หมู่บ้านของผม (ประวัติบ้านแพะ)

"พี่หนาน"
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
ประวัติศาสตร์หมู่บ้านคือสิ่งที่เราคนที่กำเนิดมาและอยู่อาศัยต้องเรียนรู้ และมีความเข้าใจบ้าง ไม่มากก็น้อย ครู noktalay กล่าวว่า "การเรียนรู้เรื่องความเป็นมาของชุมชนที่เราอาศัยจะทำให้เด็กๆ เกิดสำนึกรักบ้านเกิด มองเห็นอดีต ชี้อนาคตได้ค่ะ"

17/06/2554

***********

1. ข้อมูลพื้นฐานของบ้านแพะ

1.1 ความเป็นมาของหมู่บ้าน

บ้านแพะ หมู่ที่ 7 หมู่ที่ 14 และหมู่ที่ 15 ตำบลบ่อทอง อำเภอทองแสนขัน เดิมขึ้นอยู่กับอำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ มีประวัติความเป็นมาเกือบร้อยปีแล้ว บรรพบุรุษชุดแรกที่เข้ามาตั้งรกรากได้อพยพมาจากบ้านท่าล้อ (เกวียน) ของอำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ประมาณ 12 ถึง 15 ครอบครัว พากันเร่ร่อนเคลื่อนย้ายมาหาที่ดินทำกินแห่งใหม่ มาพบที่ดินแถบบ้านวังหิน อำเภอตรอน จึงพากันหยุดพักอยู่ 2-3 วัน และบางกลุ่มก็นำคณะล่วงหน้าลงมาทางใต้ ผู้ให้ข้อมูลเล่าว่า จนพลบค่ำจึงมาถึงบ้านน้ำอ่าง และพากันเดินทางมาจนถึง “บ้านปางค้อ" เห็นว่ามีทำเลดีเหมาะสมจึงชักชวนกันตั้งรกราก เพราะสถานที่พบใหม่นี้มีน้ำอุดมสมบูรณ์ และกลับไปชักชวนกลุ่มเดิมที่บ้านน้ำอ่าง บางกลุ่มก็ฝากข้าวของสัมภาระไว้ที่บ้าน “ปู่หนานจอม" “บ้านนางซุม" บ้านน้ำอ่าง หรือบ้านหลวงป่ายาง ตำบลน้ำอ่าง อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ในปัจจุบัน เมื่อคณะส่วนใหญ่เดินทางมาถึง จึงตั้งรกรากสร้างโรงเรียนและวัดขึ้น และเรียกหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านปางค้อ"


ลักษณะของป่าแพะจะเป็นแบบนี้

ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2479 นายมา ขมขวาน พากลุ่มญาติชุดเดิมเคลื่อนย้ายมาทำมาหากินแถบหมู่บ้านแพะในปัจจุบัน พร้อมกับได้พาลูกหลานสร้างฝายกั้นน้ำคลองน้ำลอกเมื่อ พ.ศ. 2481 สร้างเสร็จ พ.ศ. 2482 โดยใช้แรงงานคนไม่ได้ใช้เครื่องจักรใด ๆ (ชื่อว่า ฝายหลวง ลูกหลานได้ใช้น้ำทำนามาจนถึงปัจจุบันนี้) และพากันขยายชุมชนจนมีขนาดใหญ่ขึ้น

แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องเดินทางส่งลูกหลานมาเรียนและทำบุญที่วัดศรีบุญเรือง บ้านปางค้อตามเดิม โดยเฉพาะฤดูฝนได้รับความยากลำบากมาก เพราะน้ำไหลเชี่ยวไม่มีสะพานข้ามไปมา จึงพากันตัดสินใจสร้างวัด “ราชคีรีวิเศษ" ขึ้น พร้อมกับสร้างโรงเรียนบ้านแพะในเวลาต่อมา

การรักษาพยาบาสมัยก่อนรักษาโดย พ่อใหญ่ชื่น ก้อนคำ ซึ่งเป็นหมอต้มยาสมุนไพรแพทย์แผนโบราณ รักษาโดยใช้วิธีเป่าพ่นผสมความเชื่อทางคาถาอาคม ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2497 ได้มีคุณหมอผิน ชุ่มเย็น ซึ่งเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขคนแรกของหมู่บ้าน เดินทางมาจากจังหวัดแพร่ ได้เข้ามารักษาคนป่วยโดยการฉีดยาตามหลักแพทย์แผนปัจจุบัน

จากบันทึกของ นายถนอม ภูบิน อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านประมาณ 17 ปี เขียนถึงบ้านแพะเอาไว้ว่า

ประชาชนที่มาตั้งถิ่นฐานบ้านแพะนั้น ย้ายภูมิลำเนามาจาก ตำบลหัวฝาย อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ รายชื่อกลุ่มบุคคลคณะแรกประกอบด้วย

1. นายอ้าย กาวิน

2. พ่อใหญ่เหงี่ยง พลอยสูง

3. พ่อใหญ่แจ้ กล่าวแล้ว

4. พ่อใหญ่ดี พลอยทำ

5. พ่อใหญ่หิ่ง คงเพ็ชร

บุคคลดังกล่าวนี้ อพยพมาจากบ้านแพะเด่นควาย เดิมขึ้นกับ อำเภอสูงเม่น ปัจจุบัน คืออำเภอเด่นชัย จึงใช้นามเดิมว่า “บ้านแพะ" อีกประเด็นหนึ่งว่า มาตั้งป่าแพะ(น่าจะมาจากลักษณะพื้นที่เป็นป่าโปร่ง) ภาษากลางหมายถึง ป่าแดง ภาษาอิสาน หมายถึง ป่าโคก (ผู้เขียน : ป่าแพะหมายถึง ลักษณะป่าไม้ที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยไม้พลวง(ตึง) ไม้เหียง ที่มียางเหนียว ๆ ไม้เต็ง(แงะ) ไม้รัง (เปา) เป็นหลักและป่าที่ว่านี้ต้นไม้จะขึ้นแบบโปร่ง ๆ ไม่ทึบแน่นเหมือนป่าดงดิบและต้นไม้ดังกล่าวก็จะไม่โตและสูงมาก ป่าแบบนี้ “แย้" ชอบอยู่และ “เห็ด" สายพันธุ์ต่าง ๆ ก็ชอบขึ้นด้วย)

พ่อใหญ่มา ขมหวาน ท่านได้ชักชวนลูกหลานมาอยู่ที่หมู่บ้านปางค้อครั้งแรก ได้ย้ายจากปางค้อมาอยู่ที่บ้านแพะประมาณ พ.ศ. 2480 เดิมคือ หมู่ที่ 13 ตำบลป่าคาย อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์

