
ประเด็นที่สอง ข้อเท็จจริง
ประเด็นเรื่องข้อเท็จจริงนั้นน่าสนใจมากที่เดียวอาจเป็นเพราะผู้เขียนตำนานมีความต้องการที่จะสื่อถึงความหมายอะไร? มีความรอบรู้แค่ไหน มีความรอบคอบแค่ไหน มีความละเอียดมากน้อยเพียงใด และที่สำคัญเรียบเรียงมาจากข้อมูลอะไร เพราะเท่าที่ศึกษาดูการเขียนในยุคก่อน ๆ จะเป็นการเขียนขึ้นมาและมีการคัดลอกต่อ ๆ กันไป และจุดนี้เองอาจทำให้ข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนได้ ที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือไม่มีการอ้างอิงเอกสารตำรากำกับ ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ข้าพเจ้าจะขอวิจารณ์เป็นลำดับต่อไป
๑. เรื่องตำนาน
ในเรื่องตำนานนี้ซึ่งมีที่มาคือตำนานพระเจ้าเลียบโลก เป็นตำนานที่มีเนื้อหาว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความประสงค์จะออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาในชนบทน้อยใหญ่ โดยการเสด็จมาในที่ต่าง ๆ รวมทั้งเขตที่เรียกว่าดินแดนล้านนาแห่งนี้ โดยการเสด็จไปดอยต่าง ๆ แล้วประทานพระเกศาธาตุให้ผู้คนบูชา บางแห่ง ๑ เส้น บางแห่ง ๒ เส้น บางแห่ง ๓ เส้น ซึ่งแล้วแต่สถานที่หรือตำนานของพระธาตุนั้น ๆ และโดยมากจะมีเนื้อหาคล้าย ๆ กัน เช่นเสด็จมาพระธาตุจอมทองทรงลูบพระเกศาแล้วมอบให้นายช่างทอง ๆ ได้นำใส่ผอบทองบ้าง ผอบเงินบ้าง ผอบหินบ้าง ฝังไว้ใต้ถ้ำ ๗๐ วาแล้วกลบก่อเป็นพระธาตุ จากนั้นก็เสด็จไปที่พระธาตุดอยน้อย ตำบลจำป่าหวาย , พระธาตุแจ่โหว้ ตำบลคือเวียง, พระธาตุจอมศีล ตำบลบ้านถ้ำ, พระธาตุจอมไคร้ ตำบลห้วยลาน เป็นต้น
ในเรื่องนี้ตามเอกสารตำราไม่ปรากฏว่าพระพุทธองค์ได้เสด็จมา ณ บริเวณดังกล่าว ในพุทธประวัติเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติพระองค์เสด็จก้าวเดินได้ ๗ ก้าว ๗ แว่นแคว้น ก็อยู่ในเขตอินเดียเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามหากหมายเอาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าถึงจุดไหนก็เปรียบเหมือนการเสด็จมาของพระพุทธองค์เช่นกัน
๒. เรื่องคณะบุคคลผู้ตามเสด็จ
ในเรื่องดังกล่าวนี้เป็นการกล่าวอ้างโดยไม่สมเหตุสมผลอยู่มาก เพราะบุคคลดังกล่าวไม่ได้เกิดร่วมยุคสมัยกับพระพุทธองค์ก็มี ร่วมยุคเดียวกันกับพระเจ้าอโศกมหาราชก็มี ซึ่งจะแยกอธิบายดังนี้
พระโสณเถระ และพระอุตตระ หลังการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงส่งพระเถระออกไปประกาศพระพุทธศาสนาจำนวน ๙ สาย คือในแถบประเทศอินเดีย ๗ สาย ในท้องถิ่นนอกประเทศอีก ๒ สาย คือไทย และศรีลังกา
