ประเพณีเดือนแปดเป็ง
วิมล ปิงเมืองเหล็ก
อาจารย์พิเศษ มจร.วิทยาเขตพะเยา
.......งานสมโภชองค์พระเจ้าตนหลวงครั้งแรกเป็นอย่างไรในตำนานไม่ได้มีการบันทึกไว้ แต่เชื่อว่าจะต้องมีพิธีกรรมทางล้านนาอย่างสมบูรณ์ นับตั้งแต่ไหว้พระสวดมนต์ ตักบาตร เทศน์แบบล้านนา และกลางคืนมีการสวดเบิกตลอดคืนจนสว่าง บางตำนานบอกไว้ งานสมโภชครั้งแรกใช้เวลาถึง ๑ เดือนเต็ม และที่จะขาดไม่ได้คือประชาชนที่มางานนมัสการพระเจ้าตนหลวงจะนำ “ ตุง ” มาถวายเป็นจำนวนมากเพราะมีความเชื่อว่าถ้าได้ถวายตุงหรือ ตานตุง ตายไปหางตุงจะเกาะเกี่ยววิญญาณขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ตามตำนานพระเจ้าตนหลวงได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ดังนี้
ตุงกับพระเจ้าตนหลวง
มีอำมาตย์คนหนึ่งชื่อว่า สิงห์กุตตะ เคยตัดตุงถวายพระเจ้าตนหลวง ครั้นตายไปด้วยจิตไม่บริสุทธิ์จึงได้ไปตกนรกพญายมราชเห็นอานิสงส์ของการถวายตุง จึงให้ตุงเกาะเกี่ยวสู่เมืองฟ้าเมืองสวรรค์ อีกเรื่องหนึ่ง มีพรานป่าชื่อปะสะพราน เป็นคนใจดำอำมหิตไล่ล่าฆ่าสัตว์ในป่าได้เห็นคนปักตุงบูชาพระเจ้าตนหลวงมีความงดงาม พอกลับมาบ้านจึงตัดผ้าเป็นตุงผืนหนึ่งไปถวายพระเจ้าตนหลวง ครั้นเมื่อตายไปจึงไปตกนรกตามกรรมที่ทำไว้ แต่มีหางตุงมาเกี่ยวตัวไว้ ๒ – ๓ ครั้ง จึงพ้นจากนรกพญายมราชเห็นดังนั้นจึงให้ไปอยู่เมืองฟ้าเมืองสวรรค์
และเรื่องสุดท้ายเกิดเมื่อจุลศักราชได้ ๙๐๖ ตัว หรือปีพุทธศักราชได้ ๒๐๘๙ มีชาวเมืองฝางคนหนึ่งชื่อขะหนานกุมาร ได้นำตุงสีขาวมาบูชาพระเจ้าตนหลวง เมื่อถวายแล้วได้ขึ้นไปปักตุงบนยอดเสา แต่พลาดมาตายขณะที่วิญญาณยังลอยล่องอยู่นั้น ได้เห็นตุงของตนจึงคว้าได้หางตุงพาไปสู่เมืองฟ้าเมืองสวรรค์ เมื่อเทวดาและพระอินทร์ทั้งหลายเห็นจึงจำได้ว่า ชายคนนี้ได้ถวายตุงแก่พระเจ้าตนหลวงซึ่งพวกเทวดาและพระยาอินทร์ช่วยกันปั้นแต่งขะเบ็ดหน้า เมื่อคราวสร้างพระเจ้าตนหลวงจึงช่วยกันนำขะหนานกลับมาเป็นคนยังเมืองเดิม คือขะหนานตกจากเสาตุงยามเช้า พอยามค่ำก็ฟื้นคืนเป็นคนมีชีวิตปกติ เพราะฉะนั้นงานประเพณีสมโภชพระเจ้าตนหลวงจึงมีคนนำตุงมาถวายด้วยเหตุนี้
ต่อมาพอถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หรือวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ หรือชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า เดือนแปดเป็ง จึงเป็นวันที่ชาวพุทธทั้งจังหวัดพะเยา จังหวัดใกล้เคียงหรือแม้แต่ชาวไทยใหญ่จากเมืองเชียงตุง ประเทศพม่าจะมาสระสรวงสรงน้ำพระเจ้าตนหลวงกันอย่างเนื่องแน่น เรียกว่า งานประเพณีนมัสการพระเจ้าตนหลวง