เมื่อมีประชาชนมาอยู่มากแล้ว ก็จัดตั้งให้มีผู้ใหญ่บ้านขึ้น หมู่ที่ 13 คือ บ้านแพะ หมู่ที่ 12 บ้านปางค้อ หมู่ที่ 11 บ้านปางหมิ่น หมู่ที่ 10 บ้านน้ำลอก ผู้ใหญ่จันตา ถิ่นอ่อน เดิมเลือกตั้งขึ้นปกครองหมู่ที่ 12 (บ้านปางค้อ) พอบ้านแพะมากหลังคาขึ้น ผู้ใหญ่จันตา ถิ่นอ่อน ก็ย้ายครอบครัวมาอยู่บ้านแพะ มาเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 13 ตำบลป่าคาย อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ หมู่ที่ 12 ก็เลยเลือกตั้ง นายคำอ้าย เกษร ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 12 ต่อไป

หมู่บ้านแพะเป็นหมู่ที่ 13 ของตำบลป่าคาย (อำเภอตรอน) เป็น(ผู้ใหญ่บ้าน)คนแรกคือ นายจันตา ถิ่นอ่อน ผู้ใหญ่คนที่ 2 คือ ผู้ใหญ่พุด กองมะณี ผู้ใหญ่คนที่ 3 คือ ผู้ใหญ่เจ๊ก ชอบธรรม ผู้ใหญ่คนที่ 4 ผู้ใหญ่ผัด เจ็นชัด ผู้ใหญ่คนที่ 5 ผู้ใหญ่ทอง มีชัย ผู้ใหญ่คนที่ 6 ผู้ใหญ่ประดิษฐ์ พงษ์ไพร ผู้ใหญ่ประดิษฐ์ พงษ์ไพร ก็เลยได้รับเลือกตั้งให้เป็นกำนันตำบลป่าคาย

ต่อมาก็แยกตำบลป่าคายเป็นสองตำบล คือ (ป่าคาย กับ) ตำบลใหม่เป็น "ตำบลบ่อทอง" นายประดิษฐ์ พงษ์ไพร เป็นกำนันตำบลบ่อทอง(อำเภอตรอน) คนแรก ผู้ใหญ่คนที่ 7 หมู่ที่ 7 (บ้านแพะเปลี่ยนจากหมู่ที่ 13 เป็นหมู่ที่ 7) ตำบลบ่อทองก็คือ ผู้ใหญ่สมบัติ พงษ์ไพร ต่อมาก็มาเลือกผู้ใหญ่สมบัติ พงษ์ไพร เป็นกำนัน ตำบลบ่อทอง จนถึงปัจจุบันนี้ เลือกตั้งผู้ใหญ่สมบัติ เป็นกำนันตำบลบ่อทอง เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2526

(ผู้เขียน : เดิมท้องที่ที่เป็นอำเภอทองแสนขันรวมอยู่กับอำเภอตรอน ครั้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2517 ทางอำเภอตรอนต้องการที่จะแยกท้องที่ดังกล่าวเพื่อตั้งเป็นกิ่งอำเภอขึ้นอีก แห่งหนึ่ง จึงขอแยกท้องที่ตำบลป่าคายซึ่งเป็นตำบลใหญ่ออกเป็น 2 ตำบล โดยเรียกชื่อตำบลที่แยกออกมาว่า ตำบลบ่อทอง เมื่อกระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติให้แยกตำบลได้แล้ว ทำให้อำเภอตรอนซึ่งเดิมประกอบด้วยเขตการปกครองตำบล 7 ตำบล มีตำบลบ้านแก่ง ตำบลหาดสองแคว ตำบลน้ำอ่าง ตำบลวังแดง ตำบลน้ำพี้ ตำบลผักขวง และตำบลป่าคาย เพิ่มขึ้นเป็น 8 ตำบล เข้าหลักเกณฑ์ที่จะขอตั้งเป็นกิ่งอำเภอได้

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2523 จึงได้รายงานขอแยกท้องที่ตำบลผักขวง ตำบลน้ำพี้ ตำบลป่าคาย และตำบลบ่อทอง ออกจากอำเภอตรอนขอตั้งเป็นกิ่งอำเภอ และกระทรวงมหาดไทยได้มีประกาศลงวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2526 ตั้งเป็นกิ่งอำเภอเรียกว่า กิ่งอำเภอทองแสนขัน และต่อมากระทรวงมหาดไทย ได้พิจารณาเห็นว่า กิ่งอำเภอทองแสนขันมีท้องที่กว้างขวางมีชุมชนการค้าหนาแน่น มีสภาพเจริญขึ้นกว่าเดิมมากสมควรยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอ ดังนั้น เพื่อประโยชน์แก่การปกครองการให้บริการของรัฐบาลและความสะดวกของประชาชนและส่งเสริมท้องที่ให้เจริญยิ่งขึ้นจึงตราพระราชกฤษฎีกาลงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2533 จัดตั้ง อำเภอทองแสนขัน ขึ้น โดยให้มีฐานะเป็นอำเภอตั้งแต่วันถัดไป

นายสมบัติ พงษ์ไพร ปกครองบ้านแพะหมู่ที่ 7 ได้รับเลือกตั้งเป็นกำนันตำบลบ่อทอง อำเภอตรอน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2526 และได้เป็นกำนันตำบลบ่อทอง กิ่งอำเภอทองแสนขัน คนแรก อีกครั้ง เมื่อกระทรวงมหาดไทยได้มีประกาศลงวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2526 ยกสถานะขึ้นเป็นกิ่งอำเภอ)

หมู่ที่ 7 (บ้านแพะ) ตำบลบ่อทอง ได้ฝึกอบรมเป็นหมู่บ้าน อ.พ.ป. เพื่อกระจายงานพัฒนาท้องถิ่นให้แก่ราษฎรช่วยกันรับผิดชอบ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ถึงวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2528 หลังจากอบรม อ.พ.ป. แล้วแบ่งความรับผิดชอบเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละ 10 หลังคาเรือน มีหัวหน้าหนึ่งคน การพัฒนาก็ยังไม่(เป็น)ผลเท่าที่ควร

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 ประธานและคณะกรรมการกลางของหมู่บ้าน อ.พ.ป. หมู่ที่ 7 ตำบลบ่อทอง เรียกประชุมทั้งหมู่บ้านแบ่งการปกครองเป็น คุ้ม ๆ ได้ 25 คุ้ม แต่ละคุ้มมีหัวหน้าคุ้ม ผู้ช่วย เลขา เหรัญญิก เป็นผู้บริหารคุ้ม และรับผิดชอบคุ้มใครคุ้มมัน เอาถนนและกรอก ซอย เป็นเขตการรับผิดชอบ งานชิ้นแรกของหัวหน้าคุ้มคือ งานฉลอง 5 ธันวามหาราช 5 รอบ 60 พรรษาเริ่มพัฒนาอาคาร บ้านเรือน ถนนหนทาง ประดับธงทิว โคมไฟ 3 วัน 3 คืน ถึงวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2530 พร้อมกับทำศาลาประจำคุ้ม 24 หลัง ยังคุ้มนายสารี พลอยทำ ไม่ได้ทำ ไปทำศาลาคุ้มร่วมกับคุ้มที่ 21 คือ คุ้มนายยวน กลีบใบ การพัฒนา 5 ธันวามหาราช 3 0 ปีนี้ได้ผล 99 เปอร์เซ็นต์ขาดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ เปอร์เซ็นต์ที่ขาด เพราะขาดศาลาประจำคุ้มที่ 20 ไม่ได้ทำ

