แต่ผมก็นำความเศร้าที่แฝงไว้ด้วยความสว่างไสว ของดอกอินทนิล ซึ่งมีทั้งกลีบสีม่วงและสีขาวสลับกันไป มาแต่งเป็นกลอนเพื่อบอกกับเธอว่าภายใต้สิ่งเลวร้ายก็ยังมีสิ่งๆดีๆ แฝงอยู่

ปลายเดือนเมษา ช่วงย่างเข้าสู่เดือนพฤษภา ของปีหนึ่ง ผมมีโอกาสได้รู้จักกับลูกสาวเจ้าแม่จามเทวี (หญิงงามแห่งเมืองลำพูน) นางหนึ่งเธอชอบแต่งกลอนมารำพึงรำพันกับผม เปรียบเปรยชีวิตของเธอว่า คล้ายกลีบดอกอินทนิลสีม่วงที่บางสะพรั่งอยู่ตามข้างถนน ในเมืองลำพูน (ฟังดูเหมือนจะเศร้า) แต่ผมก็นำความเศร้าที่แฝงไว้ด้วยความสว่างไสว ของดอกอินทนิล ซึ่งมีทั้งกลีบสีม่วงและสีขาวสลับกันไป มาแต่งเป็นกลอนเพื่อบอกกับเธอว่าภายใต้สิ่งเลวร้ายก็ยังมีสิ่งๆดีๆ แฝงอยู่ กับบทกลอนนี้ครับ

 

เมษาลาลมแล้งร้างเตือนความหลัง

ให้น้องนางคนงามคิดสับสน

สิ้นเมษาพฤษภามาฝนตกจน

ทุกแห่งหนพร่ำพรหมด้วยนที...

 

สิ้นเมษาอินทนิลเริ่มปริช่อ

อาทิตย์ทอแสงส่องชวนสุขี

อินทนิลแม้สีม่วงเศร้าโศกีย์

แต่กลีบขาวยังสลับพาสุขใจ...

 

จึงลิขิตบทกลอนเป็นอักษร

ใช่สั่งสอนเพียงชี้นำคลายสงสัย

ว่าสรรพสิ่งล้วนธรรมชาติสร้างสมไว้

มีชั่ว – ร้าย ขาว – ดำ สลับได้...

 

รู้เช่นนี้จมอยู่ใยกับความหลัง

อนาคตยังมีหวังให้ฝันใฝ่

ใจคนเราใช่เหมือนกันร่ำไป

หวังเอาไว้ว่าสักวันคงได้ดี

(พฤษภา 46)