ในสุวรรณภูมิ หรือสายที่ ๘ ได้ส่งพระโสณเถระและพระอุตตรเถระมาเผยแผ่ [1] ซึ่งถ้าหากดูตามนี้จะทราบว่า พระเจ้าอโศกมหาราชกับพระโสณเถระและพระอุตตรเถระอยู่ในยุคเดียวกัน คือหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานถึง ๒๐๐ ปีเศษ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้
แต่หากเทียบเป็นอุปมาอุปมัยก็คือ พระพุทธศาสนาเผยแผ่มาถึงแถบล้านนาได้เพราะพระมหาเถระทั้งสองได้นำเอาหลักคำสอนของพระพุทธเจ้ามาขยายต่อไป ดังนั้นข้อที่ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาในแถบถิ่นล้านนา, พระเจ้าอโศกมหาราช, พระมหาเถระทั้งสอง จึงมีความสัมพันธ์กันอย่างที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง
พระรัตนเถระ
อีกประเด็นหนึ่ง ( อันนี้ฝากไว้ให้คิดเฉย ๆ ) และฝากผู้รู้ให้พิจารณาด้วย คำว่าพระโสณะ อุตตระ รัตนเถระ จะเป็นการส่อถึงผู้เขียนว่าเป็นพระรัตนเถระพระนักเขียนชาวเหนือหรือไม่ ถ้าจะเรียงคำตั้งแต่ พระโสณ - อุตตร - รัตนเถระ จะได้ว่า โสณะ งดงาม, อุตตระ แปลว่าเหนือ, รัตนเถระ แปลว่าพระเถระชื่อว่ารัตนะ เมื่อรวมแล้วจะได้ความว่าพระเถระชื่อรัตนะชาวเหนือผู้งดงาม อีกประการหนึ่งเมื่อตรวจดูในอนุพุทธประวัติ ๘๐ องค์แล้วคำว่าพระรัตนเถระในยุคนั้นไม่มีปรากฏ จึงทำให้น่าคิดว่าน่าจะเป็นคนในยุคหลัง ๆ นี้เอง
พระอานนทเถระ พระมหาเถระรูปนี้เกิดร่วมยุคสมัยและเป็นพระผู้อุปฐากของพระพุทธเจ้า ก่อนมาอุปฐากพระพุทธเจ้าได้ขอพร ๘ ประการจากพระพุทธองค์ [2] และที่สำคัญพระมหาเถระรูปนี้ได้ตามเสด็จพระพุทธเจ้าแทบทุกสถานที่ ในบรรดากุลบุตรผู้ออกบวชในพระพุทธศาสนาใครจะอยู่ก่อน-หลัง ให้ดูที่จำนวนพรรษาที่บวชมา ในตำนานนอกจากจะเกิดคนละยุคกันแล้ว ยังเรียงลำดับพระอานนท์ไว้อันดับสุดท้าย ซึ่งความเป็นจริงน่าจะเรียงลำดับรองจากพระพุทธเจ้าเพราะมีอายุพรรษามากกว่าพระโสณะ, พระอุตตระ และพระพระรัตนะเถระ
พระเจ้าอโศก ตามตำนานพระเจ้าตนหลวงระบุว่า พญาอโศกเป็นกษัตริย์ของกรุงกุสินารา เป็นผู้ถือรองเท้าและไม้เท้าตามเสด็จพระพุทธเจ้ามายังดอยจอมทองและแถบเมืองล้านนา [3]
ความเป็นจริง พ.ศ. ๒๑๘ พระเจ้าอโศกมหาราช ขึ้นครองราชย์ ณ นครปาฏลีบุตร [4]แคว้นมคธ ในข้อนี้ผู้แต่งตำนานอาจจะไม่ได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่แท้จริง หรือมีการแต่งเติมเล่าขานกันมาทีหลังจนทำให้ข้อมูลดังกล่าวคลาดเคลื่อนออกไปมาก
ในการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ ๒๐๐ ปีเศษ พระเจ้าอโศกมหาราชให้ความอุปถัมภ์แก่คณะสงฆ์ [5] นั้นก็หมายความว่าพระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งเกิดหลังพระพุทธเจ้ามากกว่า ๒๐๐ ปีจะมาตามเสด็จพระพุทธเจ้ามิได้ นอกเสียจากว่าจะเป็นบุคลาธิษฐาน ที่ผู้เขียนต้องการสื่อความหมายให้ผู้คนได้ทราบว่าผลของการกระทำของพระเจ้าอโศกมหาราชนั้นยิ่งใหญ่, สามารถเข้าถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้และที่สำคัญได้เกื้อกูลต่อพระพุทธศาสนาอย่างมากตลอดไป เท่านั้น
พระอินทร์ พระอินทร์ หรือท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพวิมานที่ประทับอยู่คือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในข้อนี้อาจเป็นเรื่องของบุคลาธิษฐานว่าผู้มียศใหญ่ หรือการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่และการบรรจุพระธาตุในพื้นที่ต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่มีเจ้านาย หรือผู้มีศักดิ์ใหญ่มาเป็นประธานร่วมเสมอ
๓. พญานาคกับหนองเอี้ยง (กว้านพะเยา)
พญานาคราชกับหนองเอี้ยง ตำนานตอนนี้หากเทียบดูจากความเป็นจริงแล้วพญานาคราชจะอยู่ใต้บาดาลในหนองเอี้ยงที่มีขนาดเล็กนี้ได้อย่างไร นี้ประเด็นหนึ่ง ประเด็นที่สอง ถ้าจะเหมารวมโดยถือเอากว้านพะเยาก็คือหนองเอี้ยงก็ไม่สมเหตุผลกันเพราะหนองเอี้ยงมีมาก่อนปีพุทธศักราช ๒๐๓๔ แต่กว้านพะเยาเริ่มโครงการโดยกรมประมง กระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ได้สร้างทำนบและประตูน้ำกั้นขวางน้ำแม่อิง ในระหว่างปี ๒๔๘๒-๒๔๘๔ [6] หากคำนวณดูแล้วหนองเอี้ยงเดิมกับกว้านพะเยาจะมีระยะเวลาที่ห่างกันถึง ๔๕๐ ปี
ตำนานตอนนี้ผู้แต่งต้องการเสริมสร้างความศักดิ์สิทธิ์โดยพยายามเชื่อมโยงกับความคิดความเชื่อดังเดิมของคนท้องถิ่นในแถบลุ่มน้ำโขงที่เชื่อมโยงกับพญานาคอยู่แล้ว เพื่อดึงเข้ามาเป็นความเชื่อร่วมสมัย
อีกประเด็นหนึ่งก็คือ คำว่า นาคะ มีความหมายว่าประเสริฐ [7] ดังนั้นผู้ประเสริฐหรือผู้ที่มีกำลังแห่งศรัทธาปสาทะอันแก่กล้า จึงเป็นผู้ใหญ่ในการก่อสร้างองค์พระเจ้าตนหลวง
๔. พระวรกายของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ โคตมะ
ในเรื่องพระวรกายของพระพุทธเจ้า ตามตำนานมีตอนหนึ่งที่ระบุว่าพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากพระธาตุจอมทองเพื่อทรมานพญานาคราช แล้วพระองค์ทรงเนรมิตพระวรกายให้สูงใหญ่ถึง ๓๒ ศอกโดยให้เท่ากับพระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะนั้น เมื่อตรวจสอบจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ (พระสุตตันตปิฏก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์) หน้า ๗๐๕ ระบุว่าพระมหามุนี (พระกกุสันธะ) ทรงมีพระวรกายสูง ๔๐ ศอก ไม่ใช่ ๓๒ ศอก