กรรมการกลางของ อ.พ.ป. มอบงานชิ้นฌาปนกิจหมู่บ้านให้หัวหน้าคุ้มรับผิดชอบ ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2531 เป็นต้นมา ก็ได้ผล 80 เปอร์เซ็นต์ ขาด 20 เปอร์เซ็นต์ นายถนอม ภูบิน เป็นผู้ติดตามผลงาน กรรมการฝ่ายปกครอง (ประธาน)

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2539 ได้ทำการแยกบ้านแพะ หมู่ที่ 7 ออกเป็น หมู่ที่ 14 เพราะมีประชากรและจำนวนครัวเรือนมากเกินไป ปัจจุบัน หมู่ที่ 14 มีประชากร ที่เป็นชาย 348 คน เด็ก 63 คน ผู้ใหญ่ 285 คน ที่เป็นหญิงรวม 304 คน เด็ก 56 คน ผู้ใหญ่ 248 คน รวมชายและหญิงทั้งหมด 652 คน ประกอบด้วย 198 ครัวเรือน (สำมะโนประชากร ปี พ.ศ. 2552)

ผู้ใหญ่บ้านผู้ทำหน้าที่ปกครองดูแล หมู่ที่ 14 ประกอบด้วย

1. นายประนม ภูบิน ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2539 ถึงปี พ.ศ. 2544

2. นายประนม ภูบิน ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นวาระที่ 2 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 ดำรงตำแหน่งถึง พ.ศ. 2547 (ลาออก)

3. นายอุทร แท่นคำ ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านต่อจาก นายประนม ภูบิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ถึง ปี พ.ศ. 2549 (เสียชีวิต)

4. นายทรัพย์ เขย่า ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านต่อจาก นายอุทร แท่นคำ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2549 มาจนถึง ปัจจุบัน (2552)

ในช่วงสมัยของ ผู้ใหญ่ประนม ภูบิน นั้น ทางกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศให้บ้านแพะหมู่ที่ 14 เป็นหมู่บ้านที่มี คณะกรรมการหมู่บ้านดีเด่น ระดับอำเภอ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2541 และต่อมากระทรวงสาธารณสุข มอบให้บ้านแพะ หมู่ที่ 14 เป็นหมู่บ้านสาธารณสุขมูลฐานดีเด่น ระดับจังหวัด ประจำปี 2544 อีกครั้งหนึ่งด้วย

เมื่อมีการแบ่งหมู่บ้านแล้วได้มีการจัดตั้งวัดออกเป็นวัดของหมู่ที่ 14 อีกวัดหนึ่ง ขออนุญาตก่อตั้งวัดเมื่อ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2540 เริ่มสร้างครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นปีกาญจนาภิเษก มีที่ดินจำนวน 8 ไร่ 3 งาน (มี น.ส.3 เรียบร้อย) ตั้งชื่อวัดครั้งแรกว่า “วัดกาญจนานวราชบพิต" โดย “พระครูบาเจ้ามนตรี" หรือที่ชาวบ้านเรียก “ครูบาน้อย" ที่มาจาก วัดสุโทนมงคลคีรี อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ เป็นผู้ตั้งชื่อให้ เมื่อคราวท่านมาวางศิลาฤกษ์สร้างวัดใหม่ ๆ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อวัดใหม่เป็น “วัดบ้านแพะใหม่เจริญธรรม" และเปลี่ยนให้สั้นลงอีกว่า "วัดใหม่เจริญธรรม" เนื่องจากชื่อวัดเดิมนั้นไม่เหมาะสมดูสูงส่งเกินไป

ต่อมาได้ทำการแยกหมู่บ้านหมู่ที่ 14 ออกเป็นหมู่ที่ 15 อีกหนึ่งหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2548 เนื่องจากมีชุมชนหนาแน่น ประชากรเพิ่มมากขึ้น เนื้อที่ในเขต หมู่ที่ 15 มีพื้นที่ทั้งหมด 725 ไร่ การสำรวจสำมะโนประชากรเมื่อ เดือนเมษายน 2549 จำนวนประชากรรวมทั้งสิ้น 709 คน เป็นชาย 366 คน เป็นหญิง 343 คน

ผู้ใหญ่บ้านคนแรก คือ นายสุพรรณ์ ชอบธรรม ได้รับการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 20 เดือนพฤศจิกายน 2548 มาจนถึงปัจจุบัน

พื้นที่ของวัดใหม่เจริญธรรมได้เปลี่ยนเป็นเขตของหมู่ที่ 15 เนื่องจากการแบ่งหมู่บ้านนั้นถือเอาถนนในหมู่บ้านเป็นเกณฑ์ในการแบ่งเขตหมู่บ้าน

คำขวัญบ้านแพะ

บ้านแพะโดยรวมทั้ง 3 หมู่บ้านนั้นแต่เดิมเป็นหมู่บ้านเดียวกัน การแบ่งหมู่บ้านเนื่องจากการดูแลปกครองและการพัฒนาไม่ค่อยทั่วถึงเพราะมีจำนวนครัวเรือนและประชากรที่มากเกินไป แต่บ้านแพะก็มีสิ่งที่ดี ที่เชิดหน้าชูตาและที่บ่งบอกถึงลักษณะของประชาชนทั้งหมู่บ้านโดยผูกเป็นคำขวัญประจำหมู่บ้านว่า

สวนรุกขชาติงามตา ประชาสามัคคี

ของดีปู่ปากพาน ชลประทานฝายน้ำล้น

แก้จนเกษตรพอเพียง

1.2 ลักษณะที่ตั้ง

บ้านแพะนั้นมีลักษณะของหมู่บ้านเป็นที่ราบสูงเชิงเขา 80% ของพื้นที่ทั้งหมด ทางตะวันออกของหมู่บ้านมีป่าไม้ (ป่าชุมชน 50 ไร่) และเทือกเขา ซึ่งในฤดูฝนตามป่าและภูเขาจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยเห็ด หน่อไม้ ผักหวาน ไข่มดแดง เป็นต้น หมู่ที่ 7 มีอาณาเขตล้อมรอบด้วยหมู่บ้านและภูเขา ดังนี้

ทิศเหนือ ติดกับ หมู่ที่ 15 (บ้านแพะ)

ทิศใต้ ติดกับ ทุ่งนาและภูเขาเชื่อมต่อกับหมู่ที่ 13 (บ้านน้ำลอก)

ทิศตะวันออก ติดกับ ภูเขาเชื่อมต่อกับหมู่ที่ 5 (บ้านปางหมิ่น)

ทิศตะวันตก ติดกับ ทุ่งนาเชื่อมต่อกับหมู่ที่ 6 (บ้านปางค้อ)

บ้านแพะมีพื้นที่ทั้งหมดรวม 3 หมู่บ้าน จำนวน 65,000 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัย จำนวน 1,000 ไร่ มีพื้นที่ใช้ทำเกษตรผสมผสาน (มีทั้งไม้ผล พืชผัก และเลี้ยงปลา) จำนวน 200 ไร่ พื้นที่ที่ใช้เลี้ยงปลา จำนวน 20 ไร่ เลี้ยงปลานิล ปลาดุก ปลายี่สก เป็นต้น พื้นที่เฉพาะในเขตหมู่ที่ 7 ประมาณ 2,500 ไร่

บริเวณทิศใต้ของหมู่บ้านมีแม่น้ำลอกไหลผ่านตลอดปี มีการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในด้านการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาเกือบทุกชนิด มีบ่อน้ำทิพย์ ซึ่งเป็นบ่อที่มีน้ำซึมออกตลอดปี ส่วนใหญ่มีการใช้ประโยชน์กันในฤดูแล้ง ใช้ในการอุปโภคบริโภค และมีที่ดินสาธารณะหรือป่าชุมชน คือ ดอยหัวกะสา ซึ่งมีพื้นที่กว้าง 500 ไร่ ประโยชน์คือ เป็นแหล่งอาหารของคนและสัตว์

นอกจากนี้ยังมีดอยห้วยหินขาว และน้ำตกตาดหมาไฮ้ ซึ่งถือเป็นมรดกทางธรรมชาติที่ใกล้บริเวณที่ตั้งของหมู่บ้านซึ่งถือเป็นแหล่งอาหารและที่ทำมาหากินของชุมชนที่สำคัญอีก 2 แห่งด้วย

ประวัติบ่อน้ำทิพย์

เดิมทีในสมัยก่อนชาวบ้านเรียกว่า “บ่อน้ำย้อย" เนื่องจากมีน้ำย้อยลงมาจากผาหินอยู่ตลอดเวลา ชาวบ้านไปหาของป่าก็ได้ดื่มกินน้ำจะมีรสส้ม จึงเรียกชื่อแหล่งน้ำนี้ว่า “บ่อน้ำส้ม" ตามภาษาท้องถิ่น จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน ณ ที่แห่งนี้ “เจ้าที่แรงมาก" คืนเดือนเพ็ญจะเห็นแสงแก้วดวงใหญ่สดใสมาก ลอยขึ้นมาบนยอดเขา จะได้ยินเสียงดนตรี ปี่พาทย์ ตะโพน ฆ้อง กลอง บรรเลงเหมือนวงมโหรีขนาดใหญ่ แห่แหนกันมาประหนึ่งว่า มีขบวนแห่อะไรซักอย่างดังกระหึ่ม จนชาวบ้านที่อพยพมาทำมาหากิน และตั้งที่พักอาศัยบริเวณนั้น ไม่สามารถอยู่ได้ ชาวบ้านเชื่อว่ามียักษ์อาศัยอยู่ จึงเรียกสถานที่ตรงนี้ว่า “หัวยักษา" บ้างก็เรียกว่า “หัวเขาสา" ปัจจุบันชาวบ้านเรียกว่า “หัวกะสา" ผู้สูงอายุบอกว่าสมัยก่อนเป็นป่ารกมาก การเดินทางไม่สะดวก เวลามีคนเจ็บป่วยไม่มีหมอรักษา พอกินน้ำบ่อส้มเข้าไป อาการป่วยก็ค่อย ๆ หายไป ต่อมาชาวบ้านเรียกว่า “บ่อน้ำทิพย์"

ในปัจจุบันก่อนที่จะมีการลาดยาง ณ ตรงบริเวณ “บ่อน้ำทิพย์" ไม่สามารถลาดยางได้ เนื่องจากมีน้ำผุดขึ้นมาตลอดเวลา ต้องหาวิธีแก้ไขอยู่นาน จนต้องใช้วิธีการขุดให้เป็นบ่อแล้วเอาวงท่อซีเมนต์วางลงไป ต่อท่อระบายน้ำออกไปทางด้านข้างถนน ซึ่งเป็นเชิงเขาแล้วปิดฝาวงบ่อ ลาดยางทับอีกที บ่อน้ำแห่งนี้เกิดมาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทราบ เพราะชาวบ้านรุ่นแรกที่อพยพมาก็พบว่ามีบ่อน้ำอยู่ก่อนแล้ว จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีน้ำอยู่ตลอดเวลา ให้ผู้สัญจรไปมาใช้อุปโภคบริโภคได้

บ่อน้ำทิพย์ตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 200 เมตร ติดกับถนนบ้านแพะไปชาติตระการ ทางเชื่อมต่อระหว่างบ้านแพะ อำเภอทองแสนขันจังหวัดอุตรดิตถ์ ไปอำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก

1.3 การปกครองอย่างเป็นทางการ

บ้านแพะเดิมนั้นเป็นหมู่บ้านเดียวและมีผู้ใหญ่บ้านปกครองสืบต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่ามาจนถึง พ.ศ. 2539 ดังกล่าวมา รายชื่อผู้ใหญ่บ้านของบ้านแพะ หมู่ที่ 7 จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน จำนวน 8 ท่าน คือ

1. ผู้ใหญ่จันตา ถิ่นอ่อน หมู่ที่ 13 ตำบลป่าคาย อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์

2. ผู้ใหญ่พุด กองมะณี หมู่ที่ 13 ตำบลป่าคาย อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์

3. ผู้ใหญ่เจ๊ก ชอบธรรม หมู่ที่ 13 ตำบลป่าคาย อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์

4. ผู้ใหญ่ผัด เจนชัด หมู่ที่ 13 ตำบลป่าคาย อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์

5. ผู้ใหญ่ทอง มีชัย หมู่ที่ 13 ตำบลป่าคาย อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์

6. ผู้ใหญ่ประดิษฐ์ พงษ์ไพร หมู่ที่ 13 ได้รับเลือกตั้งให้เป็นกำนันตำบลป่าคาย ตำบลป่าคาย อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์

7. ผู้ใหญ่สมบัติ พงษ์ไพร หมู่ที่ 7 ได้รับเลือกตั้งให้เป็นกำนันตำบลบ่อทอง ตำบลบ่อทอง อ.ตรอน/ กิ่ง อ.ทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์

8. ผู้ใหญ่สว่าน ชอบธรรม หมู่ที่ 7 ตำบลบ่อทอง อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์

ในปี 2552 ผู้ใหญ่สว่าน ชอบธรรม ยังปกครองดูแลลูกบ้านอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อทอง (อดีตกำนันตำบลบ่อทอง) และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อทอง ทั้ง 3 ท่าน ได้มีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาทางการปกครองและการพัฒนาได้ในระดับที่ดีมาก เพราะท่านเหล่านี้ต่างก็เป็นบุคคลในเขตบ้านแพะ หมู่ที่ 7 ทั้งหมด

9. กำนันชาติชาย พงษ์ไพร หมู่ที่ 7 ตำบลบ่อทอง อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านแพะหมู่ที่ 7 ต่อมา ได้รับการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากกลุ่มผู้ใหญ่บ้านในเขตตำบลบ่อทอง ให้เป็น "กำนันตำบลบ่อทอง" ได้ทำหน้าที่ดูแลปกครองหมู่บ้านในเขตปกครองตำบลบ่อทองทั้งหมด 15 หมู่บ้านแทนจาก ผู้ใหญ่สว่าน ชอบธรรม (2554)

1.4 ประชากร

ตามการสำรวจสำมะโนประชากรขององค์การบริหารส่วนตำบลบ่อทอง เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2552 บ้านแพะ หมู่ที่ 7 มีจำนวนครัวเรือน 407 ครัวเรือน มีประชากรชาย จำนวน 717 คน ประชากรหญิง จำนวน 704 คน คนชรา 151 คน เด็ก 320 คน คนพิการ 8 คน รวมประชากรทั้งสิ้น 1,421 คน ข้อมูลประชากรที่อาศัยอยู่จริง ตามช่วงอายุจากการจัดเก็บข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานระดับหมู่บ้าน (จปฐ.2) ปี 2552 เพศชายจำนวน 396 คน เพศหญิงจำนวน 446 คน รวมทั้งหมด 842 คน (รายละเอียดดูในภาคผนวก)

1.5 ศาสนา ความเชื่อและพิธีกรรม

ชาวบ้านแพะส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก ศาสนาคริสต์บางส่วน และมีการเข้าลัทธิใหม่ (โยเร) อีกเล็กน้อย แต่ก็มีระบบความเชื่อเกี่ยวกับพิธีกรรมและศาสนาที่ควบคู่กันไป โดยจะสังเกตได้จากการทำพิธีต่าง ๆ จะอิงหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ผสมผสานกับความเชื่อแบบพราหมณ์ ชาวบานมีความเชื่อในเรื่อง การทำขวัญ การสะเดาะเคราะห์ การส่งเคราะห์หมู่บ้าน(ทำในเดือนพฤษภาคมของทุกปี) การไหว้ผีบ้านผีเรือน การขึ้นผีในงานแต่งงาน (ฝ่ายหญิงปฏิบัติ) การปัดรังควาน การบวงสรวงเซ่นไหว้พ่อปู่ปากพาน การคล้องช้าง (ปัจจุบันเลือนหายไปแล้ว) การทำพิธีสูตรถอนก่อนปลูกสร้างบ้านเรือน การทำพิธีสู่ขวัญ เฉพาะการสู่ขวัญหรือทำขวัญนี้จะมีทั้งการทำขวัญนาค ทำขวัญพระ(ตุ๊เจ้า) ทำขวัญคู่บ่าวสาว ทำขวัญกำนัน ทำขวัญผู้ใหญ่บ้าน และทำขวัญนายก อบต. คือ การทำขวัญบุคคลที่เป็นที่นับถือในหมู่บ้านเป็นสำคัญ

มรดกทางวัฒนธรรม

สิ่งที่เป็นศูนย์รวมจิตใจที่ทำให้ประชาชนหรือชาวบ้านเกิดความสามัคคี อาจถือได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมก็คือ วัดราชคีรีวิเศษ

วัดราชคีรีวิเศษ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๓๓ หมู่ที่ ๗ บ้านแพะ ต.บ่อทอง อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ชาวบ้านมักเรียกชื่อวัดว่า "วัดบ้านแพะ" มีที่ดินตั้งวัด ๑๑ ไร่ ๑ งาน ๓๙ ตารางวา เริ่มสร้างวัดครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ โดยการนำของ พ่อใหญ่มา ขมหวาน และชาวบ้าน ได้รับการถวายที่ดินจากพ่อใหญ่เป็ง แม่ใหญ่ทา กองมณี ให้เป็นที่สร้างวัด พร้อมกับให้บุตรชายคือ สามเณรพุฒ กองมณี(ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 2) ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดน้ำลอก และมีอายุครบบวชพอดี ได้บวชเป็นพระ(เป๊ก)และชาวบ้านนิมนต์มาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดราชคีรีวิเศษ



วัดราชคีริวิเศษ เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง เป็นวัดที่สร้างขึ้นก่อนวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๓ ซึ่งเป็นวันที่กฎกระทรวง ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๔๘๔ มีผลบังคับใช้ จากประวัติกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ คำว่า "วัดราชคีรีวิเศษ" เดิมมาจากคำว่า "ลาดคีรี" อันมีความหมายถึง วัดแห่งนี้อยู่ห่างที่ลาดเนินเขาประมาณ ๓๐๐ เมตร แต่ อาจารย์โถ กมลสะอาด แย้งว่า สมัยนั้นจำได้ว่า "คณะหมวดแซม" (เป็นเจ้าคณะตำบลน้ำอ่าง) เมื่อคราวนำคณะมาเยี่ยมวัดได้ถามชาวบ้านว่า เหตุใดจึงชื่อว่า "วัดราชคีรีวิเศษ" ก็ได้รับคำตอบว่า "ราช" มาจากคำว่า "มาก" หรือ "ใหญ่" คำว่า "คีรี" มาจากการที่อยู่ใกล้ภูเขา (หัวกะสา) ส่วนคำว่า "วิเศษ" เนื่องจากบนภูเขากาสา มีน้ำอยู่บ่อหนึ่ง น้ำจะไม่แห้งและมีรสเปรี้ยวฝาด เรียกว่า "น้ำบ่อส้ม" (ดูประวัติบ่อน้ำทิพย์) ชาวบ้านร่ำลือกันว่าเป็นบ่อน้ำทิพย์ จึงตั้งชื่อวัดนี้ว่า "วัดราชคีรีวิเศษ" ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ วันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕ รวมอายุของวัดจากเริ่มก่อตั้งถึง พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้ ๗๕ ปี (เท่าอายุของหมู่บ้าน)


ความเป็นมาของวัด

พ.ศ. ๒๔๘๒ ชาวบ้านส่วนใหญ่ ปรึกษากันและอุทิศที่ดินตนเอง จำนวน ๑๑ ไร่เศษ สร้างวัด โดยเจ้าของที่ดินให้บุตรชายอุปสมบทเป็นเจ้าอาวาสด้วย คือ นายพุฒกองมณี ในครั้งแรกวัดราชคีรีวิเศษไม่มีพระประธานไว้กราบไหว้บูชา ชาวบ้านได้ช่วยกันตัดไม้มาแกะสลักเป็นพระพุทธรูป จำนวน ๗ องค์

พ.ศ. ๒๔๘๓ พระอาจารย์พุฒ ไม่ทราบฉายา ชักชวนชาวบ้านสร้างกุฏิสงฆ์ขึ้น ๑ หลัง พื้นปูด้วยฟากไผ่ มุงหญ้าแผก ๓ ห้อง ช่วงนี้จะมีพระภิกษุจำพรรษา ปีละ ๓-๕ รูป และหมู่บ้านแพะในสมัยนั้นมีอยู่ประมาณ ๔๐ หลังคาเรือนพระอาจารย์พุฒ จึงเกณฑ์พระภิกษุขุดสระและสร้างกุฏิโล่ง สำหรับท่องหนังสือกลางน้ำ เมื่อเห็นชาวบ้านมาทำบุญมากขึ้น จึงขยายเพิงที่พักข้างกุฏิสงฆ์เป็นฟากไม้ไผ่ขึ้นมาอีก ๑ หลัง ติดกุฏิสงฆ์เพื่อให้ชาวบ้านที่มาทำบุญคราวละ ๑๔-๒๐ คน มีที่พักผ่อน

พ.ศ.๒๔๘๕ ทางราชการประกาศตั้งโรงเรียนประชาบาลขึ้นเรียกชื่อว่า "โรงเรียนประชาบาลบ้านแพะ" มีครูมูล กาศลังกา ชาวเมืองแพร่ เป็นครูใหญ่ คณะครูประกอบด้วย ครูประดิษฐ์ พงษ์ไพร ครูแก้ว กลอนแห้ว มีนักเรียนประมาณ ๒๕-๓๐ คน

พ.ศ.๒๔๘๘ พระอาจารย์ผัด ไม่ทราบฉายา ชักชวนชาวบ้านย้ายกุฏิสงฆ์ที่พระอาจารย์พุฒสร้างมาสร้างสถานที่ใหม่ ปูพื้นไม้กระดาน หลังคามุงจาก

พ.ศ. ๒๔๙๐ พระอาจารย์แก้ว ไม่ทราบฉายา เห็นว่าวัดมีผู้มาทำบุญมากขึ้นไม่มีสถานที่เพียงพอ จึงนำชาวบ้านสร้างวิหารขึ้น

พ.ศ. ๒๔๙๕ พระอาจารย์อินโถ สุจินฺทโร ชักชวนชาวบ้านสร้างกุฏิสงฆ์เพิ่มเติมอีก ๑ หลัง กว้าง ๓ เมตร ยาว ๕ เมตร พื้นไม้มุงสังกะสี เปิดให้มีการเรียนพระปริยัติธรรม รื้อวิหารชำรุดไปสร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่

พ.ศ. ๒๕๐๐ พระอาจารย์ทุเรียน ไม่ทราบฉายา เปิดสอนโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นอย่างจริงจัง โดยทำการสอนด้วยตนเอง ชักชวนชาวบ้านสร้างศาลาดินยกพื้นไม้ ขนาดกว้าง ๖ วา ยาว ๑๒ วา หลังคามุงสังกะสี

พ.ศ. ๒๕๐๖ พระอาจารย์ทุเรียน ได้นำชาวบ้านสร้างพระพุทธรูปปูนปั้น หน้าตักกว้าง ๓๙ นิ้ว ชาวบ้านเรียกกันว่า "หลวงปู่ขาว" เป็นพระคู่บ้าน ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ

พ.ศ. ๒๕๑๗ พระอาจารย์วิรัตน์ สีลสํวโร ชักชวนชาวบ้านสร้างกุฏิสงฆ์หลังสูงใกล้กับต้นจามจุรี สร้างหอสวดมนต์ขนาดกว้าง ๖ x ๗ เมตร สร้างหอระฆัง ในช่วงนี้มีคณะศรัทธา ขอเป็นเจ้าภาพสร้างศาลาพักร้อนถวายอีก ๒ หลัง

พ.ศ. ๒๕๒๒ พระอาจารย์ยุทธศิลป์ ไม่ทราบฉายา ไม่ปรากฏว่าได้นำศรัทธาก่อสร้างอะไร

พ.ศ. ๒๕๒๕ พระอาจารย์สมบัติ ขนฺติธโร เป็นผู้นำชาวบ้านสร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่(ปัจจุบัน) กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๓๒ เมตร

พ.ศ. ๒๕๒๗ ถึง พ.ศ. ๒๕๓๐ ไม่ปรากฏว่า พระอาจารย์ที่เป็นเจ้าอาวาสได้สร้างอะไร

พ.ศ. ๒๕๓๑ พระอาจารย์เสถียร จกฺกวโร ได้พาชาวบ้านสร้างกำแพงรอบวัด ได้ระยะทาง ๓๐๐ เมตร สิ้นเงินก่อสร้างไปจำนวน ๑ แสนบาทเศษ

พ.ศ. ๒๕๓๕ พระอาจารย์ลำพอง จารุวณฺโณ ได้นำชาวบ้านวางศิลาฤกษ์สร้างพระอุโบสถ โดยตั้งงบประมาณก่อสร้าง ๓ ล้านบาท ในเดือนเมษายน ประธานฝ่ายสงฆ์คือ พระครูนิวิฐธรรมวิมล(สมชัย ติสฺสวํโส) เจ้าคณะตำบลบ่อทอง ประธานฝ่ายฆราวาสในการวางศิลาฤกษ์ คือ นายกนก ลิ้มตระกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ในขณะนั้น ได้มีการขุดบ่อน้ำตื้น ๒ บ่อ ปัจจุบันใช้ประโยชน์ได้ ๑ บ่อ

พ.ศ. ๒๕๔๔ พระอาจารย์ลิขิต ปุญฺญกาโม ได้นำชาวบ้านจัดให้มีการทำพิธียกช่อฟ้าพระอุโบสถในวันที่ ๑๓ เมษายน หลังจากนั้นก็ดำเนินการก่อสร้างต่อเติมกันเรื่อยมา

