บางท่านคิดว่า เราเป็นนักวิชาการเลยไม่ให้ความสำคัญในเรื่องประพรมน้ำพุทธมนต์ หรือการผูกข้อมือ การเจิม เพราะมนุษย์มีหลายจำพวกบางคนเป็นพวกพุทธจริต เน้นข้อเท็จจริงอย่างเดียวต้องการธรรมล้วน ๆ บางพวกเป็นศรัทธาจริต เน้นพิธีกรรม ต้องการกำลังใจจากพิธีกรรมทางศาสนา บางพวกเป็นโมหจริตก็ต้องการเรื่องของไสยศาสตร์ สนใจแต่วัตถุมงคลอย่างเดียว คนบางคนให้ธรรมะไปเขาก็ไม่เข้าใจหรอก ต้องให้สิ่งที่เป็นวัตถุมงคลจึงจะถูกใจถูกจริตเขา เพียงแต่ทางวัดจะสอดแทรกธรรมะสิ่งเหล่านี้ให้กับผู้คนได้อย่างไร?เท่านั้นเอง.

 

พระมหาศรีบรรดร  ถิรธมฺโม  [1] 

 

 

                เมื่อวันที่  ๑๒  มิถุนายน  ๒๕๔๖  ที่ผ่านมาข้าพเจ้าได้ไป Present  งานวิจัยเกี่ยวกับ “ วัดเป็นแหล่งการเรียน ”  ในเขตภาคเหนือ  ณ  วัดศรีโสดา  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในวันดังกล่าวข้าพเจ้าได้ยกกรณี ( Case  study )  ของวัดศรีโคมคำ  ขึ้นมานำเสนอว่าวัดในเมืองไทยน่าจะมีการสร้างวัดให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ได้อย่างไร  ?

 

                พิธีกรถามว่าเจ้าอาวาส  มีนโยบายอย่างไรต่อการจัดกระบวนทัศน์  ในการสร้างวัดให้เป็นแหล่งการเรียนรู้  ?

 

สำคัญที่ตัวผู้นำ 

 

                ข้าพเจ้าได้ตอบไปว่า  แรกสุดเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำต้องเริ่มสร้างศักยภาพของตัวเองก่อนเพราะความสามารถเฉพาะตัวนี้เอง  จะสามารถพัฒนาสิ่งที่เป็นนามธรรมสู่รูปธรรม  เช่น  พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระธรรมวิมลโมลี  เจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ ท่านประกอบไปด้วยหลักธรรมที่สำคัญอยู่  ๓  ประการ  คือ

 

                ๑.ท่านมี  จกฺขุมา  ซึ่งเป็นภาษาบาลี  ภาษาอังกฤษว่า  Vision  ภาษาไทยแปลว่า  วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล  หรือมีตาที่สามารถมองเหตุการณ์ต่าง ๆ  ออก  พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ให้ความสำคัญกับการศึกษามาตั้งแต่ต้นไม่ว่าจะโดยส่วนตัว  เช่นการขวนขวายเข้าไปศึกษาต่อหาความรู้เองที่กรุงเทพฯ  ท่านยังได้พาลูกศิษย์เข้าศึกษาต่ออีกชุดหนึ่งสมัยก่อนสงครามโลก 

     ส่วนงานด้านวิชาการพระเดชพระคุณท่านก็มีผลงานที่เป็นเอกสารและเป็นที่ยอมรับของสังคมวิชาการเกือบ  ๓๐  เรื่อง  ท่านยังได้จัดให้มีการศึกษาที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนระดับประถม (โรงเรียนเทศบาล  ๕) , โรงเรียนมัธยม (โรงเรียนพินิตประสาธน์) ,  สำนักเรียนบาลี, หอวัฒนธรรมนิทัศน์, หอจดหมายเหตุ  ฯลฯ  นอกจากนั้นก็ยังให้การสนับสนุนการจัดสร้างมหาวิทยาลัยของพะเยาทั้ง  ๒  แห่ง คือมหาวิทยาลัยสงฆ์พะเยา  และมหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศพะเยาด้วย

 

                ๒.ท่านมี  วิธูโร  ภาษาอังกฤษว่า Management  แปลเป็นภาษาไทยว่า  การจัดการ  ซึ่งวิธีการจัดการนี้ท่านได้มอบหมายให้ลูกศิษย์แต่ละคนได้รับผิดชอบเป็นแผนก ๆ ไปดำเนินการ  ซึ่งได้นำเสนอท่านทั้งหลายเป็นแผ่น  Chart  ไปแล้ว 

 

                ๓.ท่านมี   นิสฺสยสมฺปนฺโน   ภาษาอังกฤษว่า  Human  Relationship   แปลว่าความที่มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อผู้อื่น  และสิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้การจัดการศึกษาและการดำเนินงานต่าง ๆ  ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อมีแต่คนคอยช่วยเหลือเกื้อกูลด้วยดีตลอดมา

 

                พิธีกรถามว่า  ปัจจุบันนี้วัดศรีโคมคำมีการจัดวัดให้เป็นแหล่งของการเรียนรู้อย่างไรบ้าง  ?