เมื่อตรวจสอบดูพระไตรปิฏกเล่มเดียวกัน หน้า {๑๐๗} - {๑๐๘} พระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะมีพระวรกายสูง ๔๐ ศอก, พระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะมีพระวรกายสูง ๓๐ ศอก, พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะมีพระวรกายสูง ๒๐ ศอก และพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ (องค์ปัจจุบัน)มีพระวรกายสูง ๑๘ ศอก
นัยยะของความหมายที่ว่า ๓๒ ศอกนั้น ประการแรก พระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์เริ่มตั้งแต่พระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ, พระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ, พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ และพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตรมะ แม้ว่าจะมีพระวรกายที่สูงใหญ่แตกต่างกัน แต่เนรมิตข่มพญานาคให้เห็น จำนวนที่เท่ากันคือ ๓๒ ศอกเท่านั้น ประการที่สอง อาจมีความหมายว่าเป็นการบ่งบอกถึงพระพุทธลักษณะของมหาบุรุษจำนวน ๓๒ ประการ [8]
๕. ชื่อของสองตายาย
สองตายายผู้มีอาชีพเลี้ยงเป็ดและห่านเลี้ยงชีพใกล้หนองเอี้ยงนั้นตามตำนานแล้วไม่ปรากฏนามทั้ง ๆ ที่ในยุคนั้นอยู่ในสมัยของพระยาเมืองยี่ แต่ปรากฏว่าลำดับเจ้าผู้ครองเมืองพะเยาและเมืองเชียงใหม่ในรุ่นต่อ ๆ มาปรากฏหลักฐานอย่างชัดเจน จึงทำให้เกิดความสงสัย และตั้งข้อสังเกตอยู่ ๒ ประการ คือ
ประการที่หนึ่ง ผู้เขียนเมื่อต้องการสร้างความศรัทธาและความศักดิ์สิทธิ์จึงได้สร้างสองตายายขึ้นมาเป็นตำนานเพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือดังกล่าว
ประการที่สอง สองตายายที่ว่าอาจหมายถึงพระยาเมืองตู้แห่งเมืองพะเยาและพระยาเมืองแก้วแห่งเมืองเชียงใหม่ก็ได้ มีข้อความที่สื่อถึงเรื่องนี้ว่า
“.......... จุลศักราช ๘๘๖ ปีวอก ฉศก พุทธศักราช ๒๐๖๗ ตายายก่อสร้างพระเจ้าตนหลวงแล้วเสร็จในวันเพ็ญเดือน ๖
วันขึ้น ๑๕ ค่ำ คิดเวลาก่อสร้างนานได้ ๓๓ ปี และทำการ
ฉลองสมโภชพระเจ้าตนหลวงเมื่อปีจุลศักราช ๘๘๘
พระเมืองแก้วได้ถวายครัวอุปฐาก ๑๐ ครัว พระเมืองตู้ถวาย
ไว้อุปฐาก ๑๐ ครัว รวมเป็น ๒๐ ครัวเรือน
