๓ ระบำโบราณคดี นาฏกรรมแห่งกรุงสุโขทัย
------------------------
นาฏศิลป์ไทย เป็นศิลปะการแสดงประจำชาติ เป็นสมบัติของชาติที่มีคุณค่าสูง เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ไว้และได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นแบบแผนที่ยึดถือปฏิบัติแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ สืบทอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การแสดงนาฏศิลป์เป็นการแสดงที่ใช้ท่ารำประกอบเพื่อสื่อให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องราวของการแสดง ให้ได้รับความเพลิดเพลิน มีความสุขที่ได้ชม ได้ฟัง เป็นการแสดงที่มีความวิจิตรงดงาม มีลีลาอ่อนช้อยตามแบบอย่างไทย ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม
นอกจากนี้ดนตรีและนาฏศิลป์ไทยยังเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญสาขาหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นชาติที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่อดีต มีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเอง ตลอดจนมีพัฒนาการมาเป็นลำดับจนกระทั่งเป็นรูปแบบของดนตรีและนาฏศิลป์ประจำชาติ โดยเริ่มมีกำเนิดจากธรรมชาติ เลียนแบบจากกิริยาของคนและสัตว์ แล้วนำมาประดิษฐ์ดัดแปลงให้เป็นศิลปะที่งดงามด้วยลีลาท่ารำและเยื้องกรายให้เข้ากับทำนองดนตรีและเพลงขับร้อง อิทธิพลของสังคมและศาสนา ก็มีส่วนในการสร้างรูปแบบดนตรีและนาฏศิลป์ไทย การแสดงนาฏศิลป์ไทยเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงอุปนิสัยใจคอของคนไทย ซึ่งมีอารมณ์สนุกสนานเบิกบาน มีความเมตตากรุณา มีความอ่อนโยนละเอียดอ่อน สังเกตได้จากลักษณะการแสดงนาฏศิลป์ไทยจะมีความอ่อนโยน นิ่มนวล อ่อนช้อย และ สวยงาม
นาฏศิลป์นอกจากจะเป็นเครื่องมือบันเทิงใจสำหรับมนุษย์แล้ว นาฏศิลป์ยังเป็นการแสดงออกทางศิลปวัฒนธรรมที่ดีของชาติ และมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ในพิธีกรรมต่างๆ ตลอดทั้งยังสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของสังคม ซึ่งส่งผลให้นาฏศิลป์มีความสำคัญ คือ ๑.แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติที่มีแบบอย่างเฉพาะตน ๒. เป็นแหล่งรวมของศิลปะแขนงต่างๆ เช่น ศิลปะในการประพันธ์หรือวรรณคดี ศิลปะในการเขียนภาพ ศิลปะในการปั้น หล่อ แกะสลัก ฯลฯ
นาฎศิลป์ไทย แบ่งออกตามลักษณะของรูปแบบการแสดงเป็นประเภทใหญ่ๆ ๔ ประเภท คือ
๑. โขน เป็นการแสดงนาฎศิลป์ชั้นสูงของไทยที่มีเอกลักษณ์ คือ ผู้แสดงจะต้องสวมหัวที่เรียกว่า หัวโขน
๒. ละคร เป็นศิลปะการร่ายรำที่เล่นเป็นเรื่องราว มีพัฒนาการมาจากการเล่านิทาน ๓. การแสดงพื้นเมือง เป็นศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีทั้งรำ ระบำ หรือการละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชนตามวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค ๔. รำและระบำ เป็นศิลปะแห่งการร่ายรำประกอบเพลงดนตรีและบทขับร้อง โดยไม่เล่นเป็นเรื่องราว รำ หมายถึง ศิลปะแห่งการรายรำที่มีผู้แสดง ตั้งแต่ ๑-๒ คน เช่น การรำเดี่ยว การรำคู่ ระบำ หมายถึง ศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีผู้เล่นตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป มีลักษณะการแต่งกายและกระบวนท่าร่ายรำคล้ายคลึงกัน
การแสดงประเภทระบํา
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ระบำ แปลว่า การฟ้อนรำเป็นชุด หรืออีกนัยหนึ่ง คือ การฟ้อนรำมุ่งหมายเพียงเพื่อความงดงามของศิลปะการรำ และการรื่นเริงบันเทิงใจไม่แสดงเป็นเรื่องราว ประกอบด้วยผู้แสดงจำนวนมากกว่า ๒ คนขึ้นไป มีจุดประสงค์เพื่อแสดงความงดงาม ความพร้อมเพรียง การแปรแถวในขณะแสดง ประกอบกับการแต่งกายที่สวยงาม และเพลงดนตรีที่ไพเราะน่าฟัง
ระบำ แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ ๒ ประเภท คือ ๑) ระบำมาตรฐาน การแสดงที่บรมครูทางนาฏศิลป์ได้กำหนดไว้เป็นแบบแผน มีลักษณะเฉพาะตัว ตามแบบของนาฏศิลป์ไทย เป็นที่ยอมรับกันมาช้านานแล้ว ๒) ระบำเบ็ดเตล็ด การแสดงที่ประดิษฐ์คิดค้นหรือปรับปรุงขึ้นใหม่ตามความประสงค์ ตามเหตุการณ์ ตามสมัยนิยม เช่น ระบำนพรัตน์ ระบำชุมนุมเผ่าไทย ระบำโบราณคดี
การกำเนิดระบำโบราณคดีแห่งอาณาจักรไทย
ระบำโบราณคดีเกิดจากแนวคิดของนายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งได้พบภาพเขียน ภาพปั้น และภาพจำหลักตามโบราณสถาน และโบราณวัตถุสมัยต่างๆ ทั้งที่พบในประเทศไทย และประเทศใกล้เคียง จึงได้นำมาประกอบแนวคิดประดิษฐ์สร้างเครื่องดนตรี และท่านาฏศิลปแต่ละสมัยขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ โดยขอให้นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทย และศิลปินแห่งชาติ แต่งทำนองขึ้นตามแนวคิดนั้น โดยมอบให้นางลมุล ยมะคุปต์ นางเฉลย ศุขะวณิช และท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลปไทย และศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ สร้างเป็นระบำโบราณคดี ๕ ชุดได้แก่ ๑.ระบำทวาราวดี ๒.ระบำศรีวิชัย ๓.ระบำลพบุรี ๔.ระบำเชียงแสน ๕.ระบำสุโขทัย
ระบำสุโขทัย
ระบำสุโขทัย เป็นระบำชุดที่ ๕ อยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐ นับเป็นยุคสมัยที่ชนชาติไทย เริ่มสร้างสรรค์ศิลปะด้านนาฏศิลป์และดนตรีในเป็นสมบัติประจำชาติ โดยอาศัยหลักฐานอ้างอิงที่กล่าวไว้ในเอกสาร และหลักศิลาจารึก ประกอบศิลปกรรมอื่น ๆ เป็นระบำโบราณคดี ที่ได้สร้างขึ้นตามความรู้สึกจากแนวสำเนียงของถ้อยคำไทยในศิลาจารึก ประกอบด้วยลีลาท่าเยื้องกรายอันนิ่มนวลอ่อนช้อยของรูปภาพปูนปั้นหล่อในสมัยสุโขทัย ได้แก่ พระพุทธรูปปางสำริต และรูปภาพปูนปั้นปางลีลา รูปพระพุทธองค์เสด็จลงจากดาวดึงส์และท่าทีของพระพรหมและพระอินทร์ที่ตามเสด็จ การแสดงระบำสุโขทัย จะรำตามจังหวะดนตรีไม่มีเนื้อร้อง การแต่งทำนอง กระบวนท่ารำ และเครื่องแต่งกาย ประดิษฐ์ขึ้นให้มีลักษณะที่อ่อนช้อยงดงาม ตามแบบอย่างของศิลปะสมัยสุโขทัย จัดแสดงครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๐ นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดุริยางค์ไทย กรมศิลปากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) เป็นผู้แต่งทำนองเพลง โดยนำทำนองเพลงเก่าของสุโขทัยมาดัดแปลง ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย กรมศิลปากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ไทย) เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ นายสนิท ดิษฐพันธ์ ออกแบบเครื่องแต่งกาย นางชนานันท์ ช่างเรียน สร้างเครื่องแต่งกาย นายชิต แก้วดวงใหญ่ สร้างศิราภรณ์ และเครื่องประดับ
นาฎยศัพท์ที่ใช้ประกอบการรำ ๑.จีบหังสัสยะหัสต์ โดยการนำนิ้วหัวแม่มือจรดข้อสุดท้ายของนิ้วชี้ หักข้อนิ้วชี้ลงมานิ้วที่เหลือกรีดดึงออกไป ๒. ท่าปางลีลา เป็นท่าออก โดยมือซ้ายจีบแบบหังสัสยะหัสต์ มือขวาแบส่งไปหลัง หงายท้องแขนขึ้น เอียงศีรษะด้านซ้าย ก้าวเท้าขวามาข้างหน้า เท้าซ้ายเปิดส้นเท้า
๓. ท่าดอกบัว คิดจากการเคารพบูชากราบไหว้ มือทำเป็นรูปดอกบัว อยู่ระหว่างอกเป็นดอกบัวตูม ชูมือขึ้นแล้วค่อยๆบานปลายนิ้วออกเป็นบัวบาน ๔. ท่าพระนารยณ์ แทนองค์พระนารายณ์ พระอิศวร ท่าจีบแบบหังสัสยะหัสต์ ตั้งวงกลางข้างลำตัว กระดกเท้าซ้าย ๕.ท่ายูงฟ้อนหาง คิดจากท่านาฎศิลป์ แบมือ แขนทั้งสองตึงส่งหลัง หงายท้องแขนขึ้น ๖.ท่าบัวชูฝัก คิดจากการขอพร อีกมือหนึ่งไว้ข้างสะโพก มือจีบคว่ำแล้วสอดมือขึ้นเป็นท่าสอดสูงเหนือศีรษะ ๗. ท่าชะนีร่ายไม้ คิดจากมนุษย์โลกต้องการดำรงชีวิต หมุนเวียนเปลี่ยนไป โดยหมุนเป็นวงกลมแทนการเวียน ว่าย ตาย เกิด มือข้างหนึ่งตั้งวงสูง มืออีกข้างหนึ่งหงายท้องแขน ลำแขนตึง แบมือและชี้ปลายนิ้วลง มองมือสูง
ชุดระบำสุโขทัยนั้นได้อาศัยการศึกษาภาพลายเส้นรอบพระพุทธบาทสัมฤทธิ์สมัยสุโขทัย ส่วนทรงผมดูแนวจากภาพลายเส้นจิตรกรรมที่วัดศรีชุม การแต่งกายแบ่งออกเป็นตัวเอกและตัวรอง จำนวนผู้เล่นผู้หญิงจำนวน ๗ คน (มากกว่านั้นก็ได้แต่ผู้แสดงต้องเป็นเลขคี่)
ระบำเทวีศรีสัชนาลัย
เป็นระบำที่วิทยาลัยนาฏศิลปะสุโขทัยคิดประดิษฐ์ขึ้น โดยนำหลักฐานทั้งทางด้านท่ารำ เครื่องแต่งกายมาจากรูปปั้น รูปแกะสลักเทวดา นางฟ้า และลวดลายต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนโบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่ ขุดค้นพบ ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัยเครื่องแต่งกายของระบำชุดนี้ได้รับแบบอย่างจากรูปปั้นขอม ผู้หญิงสมัยสุโขทัยซึ่งตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง จังหวัดสุโขทัย โดยยอดชฎาทำเป็นรูปทรงเจดีย์วัดช้างล้อม อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัยท่วงทำนองแต่งโดย อาจารย์บัณฑิต ศรีบัว อาจารย์ประจำหมวดวิชาเครื่องสายไทย ภาควิชาดุริยางค์ไทยวิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย
ท่ารำได้ประดิษฐ์ขึ้นโดยอาศัยจากหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญจากอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อันได้แก่ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เจดีย์ราย วัดเจดีย์เจ็ดแถว ภาพแกะสลักบานประตูไม้ประดับวัดมหาธาตุเมืองเชลียง ลวดลายปูนปั้นพระโพธิสัตว์ เป็นรูปนางอัปสรแสดงท่าร่ายรำประดับยอดซุ้ม ประตูวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดพระปรางค์) ตุ๊กตาสังคโลกแบบต่าง ๆ ลักษณะท่าร่ายรำของระบำชุดนี้จะโน้มเอียงไปทางศิลปะการร่ายรำแบบเขมรหรือขอม เพราะตามหลักฐานทางโบราณคดีนั้นพบว่า ศิลปะสมัยศรีสัชนาลัยเป็นศิลปะที่นิยมศิลปะแบบเขมร ใช้ผู้แสดง ๘ คน (๖ หรือ ๘ ก็ได้ แต่ต้องเป็นเลขคู่)