                ข้าพเจ้าได้อธิบายว่า  แม้ทางวัดศรีโคมคำจะมีพื้นที่กว้างขวาง  โดยจัดออกเป็น  ๒  ส่วน คือส่วนของวัดศรีโคมคำ มีเนื้อที่  ๗๔  ไร่  พื้นที่ลานหน้าวัดอีก  ๑๘  ไร่  ส่วนที่เป็นพระธาตุจอมทองอีก  ๑๐๘  ไร่ เมื่อรวมเบ็ดเสร็จแล้วกว่า  ๒๐๐  ไร่  [2] แต่พื้นที่ทั้งหมดก็ถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมชุมชนแทบทุกตารางนิ้ว  โดยจะขอแบ่งออกเป็นโซน  หรือเขต ดังต่อไปนี้

 

                ๑.โซนพระธาตุจอมทอง   ซึ่งอยู่ห่างจากวัดศรีโคมคำไปทางทิศเหนือประมาณ  ๑  กิโลเมตรตั้งอยู่บนดอยใจกลางเมืองพะเยา  บริเวณดังกล่าวนี้สามารถมองดูตัวเมืองพะเยา, กว้านพะเยา ได้รอบทิศทางชัดเจน  สามารถเดินทางขึ้นสู่พระธาตุได้  ๓  ทางคือ  ทางด้านหน้าขึ้นบันไดนาค  และมีทางเบียงที่เป็นทางลาดยางรถยนต์สามารถขึ้นได้  ทางด้านทิศหลังพระธาตุสามารถขึ้นได้ทางแขวงการทางใกล้ศาลากลางจังหวัดพะเยา และทางถนนชุปเปอร์ไฮเวย์ ด้านหอจดหมายเหตุแห่งชาติ   โซนนี้อาจแยกได้เป็น  ๖  จุดดังนี้

  • จุดชมวิว  ซึ่งนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปที่ต้องการเรียนรู้ถึงระบบนิเวศวิทยาของเมืองพะเยาก็สามารถเดินทางพากันมากราบพระธาตุจอมทองแล้วชมทิวทัศน์ได้

  • สวนสมุนไพร  ซึ่งมีการสำรวจและได้จัดทำป้ายชื่อไว้ทุกต้น  เด็ก ๆ และประชาชนผู้สนใจสามารถเข้าศึกษาได้ตลอดเป็นลักษณะสวนสมุนไพรเปิดตลอด  ๒๔  ชั่วโมง

  • ศูนย์ปฏิบัติธรรม  ในปัจจุบันมีนิสิตมหาวิทยาลัยสงฆ์  ได้เข้าฝึกอบรมวิปัสสนากัมมัฏฐาน  ทุกปี  และญาติธรรมผู้สนใจได้มีกิจกรรมการปฏิบัติอยู่ทุก ๆ  เดือน

  • เป็นสถานที่ออกกำลังกายของชาวพะเยาทั้งเช้าและเย็น  เราจะเห็นชาวบ้านทั้งวิ่งทั้งเดิน ทั้งขี่จักรยานออกกำลังกายทุกวัน

  • หอจดหมายเหตุแห่งชาติ  ทางวัดได้จัดพื้นที่ส่วนหนึ่งให้เป็นที่ตั้งของหอ ฯ เพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้ของประชาชนและเป็นที่เก็บรวบรวมเอกสารเหตุการณ์ต่าง ๆ ของ  ๘  จังหวัดภาคเหนือ

  • อุทยานพระพุทธศาสนา  ทางจังหวัดพะเยาได้จัดให้บริเวณพระธาตุจอมทองเป็นอุทยานทางพระพุทธศาสนาพร้อมเสนองบประมาณเพื่อจัดทำประมาณ  ๒๐  ล้านบาท

 