ท่านทั้งสองพระองค์นี้เป็นพระญาติอันสนิทกัน ได้ร่วมทำบุญก่อสร้างพระเจ้าตนหลวงมาจนเสร็จ เมื่อประชาชนจะบำเพ็ญบุญกุศลอันใดมักอ้างเอาพระนามของทั้งสองมาเป็นสักขีพยานการทำบุญเสมอ ทางเมืองเหนือว่าโอกาสเวนทาน ต้องถูกอัญเชิญมาทุกครั้ง เช่น คำว่า พระเมืองตู้ พระเมืองแก้วเชื้อวัดเชื้อวา แต่ (ปู่) อาจารย์ผู้โอกาสมักกว่าเพี้ยนไปว่า พระเมืองตู้ พระเมืองแก้ว เสื้อวัดเสื้อวา กลายเป็นผีเสื้อวัดไปเป็นต้น....... ” [9]
หรือท่านผู้รู้จะให้ความเห็นเป็นประการใดอีกบ้าง
อายุของสองตายาย ในเรื่องอายุนี้ในหนังสือประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา ๒๕๓๘ หน้า ๔๐๘ ระบุว่า ....อายุผู้ผัวได้ ๕๐ ตั๊ด อายุผู้เมียได้ ๔๗ ปี (ปีเกิดของสองเถ้าคือผู้ผัว เกิดปีเปิกสง้า จุลศักราช ๘๐๐ ปี พุทธศักราชได้ ๑๙๘๑, ผู้เมียเกิดปีล้วงเล้า จุลศักราช ๘๐๓ ปี พุทธศักราชได้ ๑๙๘๔).......จุลศักราชได้ ๘๔๙ ตัวศาสนาล่วงไปแล้ว พุทธศักราชได้ ๒๐๓๐ ปี..... แต่ถ้านำเอาปีต่าง ๆ มาลบกันแล้ว อายุของตาจะอยู่ที่ ๔๙ ปี อายุของยายจะอยู่ที่ ๔๖ ปี
สองตายายกับพระเจ้าตนหลวง หากดูตามตำนานจะเห็นว่าสองตายายมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนาอย่างมาก กล่าวคือเวียนว่ายตายเกิดในหลายที่หลายแห่ง ดังนี้
ครั้งแรกเกิดเมืองพะเยาแต่ต่างอำเภอ เป็นสองผัวเมียทำไร่เชิงดอย เห็นพระพุทธองค์ไม่มีอะไรถวายจึงถวายปูเป็นทาน ก่อนถวายได้ถามภรรยาว่าปูรายังพอทานกา หมายความว่าปูมีพอที่จะถวายเป็นทานไหม แล้วพระพุทธองค์ทรงทำนายว่าภายหน้าสถานที่แห่งนี้จะมีชื่อว่า ปูปอ [10] ดูตำนานพระเจ้าตนหลวง หน้า ๔๐๖
ครั้งที่สองเกิดเมืองฝาง ตำนานพระเจ้าตนหลวง หน้า ๔๐๘ ....และลุนนั้นมา สองผัวเมียอันได้ให้ปูเป็นทานแก่พระพุทธเจ้าวันนั้นเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดหลายชาตินัก ชาติหนึ่งไปเกิดเมืองฝางโน้น... [11]
ครั้งที่สามเกิดในเมืองพะเยา ตำนานพระเจ้าตนหลวง หน้า ๔๐๗ ...ส่วนว่าสองขาผัวเมียอันได้ให้ปูเป็นทานแก่พระตถาคะตะนั้น จักได้มาเกิดที่นี้ แล้วจักเลี้ยงเป็ดเลี้ยงห่านในสระหนองที่นี้ขายเลี้ยงชีวิตจะและ
๖. รอยพุทธบาท
ในเรื่องดังกล่าวนี้ทำให้เราได้ทราบว่าก้อนหินที่พญานาคราชนำมาจากนาคพิภพเพื่อให้พระพุทธองค์ประทับนั่งและทรงเหยียบลงบนหินเพื่อฝากรอยพระบาทเอาไว้ จนเป็นตำนานของรอยพระพุทธบาท
ในความเป็นจริงมนุษย์ไม่สามารถที่จะเหยียบหินจนทำให้เกิดรอบพระพุทธบาทได้ นอกเสียจากเป็นอุปมาอุปมัยว่า ณ ที่ใดก็ตามที่พระพุทธศาสนาแผ่เข้าไปไม่ว่าจะเป็นดินแดนไหน ๆ ก็เป็นรอยพุทธบาทหรือรอยแห่งอารยธรรมของพุทธนั้นเอง
๗. ตุง