เครื่องแต่งกายของระบำศรีสัชนาลัย ผู้แสดงจะสวมเสื้อแขนสั้นแนบเนื้อสีชมพู นุ่งผ้านุ่งสีม่วงตัดเย็บให้แหวกได้ตรงกลางโดยสอดซับพลีทสีชมพูอ่อนไว้ด้านใน ตัวผ้านุ่งด้านหน้าจับจีบพับเป็นหลาย ๆ ชั้น โดยใช้สีด้านในผ้านุ่งเป็นสีทอง รัดเอวเพื่อเน้นทรวดทรง ใส่ห้อยหน้าปักลวดลายแบบสุโขทัย สวมกรองคอ พาหุรัด ทองพระกรและต่างหูเป็นเกลียวยาว ศีรษะสวมชฎาหรือเทริด ยอดชฎาทำเป็นรูปเจดีย์ทรงระฆังคว่ำตามแบบเจดีย์วัดช้างล้อมกลางเมืองศรีสัชนาลัย
ระบำเทววารีศรีเมืองบางขลัง
เมื่อกล่าวถึง เมืองบางขลัง ตำบลเล็กๆ ตำบลหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย น้อยคนนักที่จะรู้จัก รู้ถึงประวัติความเป็นมาของเมืองโบราณแห่งนี้ เมืองที่ถือกำเนิดขึ้นมาร่วมสมัยกับเมืองเก่าสุโขทัย เมืองเก่าศรีสัชนาลัย เมืองที่ปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์อย่างกระท่อนกระแท่นแต่ก็ทรงไว้ซึ่งความสำคัญ เนื่องด้วยว่า เป็นเมืองที่ถือกำเนิดขึ้นมาร่วมสมัยกับเมืองเก่าสุโขทัย เมืองเก่าศรีสัชนาลัย ปรากฏในศิลาจารึก หลักที่ 2 วัดศรีชุม สรุปได้ว่า พ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมืองยกทัพมารวมพลกันที่เมืองบางขลัง ฝึกกำลังพลและเกณฑ์นักรบเมืองบางขลังเข้าตีเมืองสุโขทัยคืนมาจากขอมสบาดโขลญลำพงแล้วสถาปนาพ่อขุนบางกลางหาวเป็นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์, มีแหล่งโบราณสถาน โบราณวัตถุ, มีแหล่งตัดศิลาแลง, มีการนำพระธาตุใต้กอดอกเข็มเมืองบางขลังไปบรรจุยังพระธาตุดอยสุเทพ , มีเชื้อพระวงศ์ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินประทับรอยพระบาท ๓ พระองค์ ได้แก่ รัชกาลที่ ๖, สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ, สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สุวิทย์ ทองสงค์ นายก อบต.เมืองบางขลัง ได้ตระหนักถึงความสำคัญของเมืองบางขลัง ปรารถนาที่จะสร้างเอกลักษณ์แห่งท้องถิ่นจากทุนทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ ประกอบกับการเห็นว่านาฏศิลป์ไทย เป็นศิลปะการละคร หรือ ฟ้อนรำของไทย ที่มีกำเนิดมายาวนานควบคู่กับการพัฒนาการของชนชาติไทย และเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของวัฒนธรรมไทย ซึ่งการแสดงนาฏศิลป์ชุดหนึ่งนอกจากจะได้รับความบันเทิงและสุนทรียภาพแล้ว ยังได้รับความรู้เกี่ยวกับ ทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิตของผู้คน ที่สอดแทรกอยู่ในการแสดงชุดนั้น ๆ ด้วย คนไทยทุกคนควรจะตระหนัก เห็นคุณค่า ร่วมกันอนุรักษ์ สืบทอด สืบสานและร่วมส่งเสริมเพื่อให้ศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ไทยคงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป จึงมอบหมายให้ผู้เขียนดำเนินการ หลังการหารือคุณสมชาย เดือนเพ็ญ นักประวัติศาสตร์สุโขทัย ได้ข้อยุติที่การจัดทำระบำ ดังที่จังหวัดสุโขทัยมีระบำสุโขทัย ศรีสัชนาลัยมีระบำเทวีศรีสัชนาลัย ชุมชนโบราณลุ่มลำน้ำฝากระดานแห่งนี้จะขอทำระบำโบราณคดีเป็นของตนเองบ้าง