.โซนอุทยานการศึกษา   โซนนี้แบ่งเป็นแหล่งการศึกษาถึง  ๓  จุดด้วยกัน

  • โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและบาลี  แผนกธรรม มีพระเณรเข้ามาศึกษาทั้งภาคปกติโดยมีการเรียนการสอนตั้งแต่นักธรรมชั้นตรี - โท และเอก  ภาคพระนวกะที่มีหลักสูตรพิเศษต่างหากเพราะเป็นการบวชระยะสั้น  ๆ   ส่วนแผนกบาลีมีการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นบาลีไวยากรณ์  ,  ประโยค ๑-๒,  ประโยค  ป.ธ.๓,  ๔,  ๕,  ๖  ส่วน  ๗-๙  เรียนตามอัธยาศัย  และในวันเสาร์อาทิตย์นักเรียนบาลียังได้เสริมการเรียนรู้ทางโลกโดยทางวัดได้จัดให้มีศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนมาเปิดสอนด้วย

  • ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์  ซึ่งในแต่ละปีจะมีเด็กขอเข้าเรียน  ๓๐๐-๔๐๐  คน  จากโรงเรียนทั้งประถม มัธยม  และอาชีวะ มากถึง  ๑๘-๒๐  โรงเรียนในเขตรอบ  ๆ  กว้านพะเยา

  • สวนศิลป์  เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีที่สามารถสื่อให้เห็นถึงความดีความชั่ว  จากนามธรรมที่ไม่สามารถถูกต้องสัมผัสได้มาเป็นรูปธรรมที่ให้แนวคิดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

                ๓.โซนพระวิหาร  โซนนี้ที่น่าสนใจมีอยู่  ๔  จุด คือ

  • องค์พระเจ้าตนหลวง   เป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองล้านนาที่มีอายุเก่าแก่รวมแล้ว  ๕๐๐  กว่าปี  โดยมีพระพุทธลักษณะครบบริบูรณ์  มีคนเล่าว่าในอดีตใครไปนมัสการองค์พระเจ้าตนหลวงแล้วถ้ามีบาปหนาจะมองไม่เห็นพระพักตร์ขององค์พระ  แต่ถ้าใครมีบุญจะมองเห็นได้อย่างชัดเจน

  • เวทีแสดงธรรม  ทุกวันพระวันธัมมัสวนะจะมีการแสดงธรรมเทศนาก่อนให้พรญาติโยมจากพระภิกษุภายในวัดซึ่งจะหมุนเวียนเปลี่ยนกันมาเทศน์ให้ฟัง  ณ  ที่นี้เองผู้ที่ต้องการสาระจากหลักธรรมก็จะมากันพอสมควร

  • ที่จัดจำหน่ายหนังสือธรรมะ  เป็นอีกมุมหนึ่งที่ผู้มากราบนมัสการพระเจ้าตนหลวงจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่  เมื่อสนใจหนังสือเล่มไหนนักเขียนท่านใด  ผู้ซื้อก็จัดการซื้อเองขายเองด้วยตัวเองโดยทางวัดจะจัดแค่หนังสือและตู้บริจาคเอาไว้เท่านั้น  นอกนั้นเป็นภาระของผู้ซื้อเอง  เรียกว่าเป็นการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมขั้นพื้นฐานที่ดีได้อีกวิธีหนึ่ง

  • พิพิธภัณฑ์พระพุทธรูปหินทราย  อันนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งอาณาจักรภูกามยาวเลยทีเดียวเพราะมีแห่งเดียวในโลก  บางท่านบอกว่าศิลปกรรมหินทรายทางภาคอีสานก็มีมากมาย  ข้าพเจ้าก็ไม่เถียง  แต่เขานำหินทรายไปสร้างเทวรูปแบบเขมรในลัทธิศาสนาพราหมณ์  แต่ถ้าเป็นพระพุทธรูปขอให้สันนิษฐานได้เลยว่านี้แหละคือศิลปเมืองพะเยาเขาละ  !

