ธรรมรัฐ-ธรรมราชา
๓.๑.ขุนจอมธรรม-ธรรมราชาแห่งลุ่มน้ำอิง
ขุนจอมธรรม เดิมมีพระนามว่า ขุนจอมผาเรือง ซึ่งตำนานฝ่ายเชียงใหม่และเชียงรายเรียกชื่อกษัตริย์พระองค์นี้ว่าขุนจอมผาเรือง โดยกล่าวถึงพระราชประวัติของพระองค์ว่า ลูกของจอมผาเรืองชื่อขุนเจือง เมื่ออายุได้ ๓๗ ปี เป็นกษัตริย์แทนพระราชบิดา ขุนเจืองมีพระราชโอรสพระนามว่าขุนเงินเรือง และกล่าวถึงตอนที่กองทัพแกวบุกประชิดเมืองหิรัญเงินยางว่า
….ฟั่นดังลาวชื่น (ชิน) พี่เจ้าพระญาจอมผาเรืองแลเปนลุง เจ้าพระญาเจืองนั้น มีลูกยิง (หญิง) ผู้ ๑ ชื่อนางอั้วคำคอนเมืองขึ้นใหย่ (ใหญ่) เปนสาว มีรูปงามล้วนถ้วนด้วยอิตถีลักขณะทั้งมวลควรเลง แลแก่ตา ฦาชาปรากฏไพเถิง (ไปถึง) หร้อเมืองพระกันคือเมืองแกว…..[1]
ดังนั้น พระนามที่ปรากฏว่าจอมธรรม เหตุเพราะพระองค์ทรงเป็น ธรรมราชา หรือผู้ทรงใช้ธรรมในการปกครอง ซึ่งในตำนานตอนที่ขุนเงินพระราชบิดาจะเสด็จนิวัติกลับพระนครหิรัญเงินยางอันเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งรัฐโยนก พระองค์ได้ทรงสั่งสอนขุนจอมธรรมพระราชโอรสเป็นเชิงนโยบายว่าให้ตั้งอยู่ใน ทศพิธราชธรรม ตามจารีตที่กษัตราธิราชหรือบรรพบุรุษได้กระทำสืบต่อกันมาซึ่งทศพิธราชธรรมนี้จึงเป็นธรรมสำหรับธรรมราชาที่ใช้ในการปกครองรัฐในอดีตที่ผ่านมารวมถึงยุคของขุนจอมธรรมด้วย ทศพิธราชธรรมนั้นในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นธรรมที่ใช้สำหรับปกครองบ้านเมือง ตามการสร้างรัฐในแบบ รัฐอุดมคติ ของชาวพุทธ หลักธรรมเหล่านี้ [2] ประกอบไปด้วยหลักธรรม ๑๐ ประการ คือ
ธรรมข้อที่ ๑ ทาน ผู้นำทางการเมืองต้องรู้จักการให้ปันและการเกื้อกูลประชาชนคือมุ่งปกครองหรือทำงานเพื่อที่จะให้เขา มิใช่มุ่งจะเอาจากเขา เป็นการเสียสละประโยชน์ตนเพื่อผู้อื่น
ธรรมข้อที่ ๒ ศีล ทรงมีการักษาความสุจริตทั้งทางกาย-ทางวาจา-ทางใจ รักษากิตติคุณประพฤติให้ควรเป็นตัวอย่างแก่ประชาชนพลเมืองในรัฐ
ธรรมข้อที่ ๓ ปริจจาคะ การบำเพ็ญกิจด้วยการเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
ธรรมข้อที่ ๔ อาชชวะ การปฏิบัติภาระกิจโดยความซื่อตรงไม่มีมายาหลอกลวงโดยมีสัจจะต่อประชาชนผู้อยู่ภายใต้การปกครอง
ธรรมข้อที่ ๕ มัททวะ มีความอ่อนโยนกับผู้คนทั่วไปไม่ถือพระองค์เย่อหยิ่งหยาบคายให้ความรักความเอ็นดูประชาชนดุจบิดารักและห่วงใยบุตร
ธรรมข้อที่ ๖ ตปะ ความพากเพียรในการเผาย่างกิเลสมิให้เข้ามาครอบงำจิตไม่หลงไหลหมกมุ่นในความสุขสำราญและการปรนเปรอ
ธรรมข้อที่ ๗ อักโกธะ ถือเหตุผลไม่กระทำการด้วยอำนาจแห่งความโกรธมีเมตตาประจำไว้ในหัวใจ
ธรรมข้อที่ ๘ อวิหิงสา ความไม่เบียบดเบียนคือไม่หลงระเริงในอำนาจไม่บีบคั้นกดขี่มีความกรุณาไม่หาเหตุเบียดเบียนประชาชน
ธรรมข้อที่ ๙ ขันติ ความอดทนต่อการงานที่ตรากตรำ อดทนต่อความเหนื่อยยาก แม้จะถูกยั่วยุเย้ยหยันด้วยถ้อยคำเสียดสีถากถางอย่างใด ก็หาหมดกำลังใจไม่ ยอมละทิ้งกิจกรณีที่บำเพ็ญโดยชอบธรรม และ
ธรรมข้อที่ ๑๐ อวิโรธนะ ความไม่คลาดจากธรรม คือถือประโยชน์สุขความดีงามของรัฐและราษฎร์เป็นที่ตั้ง
นอกจากนั้นแล้วพระองค์ยังมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนา พระองค์ยังทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาชนโดยธรรม จนทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองด้วยโภคสมบัติ นอกจากนั้นแล้วไพร่ฟ้าประชาชนต่างก็มีศีลธรรมและรักษาขนบธรรมประเพณีอันดีงาม ฟ้าฝนก็ตกต้องตามฤดูกาลข้าวกล้าธัญญาหารก็เจริญงอกงามดี ประชาชนก็กินดีอยู่เย็นเป็นสุขไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียนทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยความสุขตั้งอยู่ในความสุจริตธรรม [3] พระองค์ยังทรงทำหน้าที่ในการสั่งสอนประชาชนในใต้ปกครองของพระองค์ อีกด้วย
๓.๒.ธรรมที่ทรงสอนให้กับประชาชน
ตามตำนานพระองค์ทรงสั่งสอนไพร่ฟ้าประชาชนทำมาหาเลี้ยงชีพและให้ตั้งอยู่ในความสุจริตธรรมด้วยธรรม ๒ ประการ คือธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เสื่อม ๑ ประเพณีธรรม คือขนบธรรมเนียมอันเป็นระเบียบแบบแผนอันดีงามของครอบครัว ๑[4]
หลักธรรมที่ ๑ อปริหานิยธรรม คือธรรมที่ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม หรือหลักธรรมแห่งการสร้างความสามัคคี ความเจริญให้แก่หมู่คณะ ซึ่งหลักธรรมข้อนี้เองนครรัฐเล็ก ๆ ในชมพูทวีปหรืออินเดียอย่างรัฐลิจฉวีใช้ในการปกครองประเทศจนรัฐมหาอำนาจอย่างรัฐมคธ ยังต้องหวั่นเกรงและใช้เวลาในการส่งคนเข้าไปยุยงทำลายความสามัคคีก่อนแล้วจึงรบชนะมาแล้ว [5] หลักธรรมนี้นั้นมี ๗ ประการ ซึ่งประกอบไปด้วย
๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ พบปะปรึกษาหารือกิจการงาน พร้อมเพรียงกันทำกิจทั้งหลายที่พึงทำร่วมกัน
๒) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจทั้งหลายที่พึงทำร่วมกัน
๓) ไม่ถืออำเภอใจใคร่ต่อความสะดวกบัญญัติวางข้อกำหนดกฏเกณฑ์ต่าง ๆ อันมิได้ตกลงบัญญัติวางไว้ และไม่เหยียบย่ำล้มล้างสิ่งที่ตกลงวางบัญญัติกันไว้แล้ว ถือปฏิบัติมั่นอยู่ในบทบัญญัติใหญ่ที่วางไว้เป็นธรรมนูญ
๔) ท่านผู้ใดเป็นใหญ่มีประสบการณ์ยาวนาน ให้เกียรติเคารพนับถือท่านเหล่านั้น มองเห็นความสำคัญแห่งถ้อยคำของท่านว่าเป็นสิ่งอันพึงรับฟัง
๕) ให้เกียรติและคุ้มครองกุลสตรี มิให้มีการข่มเหงรังแก
๖) เครารพบูชาสักการะเจดีย์ ปูชนียสถาน อนุสาวรีย์ประจำชาติ อันเป็นเครื่องเตือนความทรงจำ เร้าให้ทำดี และเป็นที่รวมใจของหมู่ชน ไม่ละเลยพิธีเคารพบูชาอันพึงทำต่ออนุสรณ์สถานเหล่านั้นตามประเพณี
๗) จัดการให้ความอารักขา บำรุง คุ้มครอง อันชอบธรรม แก่บรรพชิตผู้ทรงศีลทรงธรรมบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นหลักใจและเป็นตัวอย่างทางศีลธรรมของประชาชน เต็มใจต้อนรับและหวังให้ท่านอยู่โดยผาสุก [6]