ในตำนานมีสิงห์กุตตะอามาตย์ได้ทำตุงถวายไว้กับพระเจ้าตนหลวงแล้วตายตกนรก มีอานิสงส์ของตุงได้ไปเกิดบนสวรรค์ ในกรณีของพรานปะสะ ทำบาปมาชั่วชีวิต ตัดตุงถวายพระเจ้าตนหลวงได้ไปเกิดเมืองสวรรค์ อีกคนหนึ่งคือขะหนานกุมมาร ถวายตุงกับพระเจ้าตนหลวงตายแล้วฟื้น (หนังสือประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา หน้า ๔๐๙-๔๑๐)
ในเรื่องดังกล่าวนี้ผู้เขียนต้องการอะไร คำว่า ตุง คือธงชัย เช่น แม่ทัพเมื่อออกศึกมีตุง หรือธง นำเพื่อให้ทราบว่าจะเคลื่อนทัพรุกหรือถอยอย่างไร, ตุงหน้าศพ เมื่อตายไปแล้วก็มีตุง ๓ หางนำหน้าศพ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการนำวิญญาณผู้ตายสู่สรวงสวรรค์
ถ้าหากเรื่องดังกล่าวเป็นบุคลาธิษฐานก็อาจจะหมายถึง เมื่อมนุษย์มีเป้าหมายชีวิต โดยมีพระรัตนตรัยเป็นธงชัย ดังนั้นวิญญาณหรือวิถีทางของผู้นั้นย่อมแคล้วคลาดและปลอดภัย จนสามารถปรับเปลี่ยนกรรมหนักให้เบาบางลงได้
๘. คำทำนาย
ในตำนานอ้างถึงตอนที่พญานาคหวงน้ำ จนพระพุทธองค์ลงจากดอยจอมทองมาปราบ ถึงจะได้น้ำ ด้วยกรรมนี้ในภายหน้าเมืองแห่งนี้จะไม่มีแม่น้ำใหญ่ และจะหาน้ำยากในช่วงฤดูร้อน
ในเรื่องดังกล่าวนี้ทำให้เราได้รู้ว่าเมืองพะเยาเป็นพื้นที่อับฝนมานานแล้ว และทำให้เห็นถึงวิธีการเขียนที่ผู้แต่งตำนานพยายามนำเอาความเชื่อ, ตำนาน, วิทยาศาสตร์, ธรรมชาติและฤดูกาลมาผูกโยงให้เป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างลงตัว
๙. การบรรจุพระธาตุ
เมื่อศึกษาดูพระธาตุสำคัญเมืองพะเยา ๑๘ แห่งแล้ว จะมีเนื้อหาที่คล้ายกันมากโดยเริ่มตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จไปในสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะเมืองพะเยาซึ่งตำนานพระธาตุต่าง ๆ มักจะมีความเชื่อมโยงผูกพันกันเป็นลำดับจากพระธาตุจอมทอง พระธาตุดอยน้อย พระธาตุแจ่โหว้ พระธาตุจอมศีล พระธาตุดอยจุก พระธาตุภูขวาง พระธาตุจอมไคร้ พระธาตุจอมไคร้ พระธาตุจอมแจ้ง พระธาตุขิงแกง พระธาตุสบแวน เป็นต้น [12]
เมื่อทรงสั่งสอนให้ผู้คนในท้องถิ่นให้ทราบถึงคุณของพระรัตนตรัยแล้วก็ทรงลูบพระเศียรมอบให้ ในการนี้มีพระยาอโศก,พระอินทร์ ร่วมอยู่ด้วย เหมือนกับจะบอกเป็นนัย ๆ ว่ามีผู้ครองนคร และเทพราชามาเป็นพยานด้วย โดยใส่ผอบทองคำบ้าง ผอบเงินบ้าง ผอบหินบ้าง หรือบางที่จะซ้อนกันเป็นชั้น ๆ โดยฝังไว้ในถ้ำใต้ดอยลึกโดยเฉลี่ย ๗๐ วา พระอินทร์จอมแห่งเทพสั่งให้มีการรักษาคุ้มครอง มีการจุดประทีปให้สว่างตลอดให้ครบ ๕,๐๐๐ ปี
๑๐. การเสด็จโปรดเวไนยสัตว์
ในตำนานพระเจ้าเลียบโลกนั้นระบุพระพุทธองค์ทรงเสด็จมาในที่ต่าง ๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะเมืองล้านนา ตามตำนานจะเสด็จมาแทบทุกสถานที่ เมื่อเราดูพุทธกิจตลอด ๔๕ พรรษาของพระพุทธองค์แล้วแทบไม่ปรากฏหลักฐานใดใดที่จะบ่งชี้ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาในบริเวณดังกล่าวนี้เลย
ชมพูทวีปหรือประเทศอินเดียโบราณมีแคว้นใหญ่ ๆ อยู่ ๑๖ แคว้น หรือบางที่ระบุ ๒๑ แคว้นนั้นพระพุทธองค์ทรงเสด็จไปด้วยพระองค์เองเพียง ๗ แคว้นประกอบไปด้วย ๑.แคว้นกาสีกับโกศล ๒.แคว้นอังคะกับมคธ ๓.แคว้นสักกะ ๔.แคว้นวัชชี ๕.แคว้นมัลละ ๖.แคว้นวังสะ ๗.แคว้นกุรุ แคว้นนอกนั้นพระองค์ทรงส่งพระเถระไปเป็นธรรมจาริก [13] ไปในที่ต่าง ๆ
นี้เป็นเพียงการชี้ประเด็นให้เห็นบางประการเท่านั้น ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ไม่ใช่ประเด็นของหนังสือเล่มนี้ ขอท่านผู้รู้ได้ช่วยต่อยอดความรู้นี้ด้วย
[1] มหามกุฏราชวิทยาลัย พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษาอะไรและพระธรรมเทศนา พ.ศ.๒๕๓๒ หน้า ๖๕๖๖
ในคัมภีร์สมันตัปปาสาทิกา อรรถกถาวินัย และหนังสือมหาวงศ์พงศาวดารลังกา ระบุว่าส่งออกไปเผยแผ่ ๙ สาย คือ
สายที่ ๑ พระมัชฌันติกเถระ ไปประกาศพระศาสนา ณ ประเทศกัสมีระ และแคว้นคันธาระ ปัจจุบันคือแคชเมียร์และอาฟกานิสถาน
สายที่ ๒ พระมหาเทวเถระ ไปมหิสมณฑล คืออินเดียข้างใต้แม่น้ำโคธาวารี ปัจจุบันคือ รัฐไมสอร์
สายที่ ๓ พระรักขิตเถระ ไปวนวาลีประเทศ แคว้นนรกะ ปัจจุบันคือบริเวณใต้เมืองบอมเบย์
สายที่ ๔ พระธรรมรักขิตเถระ ไปอปรันตกประเทศ ปัจจุบันชายทะเลด้านเหนือเมืองบอมเบย์
สายที่ ๕ พระมหาธรรมรักขิตเพระ ไปมหารัฐประเทศ ปัจจุบันคือรัฐมหาราฎร์
สายที่ ๖ พระมหารักขิตเถระ ไปโยนโลกประเทศ ปัจจุบันคืออิหร่าน
สายที่ ๗ พระมัชฌิมเถระ ไปหิมวันตประเทศ เมืองตามภูเขาหิมาลัย เช่น ประเทศเนปาล
สายที่ ๘ พระโสณเถระและพระอุตตรเถระ ไปสุวรรณภูมิ คือบริเวณประเทศไทย
สายที่ ๙ พระมหินทรเถระ ราชโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช พร้อมคณะ ไปตามพปัณณิทวีป คือเกาะสิงหล ปัจจุบันคือประเทศศรีลังกา
[2] ประวัติอนุพุทธ ๘๐ องค์ สำหรับนักธรรมโทและธรรมศึกษาโท. ไม่ระบุปี พ.ศ.ที่พิมพ์ หน้า ๘๔-๘๕
...ท่านพระอานนท์ได้ทูลขอพร ๘ ประการว่า
๑.อย่าประทานจีวรอันประณีตแก่ข้าพระพุทธเจ้า ฯ
๒.อย่าประทานบิณฑบาตอันประณีตแก่ข้าพระพุทธเจ้า ฯ
๓.อย่าโปรดให้ข้าพระพุทธเจ้าอยู่ในที่ประทับของพระองค์ ฯ
๔.อย่าทรงพาข้าพระพุทธเจ้าไปในที่นิมนต์ ฯ
๕.ขอพระองค์จงเสด็จไปสู่ที่นิมนต์ที่ข้าพระพุทธเจ้ารับไว้ ฯ
๖.ให้ข้าพระพุทธเจ้าพาบริษัทซึ่งมาเฝ้าพระองค์แต่ไกล เข้าเฝ้าในขณะที่มาแล้ว