 

.โซนพระอุโบสถ์กลางน้ำ  โซนนี้แบ่งได้  ๓  จุดด้วยกัน  คือ

  • ตัวพระอุโบสถ์ซึ่งเป็นพระอุโบสถ์ทรงไทยล้านนาประยุกต์ดูแล้วสวยงามมากเมื่อมองดูตอนเวลาเย็น ๆ จะเห็นตัวพระอุโบสถ์ตัดกับกว้านพะเยาและภูเขาขนาดใหญ่ด้านหลังแล้วสามารถสร้างจินตนาการที่ตระการตาได้ ตัวพระอุโบสถ์นี้อุปถัมภ์โดยคุณขรรค์ชัย   บุญปาน แห่งเครือมติชน  และที่สำคัญหาที่ไหนไม่ได้อีกคือภาพจิตกรรมฝาผนัง งดงามมากที่วาดโดยศิลปินแห่งชาติคือคุณอังคาร  กัลยาณพงษ์  และคุณภาพตะวัน   สุวรรณกูฏ

  • ต้นไม้พูดได้          นอกจากจะให้ความร่มรื่นจากร่มเงาแล้วยังให้ความรู้จากศาสตร์ที่หลากหลายมีข้อความอันเป็นสุภาษิตเตือนใจบ้าง  คำคมที่ให้ข้อคิดสะกิดใจบ้าง

  • วังปลา  มีปลาหลากหลายชนิดที่กรมประมงและชาวบ้านที่นำมาปล่อยเพื่อเป็นสิริมงคลตามเทศกาลต่าง ๆ ทั้งต่ออายุ  สืบชาตา  และในบริเวณเดียวกันก็มีหมอดูหลากหลายประเภทดูทั้งลายมือลายเท้า  ไพ่  เป็นต้นที่ยึดต้นไม้ใกล้ ๆวังปลาเป็นแหล่งทำมาหากิน  แรก ๆ ก็ดูขัด ๆ กันอย่างไรชอบกล แต่นาน ๆ ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องของประชาชนที่ต้องการความสบายใจและดูกันสนุก ๆ ต้องการรู้อนาคตของตัวเองเผื่อว่าจะได้หาทางป้องกัน หรือระมัดระวังตัวยิ่งขึ้น

 

.โซนมหาวิทยาลัยสงฆ์ 

     โซนนี้เป็นสถาบันทางการศึกษาระดับสูงของพระพุทธศาสนา  ปัจจุบันเปิดหลักสูตรในระดับปริญญาตรี โดยเน้นพระไตรปิฎกในการเรียนการสอนผู้ที่ต้องการรู้ถึงเนื้อหาสาระของหลักธรรมหรือประวัติศาสตร์ทางศาสนาต่าง ๆ ก็สามารถเข้าศึกษาต่อได้  ปัจจุบันทางวัดได้สร้างศาลาปฏิบัติธรรมขึ้นมาอีกแห่งหนึ่งในบริเวณดังกล่าวเพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติของผู้สนใจทั้งหลาย

               

.โซนหอวัฒนธรรมนิทัศน์

                โซนนี้เป็นแหล่งข้อมูลพื้นฐานที่สามารถดูที่เดียวเข้าใจทั้งจังหวัดเลยก็ว่าได้  เพราะสถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นประตูสู่อาณาจักรภูกามยาว  ๙๐๐  กว่าปี  ได้ความรู้ตั้งแต่ประวัติศาสตร์  ศาสนา  วัฒนธรรมประเพณี  ทั้งยุคต้น-ยุคกลาง-ยุคปัจจุบัน-ความหวังหรือยุคอนาคตของพะเยาอีกด้วย  รวมไปถึงวิถีชีวิตของคนพะเยาที่มีความผูกพันกับกว้านพะเยา 

 

                นอกจากนี้แล้วทางวัดศรีโคมคำร่วมกับเทศบาลเมืองพะเยา  ได้ปรับปรุงให้บริเวณวัดให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวนันทนาการอีก  ๒  โซน  คือ

               

.ลานแสดงสินค้าหน้าวัด

                วัดได้จัดสร้างกลุ่มอาคารร้านค้าและลานจอดรถให้โดยมีพื้นที่ทั้งหมดจำนวน  ๑๘  ไร่เพื่อให้เป็นศูนย์รวมสินค้าพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์  OTOP  หรือ  ๑  ผลิตภัณฑ์  ๑  ตำบล หรือตามแต่ความสะดวกของพ่อค้าแม่ค้าที่อาจจะเสนอสินค้าประเภทเครื่องใช้ ของอุปโภคบริโภค  ของที่ระลึกอย่างอื่นก็ได้

               

.กว้านพะเยา (บริเวณติดด้านหลังวัด)

                ปัจจุบันทางเทศบาลเมืองพะเยากับการท่องเที่ยวได้จัดสรรเงินงบประมาณในการสร้างเขื่อนหลังวัดเพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและทำกิจกรรมบริเวณกว้านพะเยาในวงเงินจำนวนถึง  ๑๙  ล้านบาท

 

