จุดมุ่งหมายใหญ่ของงานประเพณีนมัสการพระเจ้าตนหลวง คือ เทศกาลของชาวพุทธจะได้มากราบไหว้ถือศีลกินทานกับพระเจ้าตนหลวง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวพะเยาและล้านนามากกว่าเป็นเทศกาลขายสินค้า ดังที่เห็นในปัจจุบัน สมควรหรือยังที่หน่วยงานทุกฝ่ายในจังหวัดพะเยาจะต้องมาจับเข่าคุยกันหารูปแบบในการจัดงานให้มีกลิ่นไอในอดีตขึ้นมาใหม่ และเชื่อว่าการที่หลายฝ่ายกำลังแสวงหางานประจำจังหวัดพะเยานั้น “ งานเดือนแปดเป็ง ” นี่แหละเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด

ประเพณีเดือนแปดเป็ง 

วิมล  ปิงเมืองเหล็ก

                                  อาจารย์พิเศษ  มจร.วิทยาเขตพะเยา

 

                .......งานสมโภชองค์พระเจ้าตนหลวงครั้งแรกเป็นอย่างไรในตำนานไม่ได้มีการบันทึกไว้  แต่เชื่อว่าจะต้องมีพิธีกรรมทางล้านนาอย่างสมบูรณ์  นับตั้งแต่ไหว้พระสวดมนต์  ตักบาตร  เทศน์แบบล้านนา  และกลางคืนมีการสวดเบิกตลอดคืนจนสว่าง  บางตำนานบอกไว้  งานสมโภชครั้งแรกใช้เวลาถึง  ๑  เดือนเต็ม และที่จะขาดไม่ได้คือประชาชนที่มางานนมัสการพระเจ้าตนหลวงจะนำ  “ ตุง ”  มาถวายเป็นจำนวนมากเพราะมีความเชื่อว่าถ้าได้ถวายตุงหรือ  ตานตุง ตายไปหางตุงจะเกาะเกี่ยววิญญาณขึ้นสู่สรวงสวรรค์  ตามตำนานพระเจ้าตนหลวงได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ดังนี้

 

ตุงกับพระเจ้าตนหลวง

 

                มีอำมาตย์คนหนึ่งชื่อว่า  สิงห์กุตตะ  เคยตัดตุงถวายพระเจ้าตนหลวง  ครั้นตายไปด้วยจิตไม่บริสุทธิ์จึงได้ไปตกนรกพญายมราชเห็นอานิสงส์ของการถวายตุง  จึงให้ตุงเกาะเกี่ยวสู่เมืองฟ้าเมืองสวรรค์  อีกเรื่องหนึ่ง  มีพรานป่าชื่อปะสะพราน  เป็นคนใจดำอำมหิตไล่ล่าฆ่าสัตว์ในป่าได้เห็นคนปักตุงบูชาพระเจ้าตนหลวงมีความงดงาม พอกลับมาบ้านจึงตัดผ้าเป็นตุงผืนหนึ่งไปถวายพระเจ้าตนหลวง ครั้นเมื่อตายไปจึงไปตกนรกตามกรรมที่ทำไว้  แต่มีหางตุงมาเกี่ยวตัวไว้  ๒ – ๓  ครั้ง  จึงพ้นจากนรกพญายมราชเห็นดังนั้นจึงให้ไปอยู่เมืองฟ้าเมืองสวรรค์

 

     และเรื่องสุดท้ายเกิดเมื่อจุลศักราชได้  ๙๐๖  ตัว  หรือปีพุทธศักราชได้  ๒๐๘๙  มีชาวเมืองฝางคนหนึ่งชื่อขะหนานกุมาร  ได้นำตุงสีขาวมาบูชาพระเจ้าตนหลวง  เมื่อถวายแล้วได้ขึ้นไปปักตุงบนยอดเสา  แต่พลาดมาตายขณะที่วิญญาณยังลอยล่องอยู่นั้น  ได้เห็นตุงของตนจึงคว้าได้หางตุงพาไปสู่เมืองฟ้าเมืองสวรรค์  เมื่อเทวดาและพระอินทร์ทั้งหลายเห็นจึงจำได้ว่า ชายคนนี้ได้ถวายตุงแก่พระเจ้าตนหลวงซึ่งพวกเทวดาและพระยาอินทร์ช่วยกันปั้นแต่งขะเบ็ดหน้า  เมื่อคราวสร้างพระเจ้าตนหลวงจึงช่วยกันนำขะหนานกลับมาเป็นคนยังเมืองเดิม  คือขะหนานตกจากเสาตุงยามเช้า  พอยามค่ำก็ฟื้นคืนเป็นคนมีชีวิตปกติ  เพราะฉะนั้นงานประเพณีสมโภชพระเจ้าตนหลวงจึงมีคนนำตุงมาถวายด้วยเหตุนี้