พ.ศ. ๒๕๕๐ พระอาจารย์สมหวัง สนฺติกโร ได้นำชาวบ้านรื้อกุฏิสงฆ์และหอสวดมนต์ หลังที่พระอาจารย์วิรัตน์ ได้สร้างไว้ แล้วทำการก่อสร้างกุฏิสงฆ์ใหม่ ให้อยู่ใกล้กับกำแพงวัดด้านทิศใต้ จำนวน ๒ หลัง เป็นอาคาร ครึ่งตึกครึ่งไม้ ๑ หลัง ทรงคล้ายสถานีอนามัยประจำหมู่บ้าน และตึกเดี่ยวชั้นเดียว ๑ หลัง นอกจากนี้ยังได้สร้างซุ้มประตูวัดเสาปูนกลม ด้านบนเป็นไม้แบบหลังคาทางภาคเหนือใส่กาแลและลายฉลุ อีกซุ้มหนึ่งด้วย(ดั่งภาพด้านบน)

พ.ศ. ๒๕๕๓ พระอาจารย์เยื้อน ขนฺติวโร ได้นำชาวบ้านสร้างหอระฆังไม้สักทั้งหลังและทำการสร้างพระอุโบสถหลังเดิมอีกครั้งจนเสร็จ พร้อมกับทำการฉลองปิดทองฝังลูกนิมิต บวชพระใหม่ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗

รายนามผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ตั้งแต่รูปแรกจนถึงปัจจุบัน จำนวน ๒๙ รูป

๑. พระพุฒ ไม่ทราบฉายา (กองมณี) พ.ศ.๒๔๘๒ - พ.ศ.๒๔๘๕

๒. พระผัด ไม่ทราบฉายา (เจนชัด) พ.ศ.๒๔๘๘ - พ.ศ.๒๔๙๐

๓. พระแก้ว ไม่ทราบฉายา (กาสา) พ.ศ.๒๔๙๐ - พ.ศ.๒๔๙๔

๔. พระแสน ไม่ทราบฉายา (กองมณี) พ.ศ.๒๔๙๔ - พ.ศ.๒๔๙๕

๕. สามเณรแสน งาต้น (ไม่มีพระ) พ.ศ.๒๔๙๕ - พ.ศ.๒๔๙๖

๖. สามเณรปัน ดังดี (ไม่มีพระ) พ.ศ.๒๔๙๗ - พ.ศ.๒๔๙๘

๗. พระอินโถ สุจินฺทโร (กมลสะอาด) พ.ศ.๒๔๙๘ - พ.ศ.๒๕๐๐

๘. พระตรี ไม่ทราบฉายา (ชุ่มเย็น) พ.ศ.๒๕๐๑ - พ.ศ.๒๕๐๒

๙. พระทุเรียน ไม่ทราบฉายา (พลอยธรรม) พ.ศ.๒๕๐๓ - พ.ศ.๒๕๐๖

๑๐. พระบุญช่วย ไม่ทราบฉายา (สบายสุข) พ.ศ.๒๕๐๗ - พ.ศ.๒๕๐๘

๑๑. พระไฉน ไม่ทราบฉายา (ถิ่นอ่อน) พ.ศ.๒๕๐๘ - พ.ศ.๒๕๐๙

๑๒. สามเณรสารี(หลี) ไม่ทราบฉายา (พลอยทำ) พ.ศ.๒๕๑๐ - พ.ศ.๒๕๑๑

๑๓. พระลัง (ตุ๊ลุงลัง) ไม่ทราบฉายา/สกุล พ.ศ.๒๕๑๒ - พ.ศ.๒๕๑๒

๑๔. พระใจ ไม่ทราบฉายา/สกุล (ยศง้าว) พ.ศ.๒๕๑๓ - พ.ศ.๒๕๑๓

๑๕. พระวิรัตน์ สีลสํวโร (กะสันต์) พ.ศ.๒๕๒๐ - พ.ศ.๒๕๒๑

๑๖. พระยุทธศิลป์ ไม่ทราบฉายา (งาต้น) พ.ศ.๒๕๒๒ - พ.ศ.๒๕๒๓

๑๗. พระสมบัติ ขนฺติธโร (พงษ์ไพร) พ.ศ.๒๕๒๔ - พ.ศ.๒๕๒๕

๑๘. พระสังวาลย์ ไม่ทราบฉายา (โงงโงย) พ.ศ.๒๕๒๕ - พ.ศ.๒๕๒๖

๑๙. พระเจริญ อคฺคธมฺโม พ.ศ.๒๕๒๖ - พ.ศ.๒๕๒๗

๒๐. พระแท่น พลญาโณ (ชาวน้ำอ่าง) พ.ศ.๒๕๒๗ - พ.ศ.๒๕๒๘

๒๑. พระเตียง อคฺคธมฺโม (พลอยทำ) พ.ศ.๒๕๒๙ - พ.ศ.๒๕๓๐

๒๒. พระเสถียร จกฺกวโร (กมลสะอาด) พ.ศ.๒๕๓๐ - พ.ศ.๒๕๓๒

๒๓. พระลำพอง(อ่วม) จารุวณฺโณ (ถิ่นอ่อน) พ.ศ.๒๕๓๒ - พ.ศ.๒๕๔๐

๒๔. พระเกตุ ไม่ทราบฉายา (ภักดี) พ.ศ.๒๕๔๐ - พ.ศ.๒๕๔๑

๒๕. พระชาลี ธีรสํวโร พ.ศ.๒๕๔๒ - พ.ศ.๒๕๔๓

๒๖. พระลิขิต ปุญฺญกาโม (กาวีวน) พ.ศ.๒๕๔๓ - พ.ศ.๒๕๔๖ (ปัจจุบัน ๒๕๕๘ เจ้าอาวาสวัดใหม่)

๒๗. พระคะนึง ไม่ทราบฉายา (ชาวนครสวรรค์) พ.ศ.๒๕๔๗ - พ.ศ.๒๕๔๘

๒๘. พระสมหวัง สนฺติกโร (ชาวกำแพงเพชร) พ.ศ.๒๕๔๙ - พ.ศ.๒๕๕๒

๒๙. พระอธิการเยื้อน ขนฺติวโร (เจ้าอาวาส) พ.ศ.๒๕๕๔ - ปัจจุบัน(๒๕๕๘)


ประวัติเจ้าพ่อปากพาน/พ่อปู่ปากพาน

เมื่อประมาณปี พุทธศักราช 2548 ชาวบ้านแพะได้พร้อมใจกันสร้างศาลเจ้าพ่อปากพาน หรือ “พ่อปู่ปากพาน" ขึ้นใหม่ แทนหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลาและในวันดังกล่าว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อทองได้เป็นประธานอัญเชิญเจ้าพ่อปากพานให้เข้าร่างทรง “ลุงทิดเจอะ" ที่มาจากบ้านแสนขัน เป็นร่างทรงของ “เจ้าทิดน้อย" มาทำพิธีเข้าทรงปู่ปากพาน พ่อปู่ปากพานได้เล่าถึงประวัติของท่านโดยสังเขปตามที่สืบถามข้อมูลมา ดังนี้

แต่เดิมมานั้นท่านชื่อ “เจ้าทิดอิน" คนทั่วไปเรียกท่านว่า “ทิดอิน" บ้านเดิมท่านอยู่ที่บ้านนาอิน อำเภอพิชัยในปัจจุบัน เกิดเมื่อ พ.ศ. 14 ตรงกับวันจันทร์ เวลา 20.00 น. พ่อท่านชื่อ “บุญช่วย" แม่ท่านชื่อว่า “สร้อยทอง" ท่านมีน้องสาวร่วมท้องเดียวกันอีกหนึ่งคนชื่อว่า “สร้อยจำปา" ได้พบรักกับสาวนางหนึ่ง และแต่งงานอยู่กินกันฉันท์สามีภรรยา จนมีลูกด้วยกัน 2 คน ต่อมาได้มีหมายเรียกให้ไปทำการคัดเลือกเป็นทหาร จับใบแดงได้อันดับหนึ่ง เป็นทหารอยู่ที่อุตรดิตถ์ ท่านดีใจมากที่ได้เป็นทหาร พอฝึกเสร็จแล้วทางการส่งตัวให้ไปอยู่ที่ลพบุรี อยู่มาได้ 9 ปี ได้พบกับเจ้านายใจดี ชื่อว่า “เจ้าทิดน้อย ขิงหอม" คอยให้การสนับสนุนช่วยเหลือหลายอย่าง รับราชการอยู่ลพบุรีได้ 20 ปี ก็ขอย้ายมาอยู่ที่พิษณุโลก อยู่พิษณุโลกได้ 3 ปี ได้รับเลื่อนยศเป็น “สิบโท" จากนั้นก็ย้ายกลับมาอยู่ที่อุตรดิตถ์ เป็นทหารอยู่อุตรดิตถ์ได้นานพอสมควร ก็ได้รับการเลื่อนยศเป็น “ร้อยตรี" หัวหน้าได้ส่งขึ้นฐานที่อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ได้ชัยชนะกลับมาถึงอุตรดิตถ์ มีความดีใจมากได้มีการจัดโต๊ะ เลี้ยงอาหารลูกน้อง ร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนานอยู่ตรงบริเวณหน้าศาลากลางในปัจจุบัน ขณะนั้นมีลูกน้องที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้จากทางบ้าน 2 คน เข้าไปหาแล้วพากันกลับบ้านที่นาอิน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน My Village



ความเห็น (12)

ประวัติศาสตร์มีที่มาที่ไป

ความสำคัญก็คือ เป็นบรรพบุรุษของเรานี่เอง

บันทึกนี้เนื้อหาสมบูรณ์

แต่ขาดภาพ และตัวอักษรเล็กหน่อย

วิธีการทำให้ตัวใหญ่ขึ้นได้นะครับ

โดยวิธี

1.ไปที่ format

2.มาร์คตัวอักษรทั้งหมด select all

3. เลือกหมายเลข 4 

4. บันทึกอีกครั้ง

จะแก้ไขกี่ครั้งก็ได้ ก็อปปี้ภาพจากเน็ทมาก็ได้ครับ

เขียนเมื่อ 
  • มาให้กำลังใจคนตั้งใจเขียนบันทึกจ้ะ
  • เดินหน้าต่อไป แล้วจะถึงจุดหมายปลายทางจ้ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

การเรียนรู้เรื่องความเป็นมาของชุมชนที่เราอาศัยจะทำให้เด็กๆ เกิดสำนึกรักบ้านเกิด มองเห็นอดีตชี้อนาคตได้ค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับอาจารย์โสภณ คุณมะเดื่อ ครูnoktalay

  • ขอบคุณที่มาให้กำลังใจ แนะนำการเพิ่มรูปภาพ เพิ่มตัวหนังสือ
  • ขอบคุณที่แนะนำ แสดงความคิดเห็นด้วยนะครับ
เขียนเมื่อ 

ประวัติหมู่บ้าน น่าสนใจค่ะ

ละเอียดดีจัง 

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณทุกกำลังแรงใจ ที่มอบให้มามากครับ

เขียนเมื่อ 

เป็นหมู่บ้านที่มีประวัติน่าศึกษา และน่าอยู่ทำกิน บ้านแพะส่วนมากทำไร่อะไรกันนะครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณเพชรสีชมพู  หมู่บ้านของผมชาวบ้านทำนาเป็นหลัก งานรองคำทำไร่ ไร่ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ถั่วบ้างนิดหน่อยครับ  มีโอกาสก็ลองขับรถผ่านมาเที่ยวได้นะครับ

กวีชัย ปิ่นนาค
IP: xxx.5.91.24
เขียนเมื่อ 

เพิ่งมีโอกาสได้เข้ามาอ่าน เคยได้ยินแต่คำบอกเล่าต่อ ๆ กันมา  วันนี้เจอบันทึกข้อมูลละเอียดดีมาก  น่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน และผู้สนใจทั่ว ๆ ไปได้ศึกษา ผมขอนำไปเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของโรงเรียนบ้านแพะ  ด้วยนะครับ "พี่หนาน"

เขียนเมื่อ 

  • สวัสดีครับคุณครูกวีชัย  
  • พักหลังๆ ผมก็ไม่ค่อยได้เข้ามาเขียนสักเท่าไหร่  ต้องขอขอบคุณคุณครูที่ให้เกียรติเข้ามาอ่านมากนะครับ  
  • ผมเขียนประวัติบ้านแพะไว้เป็นตอนๆ ทั้งหมดก็ ๔ ตอนพร้อมกับบันทึกภาพประกอบคำขวัญเอาไว้บ้าง ลิงค์เข้าไปหาข้อมูลของสวนรุกขชาติบ้านแพะไว้ด้วย  
  • ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อเด็กนักเรียนหรือผู้ศึกษาทั่วไป จะนำไปเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของโรงเรียนก็ได้ไม่ว่าครับ  ข้อมูลยังไม่ได้อัพช่วงผู้ใหญ่ชาติชาย เข้ามาดำรงตำแหน่งนะครับ  คุณครูจะเสริมเข้าไปด้วยก็ได้ เพราะผมยังไม่ได้ปรับครับ 
  • ด้วยความยินดียิ่งครับ  พรพจน์ เรียงประพัฒน์

พิเชษฐ ชมเชย
IP: xxx.46.165.19
เขียนเมื่อ 

ผมพึ่งได้เข้ามาอ่านครับก็okมากเลยครับ

นายสมมาศ ใจมา
IP: xxx.158.165.162
เขียนเมื่อ 

อาหนานครับ ผมอยากทราบข้อมูล น้ำบ่อส้ม มากๆครับ อยากทราบถึง การเกิด และ คุณภาพน้ำ และ ข้อมูลทางเคมีวิทยา ของบ่อน้ำส้มนี้ด้วยครับ ไม่ทราบว่า คุณอาหนานเอิร์นมีข้อมูลนี้เปล่าครับ