จากการบอกเล่าของอาจารย์วิรัตน์ ปัญจบุรี ปัจจุบันอายุ ๗๒ ปี ได้เล่าให้ฟังว่าสมัยที่ท่านเป็นเด็ก (ประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๐) งานนมัสการพระเจ้าตนหลวงถือว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มากจะมีคนจากต่างจังหวัด เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง งาว ลำพูน วังเหนือ พาน เชียงราย และ “ พวก หล่ายหน้า ” คือชาวไทยใหญ่ในเขตประเทศพม่า จะเดินทางกันมาตั้งแต่วันขึ้น ๑๓ ค่ำ จนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำโดยมานอนแรมแกมมื้อ ภายในวิหารและศาลาบาตร รอบ ๆ พระวิหารใหญ่เต็มไปหมด
ส่วนชาวพะเยาไม่ว่าจะเป็นพวกที่อยู่หล่ายกว้าน จำป่าหวาย แม่กา ร่องห้า ดงเจน แม่อิง และเขตอำเภอเมือง แม่ต๋ำ จะนั่งเกวียนมาเป็นกลุ่ม ๆ โดยเตรียมหม้อนึ้งไหข้าวและเครื่องนอนมานอนค้างแรมกันที่วิหารและศาลาบาตรหรือบางทีล้นออกมาทางเดินระหว่างพระวิหารและศาลาบาตรก็มี
ชาวบ้านที่อยู่หล่ายกว้าน เช่น บ้านสันเวียงใหม่ ทุ่งกิ่ว สันกว้าน ร่องไฮ จะพายเรือข้ามฟากมากันเป็นหมู่บ้านและมาจอดหลังวัดพระเจ้าตนหลวง ส่วนชาวบ้านต๋อมและบ้านต้ำจะเดินข้ามสะพานขุนเดช
บรรยากาศในงานแปดเป็ง
บริเวณวัดรอบพระวิหารและศาลาบาตรจะมีชาวบ้านนำของพื้นเมืองและผลไม้ ผักมาจำหน่ายโดยหาบใส่เป็นกระบุงวางเรียงรายตามร่มไม้ของพื้นเมืองมีตั้งแต่หัวหอม กระเทียม หมาก พลู น้ำอ้อย ส่วนของป่า ปลาปิ้ง น้ำพริกหนุ่ม ที่ขาดไม่ได้คือปลาส้ม ปลาฟัก และขี้ปลาขมโดยเฉพาะขี้ปลาจะต้องเป็นปลาสะหลากเพราะมีรสขมและมันจะบรรจุอยู่ในกระบอกไม้ไผ่หรือห่อจ๊อก (ห่อใบตอง) จะเป็นพวกผลไม้ป่า เช่น มะม่วงแก้ว มะม่วงจิฮีด (จิ้งหรีด) มะไฟป่า กล้วย มะพร้าว มะปราง เป็นต้น โดยเฉพาะมะม่วงแก้วและมะม่วงจิฮีด ชาวบ้านนิยมนำแกนของมันเจาะเมล็ดข้างในออกเหลือแต่เปลือกหรือแกนแข็ง ๆ เสร็จแล้วจะนำดินไฟ (เผ่า) บรรจุเข้าไปแล้วหาก้านมะพร้าวมามัดเป็นหางใส่สายชนวนพอจุดไฟจะเป็นบอกไฟพุ่งขึ้นฟ้าเรียกว่า บอกไฟจิฮีด
ส่วนอาหารพื้นเมืองจะมีขายแทบทุกชนิด ตั้งแต่ลาบจิ้น แกงอ่อม ขนมจีนน้ำเงี้ยว อ๊อกปลา และที่ขึ้นชื่อที่สุด คือไก่อบซึ่งเป็นไก่พื้นเมืองมีน้ำขลุกขลิกกลิ่นหอม คนที่จะนิยมซื้อกินนอกจากคนมาเที่ยวงานแล้วยังมีชาวบ้านที่มานอนวัดแล้วนำหม้อนึ้งไหข้าวมานึ่งข้าวส่วนอาหารก็ซื้อจากแม่ค้าดังกล่าว
วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หรือ วันเดือนแปดเป็งหลังจากชาวบ้านจะทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ในตอนเช้าแล้วก็จะมีการแห่ครัวทานของวัดต่าง ๆ ทยอยเข้ามาในบริเวณวัดพระเจ้าตนหลวงขบวนครัวทานจะประกอบไปด้วยขบวนปราสาท สังข์เข็ด มณฑป หอผ้า ปังวัน หลังก๋าย (คล้ายปราสาท) ฉัตร ๕ ชั้นหรือ ๘ ชั้นมีเครื่องไทยทานแขวนสายโยง ต้นคา การละเล่นต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะทำเป็นหุ่นไม้ในท่าต่าง ๆ โดยเลียนแบบวิถีชีวิต มีดนตรี ประเภทปาดฆ้อง กลอง กลองมองเซิงประกอบให้คึกครื้น
สมัยก่อนจะมีพระสงฆ์เดินนำหน้าขบวนครัวทานพอมาถึงหน้าวัดจะมีศรัทธาวัดพระเจ้าตนหลวงและวัดอื่น ๆ ยืนรอรับสักการะด้วยข้าวตอกดอกไม้และมีขันดอกไม้ธูปเทียนนิมนต์เข้าวัดและบางส่วนจะเข้าไปช่วยหามครัวทานแทนคณะศรัทธาของวัดที่แห่ครัวทานมาซึ่งเป็นภาพที่ประทับใจเป็นอย่างยิ่งตลอดวันเดือนแปดเป็งจะเป็นการนมัสการสระสรวงสรงน้ำพระเจ้าตนหลวงถวายอาหารแก่พระสงฆ์ ถวายจตุปัจจัยกับพระสงฆ์ที่นิมนต์มารับเครื่องไทยทาน ตลอดกลางคืนจะมีการเทศน์ทำนองล้านนาที่มีความไพเราะเพราะพริ้ง และมีการสวดเบิกพระสงฆ์สามเณรของวัดต่าง ๆ ที่นิมนต์มาซึ่งมีตลอดทั้งคืน
การสรงน้ำพระเจ้าตนหลวงสมัยนั้นเขาจะมีกระบอกสูบน้ำเป็นทองเหลืองขนาดใหญ่ฉีดขึ้นไปถึงองค์พระ ปัจจุบันกระบอกสูบอยู่ที่วัดพระเจ้าตนหลวงแต่ใช้การไม่ได้แล้ว
การละเล่นในงานประเพณี
บริเวณด้านนอกวัด คือบริเวณสนามด้านหน้าวัดจะมีมหรสพต่าง ๆ มากมายส่วนใหญ่จะเป็นการละเล่นศิลปะพื้นบ้าน เช่น ซอ เป็นต้น นอกจากนั้นจะมีร้านค้าขายอาหารพื้นบ้านและเหล้าเถื่อนหรือเหล้าขาว หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผ่านไปมหรสพเริ่มจะมีพวกคณะรำวง มวย ชิงช้าสวรรค์และรถไต่ถังเข้ามาแสดง โดยเฉพาะคณะรำวงที่มีชื่อมาจากจังหวัดเชียงใหม่ชื่อหัวหน้าคณะวิเชียร พวกหนุ่ม ๆ ทั้งชาวพะเยาและจังหวัดใกล้เคียงติดกันงอมแงม บางคืนต้องรำกันถึงสว่างส่วนราคาบัตรรำวงนั้นถ้าเป็นพวงมาลัยราคา ๕ บาท ถ้าเป็นบัตรธรรมดาราคาเพียง ๑ บาทต่อรอบเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าใครได้รำวงมอบพวงมาลัยถือว่าเป็นพวกมีสตางค์หรือไม่ก็เป็นพวกข้าราชการ เช่น ครู ปลัดอำเภอและตำรวจ เป็นต้น