 

                ต่อมาพอถึงวันขึ้น  ๑๕  ค่ำ เดือน  ๖  หรือวันขึ้น  ๑๕  ค่ำเดือน  ๘  หรือชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า เดือนแปดเป็ง  จึงเป็นวันที่ชาวพุทธทั้งจังหวัดพะเยา  จังหวัดใกล้เคียงหรือแม้แต่ชาวไทยใหญ่จากเมืองเชียงตุง  ประเทศพม่าจะมาสระสรวงสรงน้ำพระเจ้าตนหลวงกันอย่างเนื่องแน่น  เรียกว่า  งานประเพณีนมัสการพระเจ้าตนหลวง

 

                จากการบอกเล่าของอาจารย์วิรัตน์  ปัญจบุรี  ปัจจุบันอายุ  ๗๒  ปี ได้เล่าให้ฟังว่าสมัยที่ท่านเป็นเด็ก (ประมาณ  พ.ศ. ๒๔๘๐)  งานนมัสการพระเจ้าตนหลวงถือว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มากจะมีคนจากต่างจังหวัด  เช่น  จังหวัดเชียงใหม่  ลำปาง  งาว  ลำพูน  วังเหนือ  พาน  เชียงราย  และ “ พวก หล่ายหน้า ”  คือชาวไทยใหญ่ในเขตประเทศพม่า  จะเดินทางกันมาตั้งแต่วันขึ้น  ๑๓  ค่ำ จนถึงวันขึ้น  ๑๕  ค่ำโดยมานอนแรมแกมมื้อ  ภายในวิหารและศาลาบาตร  รอบ ๆ พระวิหารใหญ่เต็มไปหมด

 

                ส่วนชาวพะเยาไม่ว่าจะเป็นพวกที่อยู่หล่ายกว้าน  จำป่าหวาย  แม่กา  ร่องห้า  ดงเจน  แม่อิง  และเขตอำเภอเมือง  แม่ต๋ำ  จะนั่งเกวียนมาเป็นกลุ่ม ๆ โดยเตรียมหม้อนึ้งไหข้าวและเครื่องนอนมานอนค้างแรมกันที่วิหารและศาลาบาตรหรือบางทีล้นออกมาทางเดินระหว่างพระวิหารและศาลาบาตรก็มี

                ชาวบ้านที่อยู่หล่ายกว้าน  เช่น  บ้านสันเวียงใหม่  ทุ่งกิ่ว  สันกว้าน  ร่องไฮ  จะพายเรือข้ามฟากมากันเป็นหมู่บ้านและมาจอดหลังวัดพระเจ้าตนหลวง  ส่วนชาวบ้านต๋อมและบ้านต้ำจะเดินข้ามสะพานขุนเดช

 

บรรยากาศในงานแปดเป็ง

 

                บริเวณวัดรอบพระวิหารและศาลาบาตรจะมีชาวบ้านนำของพื้นเมืองและผลไม้  ผักมาจำหน่ายโดยหาบใส่เป็นกระบุงวางเรียงรายตามร่มไม้ของพื้นเมืองมีตั้งแต่หัวหอม  กระเทียม  หมาก  พลู  น้ำอ้อย  ส่วนของป่า  ปลาปิ้ง  น้ำพริกหนุ่ม  ที่ขาดไม่ได้คือปลาส้ม  ปลาฟัก  และขี้ปลาขมโดยเฉพาะขี้ปลาจะต้องเป็นปลาสะหลากเพราะมีรสขมและมันจะบรรจุอยู่ในกระบอกไม้ไผ่หรือห่อจ๊อก (ห่อใบตอง)  จะเป็นพวกผลไม้ป่า เช่น  มะม่วงแก้ว  มะม่วงจิฮีด (จิ้งหรีด)  มะไฟป่า  กล้วย  มะพร้าว  มะปราง  เป็นต้น  โดยเฉพาะมะม่วงแก้วและมะม่วงจิฮีด  ชาวบ้านนิยมนำแกนของมันเจาะเมล็ดข้างในออกเหลือแต่เปลือกหรือแกนแข็ง ๆ เสร็จแล้วจะนำดินไฟ (เผ่า)  บรรจุเข้าไปแล้วหาก้านมะพร้าวมามัดเป็นหางใส่สายชนวนพอจุดไฟจะเป็นบอกไฟพุ่งขึ้นฟ้าเรียกว่า  บอกไฟจิฮีด

               

     ส่วนอาหารพื้นเมืองจะมีขายแทบทุกชนิด  ตั้งแต่ลาบจิ้น  แกงอ่อม  ขนมจีนน้ำเงี้ยว  อ๊อกปลา  และที่ขึ้นชื่อที่สุด  คือไก่อบซึ่งเป็นไก่พื้นเมืองมีน้ำขลุกขลิกกลิ่นหอม  คนที่จะนิยมซื้อกินนอกจากคนมาเที่ยวงานแล้วยังมีชาวบ้านที่มานอนวัดแล้วนำหม้อนึ้งไหข้าวมานึ่งข้าวส่วนอาหารก็ซื้อจากแม่ค้าดังกล่าว

 

                วันขึ้น  ๑๕  ค่ำ เดือน  ๘  หรือ วันเดือนแปดเป็งหลังจากชาวบ้านจะทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ในตอนเช้าแล้วก็จะมีการแห่ครัวทานของวัดต่าง ๆ ทยอยเข้ามาในบริเวณวัดพระเจ้าตนหลวงขบวนครัวทานจะประกอบไปด้วยขบวนปราสาท  สังข์เข็ด  มณฑป  หอผ้า  ปังวัน  หลังก๋าย (คล้ายปราสาท)  ฉัตร  ๕  ชั้นหรือ  ๘  ชั้นมีเครื่องไทยทานแขวนสายโยง  ต้นคา การละเล่นต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะทำเป็นหุ่นไม้ในท่าต่าง ๆ โดยเลียนแบบวิถีชีวิต  มีดนตรี  ประเภทปาดฆ้อง  กลอง  กลองมองเซิงประกอบให้คึกครื้น 

 

     สมัยก่อนจะมีพระสงฆ์เดินนำหน้าขบวนครัวทานพอมาถึงหน้าวัดจะมีศรัทธาวัดพระเจ้าตนหลวงและวัดอื่น ๆ ยืนรอรับสักการะด้วยข้าวตอกดอกไม้และมีขันดอกไม้ธูปเทียนนิมนต์เข้าวัดและบางส่วนจะเข้าไปช่วยหามครัวทานแทนคณะศรัทธาของวัดที่แห่ครัวทานมาซึ่งเป็นภาพที่ประทับใจเป็นอย่างยิ่งตลอดวันเดือนแปดเป็งจะเป็นการนมัสการสระสรวงสรงน้ำพระเจ้าตนหลวงถวายอาหารแก่พระสงฆ์  ถวายจตุปัจจัยกับพระสงฆ์ที่นิมนต์มารับเครื่องไทยทาน  ตลอดกลางคืนจะมีการเทศน์ทำนองล้านนาที่มีความไพเราะเพราะพริ้ง และมีการสวดเบิกพระสงฆ์สามเณรของวัดต่าง ๆ ที่นิมนต์มาซึ่งมีตลอดทั้งคืน

                การสรงน้ำพระเจ้าตนหลวงสมัยนั้นเขาจะมีกระบอกสูบน้ำเป็นทองเหลืองขนาดใหญ่ฉีดขึ้นไปถึงองค์พระ  ปัจจุบันกระบอกสูบอยู่ที่วัดพระเจ้าตนหลวงแต่ใช้การไม่ได้แล้ว

 

การละเล่นในงานประเพณี

 

                บริเวณด้านนอกวัด คือบริเวณสนามด้านหน้าวัดจะมีมหรสพต่าง ๆ มากมายส่วนใหญ่จะเป็นการละเล่นศิลปะพื้นบ้าน  เช่น  ซอ เป็นต้น  นอกจากนั้นจะมีร้านค้าขายอาหารพื้นบ้านและเหล้าเถื่อนหรือเหล้าขาว  หลังจากสงครามโลกครั้งที่  ๒  ผ่านไปมหรสพเริ่มจะมีพวกคณะรำวง  มวย  ชิงช้าสวรรค์และรถไต่ถังเข้ามาแสดง โดยเฉพาะคณะรำวงที่มีชื่อมาจากจังหวัดเชียงใหม่ชื่อหัวหน้าคณะวิเชียร  พวกหนุ่ม ๆ  ทั้งชาวพะเยาและจังหวัดใกล้เคียงติดกันงอมแงม  บางคืนต้องรำกันถึงสว่างส่วนราคาบัตรรำวงนั้นถ้าเป็นพวงมาลัยราคา  ๕  บาท  ถ้าเป็นบัตรธรรมดาราคาเพียง  ๑  บาทต่อรอบเท่านั้น  เพราะฉะนั้นถ้าใครได้รำวงมอบพวงมาลัยถือว่าเป็นพวกมีสตางค์หรือไม่ก็เป็นพวกข้าราชการ เช่น  ครู  ปลัดอำเภอและตำรวจ  เป็นต้น

 

                บริเวณเดียวกันนี้ตอนกลางวันจะมีการแข่งขันบอกไฟขึ้น   มีบอกไฟจาก  “ ตำฮา ”  (สูตร)  จากวัดต่าง ๆ มาแข่งขันกันมากมาย  ส่วนใหญ่จะใส่มากับ  “ ขะแย๋ ”  (ที่วางบอกไฟทำด้วยไม้ตีไขว้กันเป็นชั้น ๆ )  “ ก้างบอกไฟ”  หรือที่จุดบอกไฟจะอยู่ใกล้กับโรงเรียนเทศบาล  ๕  ในปัจจุบันโดยจุดให้บอกไฟขึ้นท้องฟ้าตกบริเวณป่าช้าจีนซึ่งสมัยก่อนเป็นป่าทั้งหมด 

     บอกไฟของใครขึ้นได้สูงและชนะเจ้าของตำฮาจะถูกแบกขึ้น  ขะแย๋  แห่กันรอบ  ๆ  บริเวณ  เจ้าตำรับ  ตำรา  บอกไฟที่มีชื่อเสียงที่สุดในขณะนั้นชื่อว่าบุญมาฟ้าต่ำ  เป็นคนบ้านบัว  ตำบลตุ่น  อำเภอเมืองพะเยา  ฟังฉายาแล้วเชื่อว่าบอกไฟคงจะเหินฟ้าจนหายจ้อย ๆ พอตกกลางคืนจะมีการแข่งขันบอกไฟดอกจุดถวายพระเจ้าตนหลวงและมีการประชันตำราของบอกไฟคล้ายบอกไฟขึ้น

 

                งานประเพณีนมัสการพระเจ้าตนหลวงซึ่งจัดประจำทุกปีและเป็นงานที่รู้จักกันดีในล้านนาโดยไม่ต้องโฆษณาประชาสัมพันธ์ภายหลังงานได้มีรูปแบบเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม  เช่น  การคมนาคมสะดวกสบายขึ้นประชาชนสามารถเดินทางไปกลับ  ได้ภายในวันเดียวการจะหอบเข้าของมานอนที่วัดจำนวนมากก็ลดน้อยลง  คงเหลือผู้สูงอายุ  และผู้ถือศีลแปดเป็นประจำเท่านั้นที่มานอนในพระวิหารในวันเพ็ญเดือน  ๘ 

 

     ส่วนเกวียนซึ่งเป็นพาหนะของผู้คนก็หมดหน้าที่ของมันลงไปกลายเป็นรถสองแถว  รถเมล์  และรถยนต์ส่วนตัวเข้ามาแทนที่สมัยก่อนสามล้อปั่นมีบทบาทในการขนส่งผู้คนในงานประเพณี  พอถึงเวลามีงานนอกจากสามล้อของคนพะเยาแล้วยังมีสามล้อของอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงมาบริการกันอย่างคึกคัก

 

แปดเป็งที่เปลี่ยนไป

 

                ร้านค้าต่าง ๆ ที่มาขายในงานก็เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นของกลุ่มพ่อค้าเร่ร่อนที่ตั้งกลุ่มไปประมูลกันซึ่งมาจากต่างถิ่น  สินค้าพื้นเมืองของคนพื้นบ้านก็ลดลงเหลือไม่กี่เจ้าและการจัดงานก็เข้าไปในรูปเชิงพาณิชย์มากขึ้น

 

                จุดมุ่งหมายใหญ่ของงานประเพณีนมัสการพระเจ้าตนหลวง คือ เทศกาลของชาวพุทธจะได้มากราบไหว้ถือศีลกินทานกับพระเจ้าตนหลวง  ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวพะเยาและล้านนามากกว่าเป็นเทศกาลขายสินค้า  ดังที่เห็นในปัจจุบัน สมควรหรือยังที่หน่วยงานทุกฝ่ายในจังหวัดพะเยาจะต้องมาจับเข่าคุยกันหารูปแบบในการจัดงานให้มีกลิ่นไอในอดีตขึ้นมาใหม่  และเชื่อว่าการที่หลายฝ่ายกำลังแสวงหางานประจำจังหวัดพะเยานั้น “ งานเดือนแปดเป็ง ”  นี่แหละเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด