุบรวมมหาวิทยาลัยก็ได้ในอนาคต
๒.การศึกษาภาคบังคับ การมีโรงเรียนขยายโอกาส ที่มีการดึงเด็กให้อยู่ในสถานศึกษา บางแห่งถึงกับติดตามเด็กและมีข้อพิพาทระหว่างโรงเรียนกับวัดมาแล้ว-ปัจจุบันมีความยืดหยุ่นกันมากขึ้น
๓.ความนิยม หรือกระบวนทัศน์ของคนไทยเปลี่ยนไป การส่งบุตรหลานเข้ามาบวชในระยะสั้นมากขึ้น-ระยะยาวลดลง, แนวคิดการบวชเรียนลดลง-แนวคิดการลาบวชระหว่างการทำงานมากขึ้น, การตีค่าภาษาบาลีน้อยลง-การให้ค่าการศึกษาทางโลกมากกว่าหลายเท่า, การเทียบค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าทางสังคม, ฯลฯ
เท่าที่ผ่าน ทางคณะสงฆ์เองก็เพียรพยายามในการแก้ปัญหา แต่เท่าที่กระทำได้คือลักษณะปลาใหญ่กินปลาน้อย กล่าวคือส่วนกรุงเทพฯ ก็ดูดทรัพยากรบุคคลไปรวมกันที่กรุงเทพฯ ส่วนภูมิภาคก็ดูดทรัพยากรกันข้ามจังหวัด-กรณีพะเยาไปนำเด็กจากขอนแก่นมาบวชเรียน หรือไม่อย่างนั้นก็ได้ชาวเขาเข้ามาบวช และตอนนี้ชาวเขาก็ดี ชาวเราก็ดี เริ่มหายากขึ้นทุกที ที่พะเยาก็เริ่มอาศัยพระภิกษุสามเณรจากจีน-ลาว-พม่า เข้ามาศึกษาต่อมากขึ้น ๆ นั้นก็หมายความว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาระดับท้องถิ่น แต่ตอนนี้กำลังกลายเป็นปัญหาระดับชาติไปแล้ว
หรือใครมีทางออกอย่างอื่นบ้างโปรดช่วยกันแสวงหา? ก่อนที่จะไม่มีศาสนทายาทให้นำทางในเรื่องจิตวิญญาณที่ดีงาม หรือคำทำนายของพ่อผ้าขาวจะเป็นจริง?