                วิทยากรถามว่า     ในปัจจุบันนี้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไม่ค่อยที่จะเข้าวัด  ทางวัดควรจะปรับตัวอย่างไรเพื่อรับสถานการณ์ในเหตุที่เกิดขึ้น

 

รูปแบบที่แตกต่าง 

 

            ข้าพเจ้าเสนอว่า  เมื่อต้องการให้วัดเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ก็ต้องเตรียมการที่จะตอบสนองต่อชุมชนอย่างแท้จริง  โดยมีผู้เข้ามาสู่วัดเป็นผู้กำหนดเองว่าต้องการที่จะเรียนรู้อะไร  มากน้อยแค่ไหน  ซึ่งมีผู้ให้แนวคิดไว้มากมาย แต่ที่จะนำมาพูดในที่นี้จะเน้นแนวการจัดระบบที่เรียกว่า  Soul  Center  หรือบางคนอาจจะเรียกว่า  Super  Market  ทางจิตวิญญาณก็ได้  รูปแบบดังกล่าวก็คือ ในแต่ละวัดจะมีศูนย์กลางแผนกต้อนรับ  หรือประชาสัมพันธ์เอาไว้คอยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว  สมมติว่า...........

 

                นาย  ก  เดินเข้ามาพูดว่าท่านครับ  “ ผมมีปัญหา  ผมต้องการคำปรึกษา”  เราก็มีศูนย์กลางที่มีคนรับผิดชอบคอยอำนวยความสะดวก ชี้ไปโน้น  “ โยมไปช่องที่หนึ่ง  จะมีพระที่มีความรู้ดีคอยชี้แนะ รับปรึกษาให้ฟรี ”    เอาแบบบาทหลวงที่สามารถสารภาพบาปได้ด้วยยิ่งดี

               

                คุณนาย  ข  เดินเข้ามาบอกว่า  “ ดิฉันต้องการขวัญและกำลังใจ ”  ก็เชิญไปช่องที่  ๒  เรามีวัตถุมงคลให้เป็นเหรียญพระ  ผ้ายันต์  อาจมีการแถมรดน้ำมนต์ให้อีกเอ้า.....

                นางสาว  ค  เดินเข้ามาบอกว่า  “ หนูอยากถวายสังฆทาน ”  ก็เชิญไปช่องที่  ๓  เลยจะมีพระท่านนั่งรับสังฆทานอยู่ 

                คุณครู  ง  เดินเข้ามาบอกว่า  “ผมต้องการความสงบ” โน้นเลยโยมช่องที่  ๔  กำลังเข้าปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่พอดี เชิญเลย  อย่างนี้เป็นต้น

 

                อันนี้แหละเราจะสามารถจัดวัดให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ได้โดยเราไม่ต้องมีหลักสูตรตายตัว  คิดว่าเราจะทำอย่างไรที่จะตอบสนองสังคมชุมชนได้ และเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณให้กับเขาได้

 

เอาจริตความต้องการเป็นตัวกำหนด 

 

     บางท่านคิดว่า  เราเป็นนักวิชาการเลยไม่ให้ความสำคัญในเรื่องประพรมน้ำพุทธมนต์  หรือการผูกข้อมือ  การเจิม  เพราะมนุษย์มีหลายจำพวกบางคนเป็นพวกพุทธจริต  เน้นข้อเท็จจริงอย่างเดียวต้องการธรรมล้วน  ๆ  บางพวกเป็นศรัทธาจริต  เน้นพิธีกรรม ต้องการกำลังใจจากพิธีกรรมทางศาสนา  บางพวกเป็นโมหจริตก็ต้องการเรื่องของไสยศาสตร์ สนใจแต่วัตถุมงคลอย่างเดียว  คนบางคนให้ธรรมะไปเขาก็ไม่เข้าใจหรอก  ต้องให้สิ่งที่เป็นวัตถุมงคลจึงจะถูกใจถูกจริตเขา  เพียงแต่ทางวัดจะสอดแทรกธรรมะสิ่งเหล่านี้ให้กับผู้คนได้อย่างไร?เท่านั้นเอง.


 

[1] บทความในวารสารแสงโคมคำ  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตพะเยา  ปีที่  ๒  ฉบับที่   ๔    เดือนกรกฎาคม   ๒๕๔๖  หน้า  ๔-๖

[2] จำนวนดังกล่าวนี้เป็นการประเมินจากเอกสารที่มี  ถ้าคำนวนตามคำบอกเล่าของพระธรรมวิมลโมลี  คาดว่ามีมากกว่า  ๕๐๐  ไร่