ปรากฏการณ์ระบำเทววารีศรีเมืองบางขลัง ถือกำเนิดขึ้นภายใต้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ โดยการประดิษฐ์ท่ารำของ อ.มงคล อินมา ศิลปินพื้นบ้านดีเด่นด้านนาฏศิลปของจังหวัดสุโขทัย (ผู้จัดการยศชาติกรุ๊ป) ประดิษฐ์ทำนองเพลงโดย อ.บัณฑิต ศรีบัว แห่งวิทยาลัยนาฏศิลป์สุโขทัย อำนวยการผลิตโดย อบต.เมืองบางขลัง
ลักษณะท่ารำ อ.มงคล อินมา ได้จินตนาการมาจากเหล่าอัปสรเทวดานางฟ้าทั้ง ๗ วัน (จึงใช้ผู้แสดง ๗ คน) อิงแอบกับความสำคัญของลำน้ำฝากระดานเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงผู้คนในชุมชน ที่มาคอยปกปักรักษาโบราณสถานเอาไว้จนกว่าจะมีผู้มีบุญมาพบ ถ่ายทอดความรู้สึกสู่จินตนาการจากภูมิสถานและประวัติศาสตร์ความเป็นมาของโบราณคดี แนวคิดของท่ารำเน้นถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีบทบาทต่อความรู้สึกนึกคิดในโลกของความจริง ที่ต้องการให้เทวดานางฟ้ามาปกป้อง คุ้มครองสิ่งอันเป็นที่บูชา ท่ารำต่างๆ ได้แก่ ท่าซุ้มประตู, ท่าพุทธบูชา, ท่าลุกและนั่ง, ท่าชุมนุมเทวดา, ท่าพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสงฆ์คุณ, ท่าล้างบาป (พระปริการ), ท่าฟ้าปราณี ทวยเทพฯ ยินดี มิตรสหายปรีดา, ท่ากุศลจิต ศีล สมาธิ, ท่าปัญญาธิคุณ (วิปัสสนาญาณ), ท่าทุพพิลา (หลุดพ้นจากเครื่องผูกมัด), ท่าพระอาทิตย์ประชุมกัน ๗ ดวง, ท่าปางห้ามญาติ, ท่าปั้นหม้อ หรือปางสมาธิ, ท่าดอกเข็ม, ท่ากำแพงแก้ว, ท่าซุ้มและกำแพงแก้ว, ท่าสวัสดิ์มงคล, ท่าหน้าบัวบันไดนาค, ท่าบันไดนาค, ท่านาคาถวายดอกบัว, ท่าบังชูฝัก, ท่าทุพพิลา, ท่าช้างส่งด้วยท่านอน ปางไสรยาท, ท่าช้างประสานงา, ท่ากลับ ท่าลา
ระบำเต็มชุดครั้งแรกโดยข้าราชการ อบต.เมืองบางขลังต้อนรับคุณธีรภาพ โลหิตกุล นักเขียนสารคดีชั้นนำของเมืองไทยพร้อมคณะอมรินทร์ทัวร์ วันที่ ๒๖ พ.ย.๒๕๕๐
ปัจจุบันมีทั้งหมด ๔ ชุด ได้แก่ ชุดใหญ่ ข้าราชการ พนักงาน อบต.เมืองบางขลัง, ชุดกลาง นักเรียนโรงเรียนขยายโอกาส (ม.๑-ม.๓), ชุดเล็ก นักเรียนชั้น ป.๔-ป.๖, ชุดจิ๋ว นักเรียน อนุบาล- ป.๓ และอยู่ระหว่างการจัดทำเพิ่มอีก ๒ ชุด ได้แก่ ชุดแม่บ้าน และชุดสาวงามเมืองบางขลัง
ด้วยความสำคัญและทรงคุณค่าของนาฏศิลป์ไทย นายกฯ สุวิทย์ จึงมอบหมายให้ผู้เขียน นำระบำโบราณคดีแห่งกรุงสุโขทัยทั้ง ๓ ชุด ได้แก่ ระบำสุโขทัย ระบำเทวีศรีสัชนาลัย และระบำเทววารีศรีเมืองบางขลัง มาจัดแสดงปรากฏโฉมให้แก่ทุกท่านได้ชมถึงความวิจิตรตระการตา ความสวยสดงดงาม อ่อนช้อย ได้อิ่มเอมประกอบการแสดงแสง สี เสียง เมืองบางขลัง ในงานวันอนุรักษ์มรดกไทยและวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ วันที่ ๒ เมษายน ของทุกปี ณ ชุมชนโบราณเมืองบางขลัง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ... วันอนุรักษ์มรดกไทย ๒ เมษา ต้องมาเมืองบางขลัง.
----------------------------------------
อ้างอิง
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=banrakthai&group=7
http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/chanthaburi/mallika_s/Art_Thaidance_06/sec01p01.html