บริเวณเดียวกันนี้ตอนกลางวันจะมีการแข่งขันบอกไฟขึ้น มีบอกไฟจาก “ ตำฮา ” (สูตร) จากวัดต่าง ๆ มาแข่งขันกันมากมาย ส่วนใหญ่จะใส่มากับ “ ขะแย๋ ” (ที่วางบอกไฟทำด้วยไม้ตีไขว้กันเป็นชั้น ๆ ) “ ก้างบอกไฟ” หรือที่จุดบอกไฟจะอยู่ใกล้กับโรงเรียนเทศบาล ๕ ในปัจจุบันโดยจุดให้บอกไฟขึ้นท้องฟ้าตกบริเวณป่าช้าจีนซึ่งสมัยก่อนเป็นป่าทั้งหมด
บอกไฟของใครขึ้นได้สูงและชนะเจ้าของตำฮาจะถูกแบกขึ้น ขะแย๋ แห่กันรอบ ๆ บริเวณ เจ้าตำรับ ตำรา บอกไฟที่มีชื่อเสียงที่สุดในขณะนั้นชื่อว่าบุญมาฟ้าต่ำ เป็นคนบ้านบัว ตำบลตุ่น อำเภอเมืองพะเยา ฟังฉายาแล้วเชื่อว่าบอกไฟคงจะเหินฟ้าจนหายจ้อย ๆ พอตกกลางคืนจะมีการแข่งขันบอกไฟดอกจุดถวายพระเจ้าตนหลวงและมีการประชันตำราของบอกไฟคล้ายบอกไฟขึ้น
งานประเพณีนมัสการพระเจ้าตนหลวงซึ่งจัดประจำทุกปีและเป็นงานที่รู้จักกันดีในล้านนาโดยไม่ต้องโฆษณาประชาสัมพันธ์ภายหลังงานได้มีรูปแบบเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม เช่น การคมนาคมสะดวกสบายขึ้นประชาชนสามารถเดินทางไปกลับ ได้ภายในวันเดียวการจะหอบเข้าของมานอนที่วัดจำนวนมากก็ลดน้อยลง คงเหลือผู้สูงอายุ และผู้ถือศีลแปดเป็นประจำเท่านั้นที่มานอนในพระวิหารในวันเพ็ญเดือน ๘
ส่วนเกวียนซึ่งเป็นพาหนะของผู้คนก็หมดหน้าที่ของมันลงไปกลายเป็นรถสองแถว รถเมล์ และรถยนต์ส่วนตัวเข้ามาแทนที่สมัยก่อนสามล้อปั่นมีบทบาทในการขนส่งผู้คนในงานประเพณี พอถึงเวลามีงานนอกจากสามล้อของคนพะเยาแล้วยังมีสามล้อของอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงมาบริการกันอย่างคึกคัก
แปดเป็งที่เปลี่ยนไป
ร้านค้าต่าง ๆ ที่มาขายในงานก็เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นของกลุ่มพ่อค้าเร่ร่อนที่ตั้งกลุ่มไปประมูลกันซึ่งมาจากต่างถิ่น สินค้าพื้นเมืองของคนพื้นบ้านก็ลดลงเหลือไม่กี่เจ้าและการจัดงานก็เข้าไปในรูปเชิงพาณิชย์มากขึ้น
จุดมุ่งหมายใหญ่ของงานประเพณีนมัสการพระเจ้าตนหลวง คือ เทศกาลของชาวพุทธจะได้มากราบไหว้ถือศีลกินทานกับพระเจ้าตนหลวง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวพะเยาและล้านนามากกว่าเป็นเทศกาลขายสินค้า ดังที่เห็นในปัจจุบัน สมควรหรือยังที่หน่วยงานทุกฝ่ายในจังหวัดพะเยาจะต้องมาจับเข่าคุยกันหารูปแบบในการจัดงานให้มีกลิ่นไอในอดีตขึ้นมาใหม่ และเชื่อว่าการที่หลายฝ่ายกำลังแสวงหางานประจำจังหวัดพะเยานั้น “ งานเดือนแปดเป็ง ” นี่แหละเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด