ในการเข้ามาสร้างรัฐพะเยา (ภูกามยาว)ในครั้งนี้ขุนจอมธรรมได้รับการสนับสนุนให้เข้ามาฟื้นฟูพะเยารัฐนี้พระองค์ได้มีจุดมุ่งหมายแห่งรัฐเอาไว้คือความสงบร่มเย็นเป็นสุขของพสกนิกร ซึ่งประเด็นนี้เองแม้การเริ่มต้นจะเป็นด้วยเหตุผลทางการเมืองในครอบครัวก็ตาม แต่ก็น่าคิดถึงปัจจัยอื่น ๆ ด้วย

ธรรมรัฐ-ธรรมราชา

 

.๑.ขุนจอมธรรม-ธรรมราชาแห่งลุ่มน้ำอิง

                ขุนจอมธรรม  เดิมมีพระนามว่า ขุนจอมผาเรือง ซึ่งตำนานฝ่ายเชียงใหม่และเชียงรายเรียกชื่อกษัตริย์พระองค์นี้ว่าขุนจอมผาเรือง โดยกล่าวถึงพระราชประวัติของพระองค์ว่า ลูกของจอมผาเรืองชื่อขุนเจือง เมื่ออายุได้  ๓๗  ปี เป็นกษัตริย์แทนพระราชบิดา  ขุนเจืองมีพระราชโอรสพระนามว่าขุนเงินเรือง และกล่าวถึงตอนที่กองทัพแกวบุกประชิดเมืองหิรัญเงินยางว่า

….ฟั่นดังลาวชื่น (ชิน)  พี่เจ้าพระญาจอมผาเรืองแลเปนลุง เจ้าพระญาเจืองนั้น มีลูกยิง (หญิง) ผู้ ๑ ชื่อนางอั้วคำคอนเมืองขึ้นใหย่ (ใหญ่) เปนสาว  มีรูปงามล้วนถ้วนด้วยอิตถีลักขณะทั้งมวลควรเลง  แลแก่ตา ฦาชาปรากฏไพเถิง (ไปถึง) หร้อเมืองพระกันคือเมืองแกว…..[1]

     ดังนั้น พระนามที่ปรากฏว่าจอมธรรม เหตุเพราะพระองค์ทรงเป็น ธรรมราชา หรือผู้ทรงใช้ธรรมในการปกครอง ซึ่งในตำนานตอนที่ขุนเงินพระราชบิดาจะเสด็จนิวัติกลับพระนครหิรัญเงินยางอันเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งรัฐโยนก  พระองค์ได้ทรงสั่งสอนขุนจอมธรรมพระราชโอรสเป็นเชิงนโยบายว่าให้ตั้งอยู่ใน ทศพิธราชธรรม ตามจารีตที่กษัตราธิราชหรือบรรพบุรุษได้กระทำสืบต่อกันมาซึ่งทศพิธราชธรรมนี้จึงเป็นธรรมสำหรับธรรมราชาที่ใช้ในการปกครองรัฐในอดีตที่ผ่านมารวมถึงยุคของขุนจอมธรรมด้วย ทศพิธราชธรรมนั้นในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นธรรมที่ใช้สำหรับปกครองบ้านเมือง ตามการสร้างรัฐในแบบ รัฐอุดมคติ ของชาวพุทธ หลักธรรมเหล่านี้ [2] ประกอบไปด้วยหลักธรรม  ๑๐  ประการ คือ

     ธรรมข้อที่  ๑  ทาน ผู้นำทางการเมืองต้องรู้จักการให้ปันและการเกื้อกูลประชาชนคือมุ่งปกครองหรือทำงานเพื่อที่จะให้เขา  มิใช่มุ่งจะเอาจากเขา เป็นการเสียสละประโยชน์ตนเพื่อผู้อื่น

     ธรรมข้อที่  ๒ ศีล ทรงมีการักษาความสุจริตทั้งทางกาย-ทางวาจา-ทางใจ รักษากิตติคุณประพฤติให้ควรเป็นตัวอย่างแก่ประชาชนพลเมืองในรัฐ

     ธรรมข้อที่  ๓ ปริจจาคะ การบำเพ็ญกิจด้วยการเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

     ธรรมข้อที่  ๔ อาชชวะ การปฏิบัติภาระกิจโดยความซื่อตรงไม่มีมายาหลอกลวงโดยมีสัจจะต่อประชาชนผู้อยู่ภายใต้การปกครอง

     ธรรมข้อที่  ๕  มัททวะ มีความอ่อนโยนกับผู้คนทั่วไปไม่ถือพระองค์เย่อหยิ่งหยาบคายให้ความรักความเอ็นดูประชาชนดุจบิดารักและห่วงใยบุตร

     ธรรมข้อที่  ๖  ตปะ ความพากเพียรในการเผาย่างกิเลสมิให้เข้ามาครอบงำจิตไม่หลงไหลหมกมุ่นในความสุขสำราญและการปรนเปรอ

     ธรรมข้อที่  ๗  อักโกธะ ถือเหตุผลไม่กระทำการด้วยอำนาจแห่งความโกรธมีเมตตาประจำไว้ในหัวใจ

     ธรรมข้อที่  ๘  อวิหิงสา ความไม่เบียบดเบียนคือไม่หลงระเริงในอำนาจไม่บีบคั้นกดขี่มีความกรุณาไม่หาเหตุเบียดเบียนประชาชน

     ธรรมข้อที่  ๙  ขันติ ความอดทนต่อการงานที่ตรากตรำ อดทนต่อความเหนื่อยยาก แม้จะถูกยั่วยุเย้ยหยันด้วยถ้อยคำเสียดสีถากถางอย่างใด   ก็หาหมดกำลังใจไม่    ยอมละทิ้งกิจกรณีที่บำเพ็ญโดยชอบธรรม และ

     ธรรมข้อที่  ๑๐  อวิโรธนะ ความไม่คลาดจากธรรม คือถือประโยชน์สุขความดีงามของรัฐและราษฎร์เป็นที่ตั้ง

               

     นอกจากนั้นแล้วพระองค์ยังมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนา พระองค์ยังทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาชนโดยธรรม จนทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองด้วยโภคสมบัติ นอกจากนั้นแล้วไพร่ฟ้าประชาชนต่างก็มีศีลธรรมและรักษาขนบธรรมประเพณีอันดีงาม  ฟ้าฝนก็ตกต้องตามฤดูกาลข้าวกล้าธัญญาหารก็เจริญงอกงามดี ประชาชนก็กินดีอยู่เย็นเป็นสุขไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียนทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยความสุขตั้งอยู่ในความสุจริตธรรม [3]  พระองค์ยังทรงทำหน้าที่ในการสั่งสอนประชาชนในใต้ปกครองของพระองค์ อีกด้วย

 

.๒.ธรรมที่ทรงสอนให้กับประชาชน

                ตามตำนานพระองค์ทรงสั่งสอนไพร่ฟ้าประชาชนทำมาหาเลี้ยงชีพและให้ตั้งอยู่ในความสุจริตธรรมด้วยธรรม  ๒  ประการ คือธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เสื่อม ๑  ประเพณีธรรม คือขนบธรรมเนียมอันเป็นระเบียบแบบแผนอันดีงามของครอบครัว ๑[4] 

 

     หลักธรรมที่ ๑ อปริหานิยธรรม  คือธรรมที่ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม หรือหลักธรรมแห่งการสร้างความสามัคคี ความเจริญให้แก่หมู่คณะ ซึ่งหลักธรรมข้อนี้เองนครรัฐเล็ก ๆ ในชมพูทวีปหรืออินเดียอย่างรัฐลิจฉวีใช้ในการปกครองประเทศจนรัฐมหาอำนาจอย่างรัฐมคธ ยังต้องหวั่นเกรงและใช้เวลาในการส่งคนเข้าไปยุยงทำลายความสามัคคีก่อนแล้วจึงรบชนะมาแล้ว [5] หลักธรรมนี้นั้นมี  ๗  ประการ ซึ่งประกอบไปด้วย

     ๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ พบปะปรึกษาหารือกิจการงาน พร้อมเพรียงกันทำกิจทั้งหลายที่พึงทำร่วมกัน 

     ๒) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจทั้งหลายที่พึงทำร่วมกัน

     ๓) ไม่ถืออำเภอใจใคร่ต่อความสะดวกบัญญัติวางข้อกำหนดกฏเกณฑ์ต่าง ๆ อันมิได้ตกลงบัญญัติวางไว้  และไม่เหยียบย่ำล้มล้างสิ่งที่ตกลงวางบัญญัติกันไว้แล้ว  ถือปฏิบัติมั่นอยู่ในบทบัญญัติใหญ่ที่วางไว้เป็นธรรมนูญ 

     ๔) ท่านผู้ใดเป็นใหญ่มีประสบการณ์ยาวนาน ให้เกียรติเคารพนับถือท่านเหล่านั้น มองเห็นความสำคัญแห่งถ้อยคำของท่านว่าเป็นสิ่งอันพึงรับฟัง

     ๕) ให้เกียรติและคุ้มครองกุลสตรี มิให้มีการข่มเหงรังแก 

     ๖) เครารพบูชาสักการะเจดีย์  ปูชนียสถาน  อนุสาวรีย์ประจำชาติ  อันเป็นเครื่องเตือนความทรงจำ เร้าให้ทำดี และเป็นที่รวมใจของหมู่ชน  ไม่ละเลยพิธีเคารพบูชาอันพึงทำต่ออนุสรณ์สถานเหล่านั้นตามประเพณี 

     ๗) จัดการให้ความอารักขา  บำรุง คุ้มครอง อันชอบธรรม แก่บรรพชิตผู้ทรงศีลทรงธรรมบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นหลักใจและเป็นตัวอย่างทางศีลธรรมของประชาชน เต็มใจต้อนรับและหวังให้ท่านอยู่โดยผาสุก [6]  

 

หลักธรรมที่ ๒     ประเพณีธรรม หรือขนบธรรมเนียมอันเป็นระเบียบแบบแผนอันดีงามของครอบครัว นั้น อันนี้น่าจะหมายถึงฆราวาสธรรม  ๔  ประการ [7]  อันประกอบไปด้วย 

     ๑) สัจจะ                 สัตย์ซื่อแก่กัน  หมายถึงคนในครอบครัวต้องมีความจริงใจและซื่อตรงต่อกัน ไม่ปิดบังกัน ที่สำคัญเรื่องของชีวิตคู่ระหว่างสามีภรรยาต้องรักเดียวใจเดียว ไม่เจ้าชู้หรือมีหลายบ้านจนทำให้ครอบครัวขาดความอบอุ่น และก่อให้เกิดปัญหานานาชนิดตามมา

     ๒) ทมะ                  รู้จักข่มจิตของตน  หมายถึงรู้จักข่มจิตใจไม่วู่วามจนทำให้เสียการงาน  ต้องรู้จักกับการบริหารจิตของตนเองหรือควบคุมตัวเองไม่ให้เป็นคนเจ้าโทสะ คือโกรธง่าย , ต้องควบคุมตัวเองไม่ให้เป็นคนเจ้าโมหะ คือลุ่มหลงมักมาก, ต้องควบคุมตัวเองไม่ให้เป็นคนเจ้าโลภะ คือมักได้  เป็นต้น

     ๓) ขันติ                ความอดทน  หมายถึงการรู้จักอดทนต่อการตรากตรำทำงานต่าง ๆ ในหน้าที่หรือมิใช่หน้าที่ อดทนต่อคำตำหนิติเตียน อดทนต่อคำผรุสวาทต่าง ๆ

     ๔) จาคะ                สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน  หมายถึงการเสียสละทรัพย์สินเพื่อผู้อื่นบ้างในบางโอกาส เช่น พ่อ แม่ ญาติพี่น้องของสามีหรือภรรยา ที่มีความเกี่ยวข้องกับครอบครัว หรือแม้แต่คนข้างบ้านหรือคนตกทุกข์ได้ยาก เป็นต้น

