ศาสตราจารย์นายแพทย์ ดร.กระแส ชนะวงศ์ อดีตผู้อำนวยการคนแรกของศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐานอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นสถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน และสถาบันสุขภาพอาเซียน ดังปัจจุบัน นอกจากท่านจะเป็นแพทย์ชนบทดีเด่น, เป็นหมอแมกไซไซ, เป็นครู, เป็นผู้บริหารระดับประเทศและเป็นผู้บริหารวิชาการในองค์กรระหว่างประเทศ, และอีกหลายอย่างแล้ว ท่านได้ชื่อว่าเป็นฮีโร่คนหนึ่งของหมออนามัย เนื่องจากหลังจากจบแพทย์ศิริราชแล้ว ก็ขอออกไปอยู่ที่อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ซึ่งนอกจากจะใช้ชีวิตดูแลสุขภาพของชาวบ้านในอำเภอพลแล้ว ก็พาชาวบ้านระดมทุนออมเงินวันละ ๑ บาทสมทบทุนกันจนสร้างสถานีอนามัยชั้น ๑ และเป็นสถานบริการสุขภาพที่ดีที่สุดในท้องถิ่นนั้น กระทั่งเป็นโรงพยาบาลอำเภอพลในเวลาต่อมา บางครั้งก็เลยอาจจะได้ยินคนเรียกท่านว่า'หมอละบาท' พ้องเสียงกับคำว่า'ระบาด'

ท่านจึงนับว่าเป็นแพทย์ นักสาธารณสุข และนักวิชาการพัฒนาชุมชนที่เข้าถึงชาวบ้าน เข้าใจชุมชนของประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอย่างลึกซึ้งมากที่สุดท่านหนึ่ง ศาสตราจารย์นายแพทย์ ดร.ณัฐ ภมรประวัติ  อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล โดยการแนะนำของศาสตราจารย์นายแพทย์พนม เมืองแมน อดีตคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์และคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ได้เจาะจงเชิญท่านมาเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโครงการศูนย์ฝึกอบรมฯที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทยเมื่อปลายปี ๒๕๒๕ เพื่อใช้การสาธารณสุขมูลฐานมาเป็นกลวิธีพัฒนาทางด้านต่างๆของประเทศอย่างผสมผสาน ให้สามารถครอบคลุมปัญหาและความจำเป็นพื้นฐานของคนส่วนใหญ่ในชนบท ทั้งทางด้านสุขภาพและการยกระดับการพัฒนาคุณภาพแห่งชีวิต เมื่อตอนที่ผมกำลังจะจบจากโรงเรียนเวชนิทัศน์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลนั้น ท่านอาจารย์หมอนันท์ รองศาสตราจารย์นายแพทย์นันทวัน พรหมผลิน ครูแพทย์และครูของชาวเวชนิทัศน์ และเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์หมอสุด ศาสตราจารย์นายแพทย์สุด แสงวิเชียร ท่านแนะนำให้ผมไปสมัครสอบทำงานกับอาจารย์หมอกระแส  

ผมได้ทำงาน พร้อมกับได้เรียนรู้และได้เกร็ดชีวิตหลายอย่างจากท่านในหลายโอกาส สิ่งหนึ่งคือหลักคิดและวิธีทำงานกับชาวบานในแนวพัฒนาการมีส่วนร่วมและสะท้อนขึ้นจากฐานรากของสังคมขึ้นไปเชื่อมและบูรณาการกับการดำเนินงานในระบบโครงสร้างกำกับดูแลส่วนบน ซึ่งในยุคนั้นเรียกว่า 'แนวพัฒนาแบบสะท้อนจากล่างขึ้นบน Buttom-up Development Approach' ซึ่งในการให้แนวคิด ท่านมักจะหาแนวอธิบายโดยให้เครดิตผู้คนไปด้วยเสมอ เมื่อพูดถึงการทำงานชุมชนแบบเข้าใจและเข้าถึง ท่านก็มักจะพูดถึงคำกล่าวของนักพัฒนาและนักเคลื่อนไหวสังคมชาวจีนท่านหนึ่ง คือ ดร.วาย ซี เจมส์ เยน ซึ่งเป็นผู้ได้รับรางวัลแมกไซไซและท่านชื่นชมมาก

ารทำงานกับชาวบ้านและการเชื่อมโยงบทบาททางวิชาการเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่เข้มแข็งยั่งยืนของชุมชน โดยการวางบทบาท การจัดความสัมพันธ์ และปฏิสัมพันธ์แบบเกื้อหนุน จากบทเรียนของ ดร.วาย ซี เจมส์ เยน มีดังนี้.................. 

                                           “Go to the people,
                                           Love them,
                                           Live with them, 
                                           Learn from them,

                                           Work with them, 
                                           Help them,
                                           and start from what they have…”

แปลและถอดรหัสแบบเข้าถึงใจความสำคัญ รวมทั้งเห็นทรรศนะวิพากษ์และประเด็นเบื้องหลังที่มีนัยสำคัญต่อระเบียบวิธีทางความรู้และวิถีการพัฒนาในกระแสหลัก ที่คนทำงานและสังคมทั่วโลกต่างก็ยอมรับกันว่ามีข้อจำกัดสำหรับสภาวการณ์ของโลกในปัจจุบันและอนาคต ได้ดังนี้...

      "...เป็นผู้เดินเข้าหาชุมชนและคนท้องถิ่น ไม่ห่างเหินหรือวางตนราวอยู่บนหอคอยงาช้าง คิดนึกและใช้ความรู้จินตนาการไปบนเหตุผลอย่างคนภายนอกอย่างเดียว โดยไม่สื่อสะท้อนความรู้สึกร่วมทุกข์สุขอย่างเพื่อนมนุษย์ผู้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเพื่อสุขภาวะของกันและกัน, ซื่อตรงและมีความบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้ง กอปรด้วยความเมตตากรุณา นำความรักความปรารถนาที่จะสร้างสิ่งต่างๆเพื่อก่อเกิดประโยชน์สุขและสุขภาวะสาธารณะร่วมกันเข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตด้วยความจริงใจและอยู่ร่วมกับเขา เพื่อคิดและมีจุดยืนออกมาจากการร่วมทุกข์สุขกับชุมชน มีชีวิตความเป็นส่วนรวมร่วมกัน, เรียนรู้จากชุมชน ไม่เดินด้วยกรอบความรู้ที่มองข้ามภูมิปัญญาในวิถีชีวิตของชุมชนและได้ความสำเร็จเพียงผิวเผิน

อย่าทำเพียงหยิบยื่นสิ่งต่างๆให้เขาแบบผู้ช่วยเหลือให้อยู่รอดเฉพาะหน้าอย่างไม่มีความหมาย แต่เข้าไปเรียนรู้และทำสิ่งต่างๆด้วยกันกับชาวบ้าน, เกื้อหนุน ส่งเสริม, และเป็นผู้คอยช่วยเหลือปฏิบัติการเรียนรู้ให้ชาวบ้านและชุมชนได้เป็นผู้สามารถทำด้วยตนเอง, คิด ริเริ่ม และทำสิ่งต่างๆด้วยกันกับชุมชน ซึ่งจะทำให้ชุมชนได้เป็นตัวของตัวเอง เกิดประสบการณ์ตรงต่อเรื่องราวของสังคมที่ใหญ่กว่าตนเอง สามารถพึ่งภูมิปัญญาและนำการปฏิบัติด้วยตนเองเป็นหลัก มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากร วิทยาการและเทคโนโลยีที่มีอยู่ในชุมชนให้ได้มากที่สุด โดยก้าวเดินออกจากสิ่งที่ชุมชนมีและเป็นอยู่ ซึ่งจะทำให้ชุมชนได้เรียนรู้บนฐานการระดมทรัพยากรในชุมชน มีความสามารถที่จะริเริ่ม คิดและถ่ายเทประสบการณ์ที่เกิดจากการเรียนรู้การแก้ปัญหา ไปสู่การทำสิ่งต่างๆที่ต้องการ อีกทั้งสามารถร่วมกันบริหารจัดการด้วยตนเองต่อไปอีกได้ในระยะยาว ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและมีส่วนร่วมในการสร้างสุขภาวะของส่วนรวมอย่างเต็มที่ แม้ไม่มีคนภายนอกคอยช่วยเหลือและเราถอนตัวออกจากชุมชนไปแล้ว ........" 

หลักคิดและวิถีปฏิบัติดังกล่าว จะทำให้เกิดการพัฒนาที่เข้มแข็งและยั่งยืน ระบบสังคมส่วนใหญ่จะมีความเข้มแข็ง สามารถพัฒนาตนเองให้ครอบคลุมความแตกต่างหลากหลายในชุมชนระดับต่างๆได้มากยิ่งๆขึ้น