หลักธรรมที่ ๒ ประเพณีธรรม หรือขนบธรรมเนียมอันเป็นระเบียบแบบแผนอันดีงามของครอบครัว นั้น อันนี้น่าจะหมายถึงฆราวาสธรรม ๔ ประการ [7] อันประกอบไปด้วย
๑) สัจจะ สัตย์ซื่อแก่กัน หมายถึงคนในครอบครัวต้องมีความจริงใจและซื่อตรงต่อกัน ไม่ปิดบังกัน ที่สำคัญเรื่องของชีวิตคู่ระหว่างสามีภรรยาต้องรักเดียวใจเดียว ไม่เจ้าชู้หรือมีหลายบ้านจนทำให้ครอบครัวขาดความอบอุ่น และก่อให้เกิดปัญหานานาชนิดตามมา
๒) ทมะ รู้จักข่มจิตของตน หมายถึงรู้จักข่มจิตใจไม่วู่วามจนทำให้เสียการงาน ต้องรู้จักกับการบริหารจิตของตนเองหรือควบคุมตัวเองไม่ให้เป็นคนเจ้าโทสะ คือโกรธง่าย , ต้องควบคุมตัวเองไม่ให้เป็นคนเจ้าโมหะ คือลุ่มหลงมักมาก, ต้องควบคุมตัวเองไม่ให้เป็นคนเจ้าโลภะ คือมักได้ เป็นต้น
๓) ขันติ ความอดทน หมายถึงการรู้จักอดทนต่อการตรากตรำทำงานต่าง ๆ ในหน้าที่หรือมิใช่หน้าที่ อดทนต่อคำตำหนิติเตียน อดทนต่อคำผรุสวาทต่าง ๆ
๔) จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน หมายถึงการเสียสละทรัพย์สินเพื่อผู้อื่นบ้างในบางโอกาส เช่น พ่อ แม่ ญาติพี่น้องของสามีหรือภรรยา ที่มีความเกี่ยวข้องกับครอบครัว หรือแม้แต่คนข้างบ้านหรือคนตกทุกข์ได้ยาก เป็นต้น
จากข้อความที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ขุนจอมผาเรือง พระองค์ได้พระนามว่าศรีจอมธรรม อันมีความหมายว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้ปกครองด้วยธรรมอันเป็นสิริมงคลแห่งรัฐ ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้มาจากเหตุแห่งคุณสมบัติรวมแล้ว ๖ ประการ กล่าวคือ
๑) พระองค์ทรงได้รับนโยบายนี้มาจากขุนเงินพระราชบิดา ที่พระองค์ทรงมีประสบการณ์ในการบริหารปกครองบ้านเมืองมาก่อนและได้ประสบความสำเร็จมาแล้วต่อพระองค์ ซึ่งส่วนนี้เป็นธรรมของบรรพบุรุษ เมื่อนับย้อนบรรพบุรุษขึ้นไปตามตำนานมีการคิดสร้างเครื่องมือทางการปกครองและการบริหารประเทศขึ้นใช้หลายประการ เช่น มีการตราธรรมศาสตร์, ทศพิธราชธรรม, ราชวัตร, ราชศาสตร์, โบราณจารีต, โลกนิติ, โวหารวินิจฉัย, ไตรปิฎก และตำนานเมือง หรือประวัติศาสตร์ของเมืองและราชวงศ์โบราณ เป็นต้น [8]
๒) พระองค์จะต้องดำเนินตามหลักธรรมของพระราชาที่ใช้ในการปกครองรัฐใหม่ของพระองค์ที่ได้ตั้งขึ้นมากับประชาชนพลเมืองของพระองค์และที่สำคัญพระองค์วางตัวเป็นกันเองกับประชาชนจนสามารถเข้ากันได้ดี ซึ่งความสัมพันธ์แบบนี้เรียกว่าความสัมพันธ์แบบพ่อปกครองลูก มิใช่ความสัมพันธ์ในเชิงกลไกทางการเมืองโดยทั่วไป ซึ่งเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจแต่อย่างเดียว หากแต่เป็นความสัมพันธ์เชิงศีลธรรมและจิตใจด้วย [9] ทั้งนี้ขุนจอมธรรมจึงได้พระนามนี้มาเพราะนัยยะดังที่กล่าวมาแล้ว
๓) ทรงบำรุงสุขขจัดทุกข์ให้ประชาชนและยังประชาชนให้อิ่มใจสบายใจมีความสงบสุขร่มเย็นเป็นที่ชื่นชมของเหล่าประชาราษฎร์โดยการพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์ทั้งพืชพันธุ์ธัญญาหาร และทรัพย์สินเงินทอง
๔) พระองค์ทรงครองราชย์โดย ชอบธรรม และ ประพฤติธรรม แม้ฟ้าฝนก็ตกต้องตามฤดูกาลข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ท้องพระคลังเต็มไปด้วยพระราชทรัพย์
๕) พระองค์ทรงสนใจ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมประจำชาติ อันถือว่าเป็นศาสนาประจำชาติ หรือประจำใจของพสกนิกร และที่สำคัญ
๖) พระองค์ทรงสั่งสอนธรรมแก่ประชาชนให้ตั้งอยู่ในสุจริตธรรม ซึ่งข้อนี้เองทำให้บ้านเมืองไม่มีโจรผู้ร้าย แม้การศึกสงครามตลอดรัชสมัยของพระองค์ก็ไม่มี
บทสรุป
ในการเข้ามาสร้างรัฐพะเยา (ภูกามยาว)ในครั้งนี้ขุนจอมธรรมได้รับการสนับสนุนให้เข้ามาฟื้นฟูพะเยารัฐนี้พระองค์ได้มีจุดมุ่งหมายแห่งรัฐเอาไว้คือความสงบร่มเย็นเป็นสุขของพสกนิกร ซึ่งประเด็นนี้เองแม้การเริ่มต้นจะเป็นด้วยเหตุผลทางการเมืองในครอบครัวก็ตาม แต่ก็น่าคิดถึงปัจจัยอื่น ๆ ด้วย ดังนี้
๑) การป้องกันการแย่งชิงอำนาจรัฐระหว่างพี่น้อง
แม้ในตำนานการอพยพผู้คนเข้ามาฟื้นฟูเมืองพะเยานั้น ขุนจอมธรรมได้ปฏิบัติตามพระราชดำริของพระราชบิดาที่ให้ขยายครอบครัวออกมาซึ่งสาเหตุหลักมาจากการปริวิตกของขุนเงินแห่งอาณาจักรโยนกที่มีพระราชโอรสถึง ๒ พระองค์และมีพระชันษายุกาลที่ไล่เลี่ยกันว่าอาจจะมีการแย่งชิงพระราชบัลลังก์ระหว่างพี่น้องคู่นี้ขึ้น หลังพระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้วการปริวิตกในครั้งนี้เองจึงเป็นการแสวงหาทางออกโดยการแบ่งพระราชสมบัติให้พระโอรสองค์พี่คือขุนชิน ให้อยู่กับพระองค์เพื่อรอครองรัฐหิรัญเงินยาง แล้วให้ขุนจอมธรรมพระโอรสองค์รองให้ไปสร้างเมืองใหม่ชื่อว่าคือรัฐพะเยาซึ่งเป็นเมืองร้างที่อยู่ห่างออกไปทางใต้
๒) การขยายดินแดนของอาณาจักรโยนก
แม้เหตุผลประการแรกเป็นเหตุผลหลักในการเข้ามาสร้างและพัฒนารัฐพะเยาของขุนเงิน แต่กระนั้นก็ตามการขยายดินแดนออกมาทางที่ลุ่มน้ำอิงนับได้ว่าเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่ขุนเงินต้องการให้เป็นเมืองลูกหลวงที่สามารถเป็นสถานที่หลบภัยและขยายดินแดนรุกเข้าสู่รัฐอื่นได้ในอนาคต ซึ่งตอนนี้เองเป็นนัยสำคัญเพราะบ้านเมืองในยุคนั้นต่างก็มีภัยพิบัติหลายอย่างโดยมากเป็นภัยทางธรรมชาติ เช่น รัฐสุวรรณโคมคำ ก็ถูกกระแสน้ำโขงพัดพาเอาเมืองล่มสลายลง หรือแม้กระทั่งรัฐอย่างโยนก (-เดิม ก่อนที่จะมาสร้างเมืองใหม่ ) ก็ถูกดินยุบถล่มจน ราชวงศ์สิงหนวัตร ขาดสูญ แม้แต่หิรัญเงินยางเองก็ถูกศึกแกวประชิดในยุคของขุนเจืองธรรมิกราช และถูกมองโกลรุกรานในยุคของขุนงำเมือง เป็นต้น เหตุนี้เองที่ขุนเงินต้องมองการณ์ไกลโดยการขยายเมืองเพื่อเป็นสถานที่พักรบหรือหลบภัยทางธรรมชาติและการเมือง และอีกประเด็นหนึ่งไม่น่าที่จะมองข้ามคือความคิดของพระองค์มุ่งไปที่ตระเตรียมเพื่อจะขยายดินแดนลงมาทางใต้อีกหรือไม่เหตุเพราะในยุคนั้นเมืองทางใต้ เช่น ลำปาง แพร่ น่าน หิรภุญชัยและสุโขทัย มีชุมชนปรากฏอยู่
๓) ความจำเป็นที่บ้านเมืองต้องมีผู้นำรัฐ
รัฐพะเยา เป็นพื้นที่ขาดผู้นำตามตำนานเขียนไว้ว่าหลังจากเมืองเก่าที่ชื่อว่ามัทราชพหุริตา ได้ล่มสลายไปแล้ว แต่ยังมีผู้คนได้อาศัยอยู่โดยมีขุนแสนแต่งบ้านและขุนกว้านแต่งเมือง เป็นผู้ดูแลเหมือนกับเขตการปกครองพิเศษ ในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่มีผู้นำที่เป็นทางการอย่างเจ้าผู้ครองรัฐในระดับเชื้อพระวงศ์มาปกครองเลย (และจุดนี้เองเป็นสิ่งที่น่าคิดว่าเดิมทีขุนแสนแต่งบ้านกับขุนกว้านแต่งเมืองจะเก็บภาษีและส่งเครื่องบรรณาการอย่างไร ? ในรูปแบบไหน ?) เมื่อขุนจอมธรรมประกาศว่าพระองค์จะมาพื้นฟูสร้างเมืองใหม่ชาวบ้านดีใจกันมาก ข้อนี้ปราชญ์ทางการเมืองอย่างอาริสโตเติ้ลกล่าวเอาไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม อีกสำนวนหนึ่งว่า มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง (Political Animal) หากมนุษย์มีชีวิตอยู่แบบโดดเดี่ยวอยู่กันเป็นครอบครัว หรือแม้กระทั่งอยู่กันเป็นชุมชนระดับหมู่บ้านก็ยังหามีชีวิตที่สุขสมบูรณ์ไม่ รัฐ (หรือเจ้าเมืองใหม่ในพะเยา) จะช่วยให้มีชีวิตที่สมบูรณ์ซึ่งหมายถึงการมีคุณภาพชีวิต อันได้แก่สภาวะชีวิตที่ดีงามถูกต้องตามครรลองแห่งเหตุผล หรือจุดประสงค์ของรัฐไม่ใช่เพียงเพื่อมีชีวิตอยู่ แต่จะต้องเป็นไปเพื่อชีวิตซึ่งมีคุณภาพดีงามหรือคุณธรรมเกิดขึ้นในรัฐ [10] นั้นก็หมายความว่ารัฐในยุคขุนจอมธรรมได้มีจุดประสงค์ไปที่การใช้หลักการคุ้มครอง-ป้องกัน-ส่งเสริม-ธรรมะในการปกครองบ้านเมืองของพระองค์
[1] ตำนานเมืองเชียงใหม่ ฉบับเชียงใหม่ ๗๐๐ ปี.(เชียงใหม่ :โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๓๘). หน้า ๙.
[2] พระธรรมปิฎก. ธรรมนูญชีวิต. (กรุงเทพฯ : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๑). หน้า ๒๗–๒๘.
[3] พระธรรมวิมลโมลี. เมืองพะเยาจากตำนานและประวัติศาสตร์. ( พะเยา : นครนิวส์การพิมพ์, ๒๕๔๖). หน้า ๓๙.
[4] เรื่องเดียวกัน หน้า ๓๙.
[5]มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙). มหาปรินิพพานสูตร เล่มที่ ๑๐ หน้า ๗๘–๘๘.
[6] พระธรรมปิฎก. ธรรมนูญชีวิต. (กรุงเทพฯ : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๑). หน้า ๒๖.
[7] สมเด็จพระสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส. นวโกวาทฉบับประชาชน. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามงกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๔). หน้า ๘๕–๘๖.
[8] พระธรรมวิมลโมลี. ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. (กรุงเทพฯ : บริษัทมติชน, ๒๕๓๙). หน้า ๓๔๘.
[9] ปรีชา ช้างขวัญยืน. ธรรมรัฐ- ธรรมราชา. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๒). หน้า ๑๑๕.