๗.ถ้าความสงสัยของข้าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นเมื่อใด ขอให้เข้าเฝ้าทูลถามเมื่อนั้น ฯ
๘.ถ้าพระองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาเรื่องใด ในที่ลับหลังข้าพระพุทธเจ้า ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมเทศนาเรื่องนั้นแก่ข้าพระพุทธเจ้า ฯ
[3] พระธรรมวิมลโมลี ตำนานพระเจ้าตนหลวง ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒธรรมพะเยา หน้า ๔๐๕
[4] พระธรรมปิฏก (ประยุทธ ปยุตฺโต) พระพุทธศาสนาในอาเซีย ๒๕๔๐ หน้า ๓๓๘
[5] เสฐียรพงษ์ วรรณปก คำบรรยายพระไตรปิฏก ๒๕๔๓ หน้า ๗
[6] พระธรรมวิมลโมลี หนังสือประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา หน้า ๕๙๙
[7] พระมหาศรีบรรดร ถิรธมฺโม จินตลีลากับปริศนาธรรม ๒๕๔๗ หน้า ๑๔
[8] เสฐียรพงษ์ วรรณปก คำบรรยายพระไตรปิฏก ๒๕๔๓ หน้า ๓๘
มหาปุริสลักษณะในพระไตรปิฏก (ลักขณสูตร) เป็นข้อที่เป็นไปได้เพราะไม่มีลักษณะอะไรเกินเลยดังที่หนังสือรุ่นหลังเขียน (เช่น มีชิวหาใหญ่ หนังสือรุ่นหลังเขียนว่า มีพระชิวหายาวตวัดเลียบรอบท้ายทอยได้ เป็นต้น) ขอนำมาลงไว้เพื่อศึกษาพิจารณาดังต่อไปนี้
๑.พระบาทประดิษฐานเป็นอันดี (เรียบงาม)
๒.ณ ฝ่าพระบาทมีจักร มีซี่กงบริบูรณ์
๓.ส้นพระบาทยาว ๔.พระองคุลียาว
๕.ฝ่าพระหัตถ์ ฝ่าพระบาทนุ่ม ๖.พระบาทและพระหัตถ์ลายดุจตาข่าย
๗.พระบาทเหมือนสังข์คว่ำ ๘.พระชงฆ์เรียวเหมือนแข้งทราย
๙.พระหัตถ์ทั้งสองยาวยืนคลำถึงพระชานุ ๑๐.พระคุยหะเร้นในฝัก
๑๑.พระฉวีดังทอง ๑๒.พระฉวีละเอียด
๑๓.พระโลมชาติเกิดขุมละเส้น ๑๔.พระโลมชาติปลายช้อนขึ้นขดเป็นทักษิณาวัตร
๑๕.พระวรกายตรง ๑๖.พระมังสะเต็มในที่ ๗ สถาน
๑๗.กึ่งพระกายท่อนบนเหมือนท่อนหน้าของสีหะ ๑๘.ระหว่างพระอังสะเต็ม
๑๙.วาเท่ากับพระวรกาย ๒๐.พระศอกลม
๒๑.ปลายเส้นประสาทรับรสอาหารอย่างดี ๒๒.พระหนุดุจคางราสีห์
๒๓.พระทนต์ ๔๐ ซี่ ๒๔.พระทนต์เรียบเสมอ
๒๕.พระทนต์ไม่ห่าง ๒๖.พระทาฐะขาวงาม
๒๗.พระชิวหาใหญ่ ๒๘.พระสุรเสียงไพเราะดังเสียงพระพรหม
๒๙.พระเนตรดำสนิท ๓๐.ดวงพระเนตรดุจตาโค
๓๑.อุณาโลมขาวอ่อนเกิดระหว่างพระขนง ๓๒.พระเศียรดุจประดับกรอบพระพักตร์
[9] พระธรรมวิมลโมลี เมืองพะเยาจากตำนานและประวัติศาสตร์ ๒๕๔๖ หน้า ๘๘
[10] ตำนานพระเจ้าตนหลวงส่วนนี้ น่าจะมีความสัมพันธ์กับตำนานพระธาตุต่าง ๆ ในที่นี้หมายถึงพระธาตุปูปอ ซึ่งมีในเขตเมืองพะเยาอยู่ ๒ แห่ง คือ พระธาตุปูปอ กิ่งอำเภอภูกามยาว กับพระธาตุปูปอ อำเภอเชียงม่วน
environment is 1F Cartier blue balloon collar from white collar to super