     จากข้อความที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ขุนจอมผาเรือง  พระองค์ได้พระนามว่าศรีจอมธรรม อันมีความหมายว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้ปกครองด้วยธรรมอันเป็นสิริมงคลแห่งรัฐ ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้มาจากเหตุแห่งคุณสมบัติรวมแล้ว  ๖  ประการ กล่าวคือ

                ๑) พระองค์ทรงได้รับนโยบายนี้มาจากขุนเงินพระราชบิดา ที่พระองค์ทรงมีประสบการณ์ในการบริหารปกครองบ้านเมืองมาก่อนและได้ประสบความสำเร็จมาแล้วต่อพระองค์ ซึ่งส่วนนี้เป็นธรรมของบรรพบุรุษ เมื่อนับย้อนบรรพบุรุษขึ้นไปตามตำนานมีการคิดสร้างเครื่องมือทางการปกครองและการบริหารประเทศขึ้นใช้หลายประการ  เช่น  มีการตราธรรมศาสตร์, ทศพิธราชธรรม, ราชวัตร, ราชศาสตร์, โบราณจารีต, โลกนิติ, โวหารวินิจฉัย, ไตรปิฎก  และตำนานเมือง หรือประวัติศาสตร์ของเมืองและราชวงศ์โบราณ  เป็นต้น [8]

                ๒) พระองค์จะต้องดำเนินตามหลักธรรมของพระราชาที่ใช้ในการปกครองรัฐใหม่ของพระองค์ที่ได้ตั้งขึ้นมากับประชาชนพลเมืองของพระองค์และที่สำคัญพระองค์วางตัวเป็นกันเองกับประชาชนจนสามารถเข้ากันได้ดี ซึ่งความสัมพันธ์แบบนี้เรียกว่าความสัมพันธ์แบบพ่อปกครองลูก  มิใช่ความสัมพันธ์ในเชิงกลไกทางการเมืองโดยทั่วไป ซึ่งเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจแต่อย่างเดียว  หากแต่เป็นความสัมพันธ์เชิงศีลธรรมและจิตใจด้วย [9]  ทั้งนี้ขุนจอมธรรมจึงได้พระนามนี้มาเพราะนัยยะดังที่กล่าวมาแล้ว

                ๓) ทรงบำรุงสุขขจัดทุกข์ให้ประชาชนและยังประชาชนให้อิ่มใจสบายใจมีความสงบสุขร่มเย็นเป็นที่ชื่นชมของเหล่าประชาราษฎร์โดยการพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์ทั้งพืชพันธุ์ธัญญาหาร และทรัพย์สินเงินทอง

                ๔) พระองค์ทรงครองราชย์โดย ชอบธรรม  และ ประพฤติธรรม แม้ฟ้าฝนก็ตกต้องตามฤดูกาลข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ท้องพระคลังเต็มไปด้วยพระราชทรัพย์

                ๕) พระองค์ทรงสนใจ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมประจำชาติ อันถือว่าเป็นศาสนาประจำชาติ หรือประจำใจของพสกนิกร  และที่สำคัญ

                ๖) พระองค์ทรงสั่งสอนธรรมแก่ประชาชนให้ตั้งอยู่ในสุจริตธรรม ซึ่งข้อนี้เองทำให้บ้านเมืองไม่มีโจรผู้ร้าย  แม้การศึกสงครามตลอดรัชสมัยของพระองค์ก็ไม่มี

 

บทสรุป

                ในการเข้ามาสร้างรัฐพะเยา (ภูกามยาว)ในครั้งนี้ขุนจอมธรรมได้รับการสนับสนุนให้เข้ามาฟื้นฟูพะเยารัฐนี้พระองค์ได้มีจุดมุ่งหมายแห่งรัฐเอาไว้คือความสงบร่มเย็นเป็นสุขของพสกนิกร ซึ่งประเด็นนี้เองแม้การเริ่มต้นจะเป็นด้วยเหตุผลทางการเมืองในครอบครัวก็ตาม แต่ก็น่าคิดถึงปัจจัยอื่น ๆ ด้วย ดังนี้

                ๑) การป้องกันการแย่งชิงอำนาจรัฐระหว่างพี่น้อง

                แม้ในตำนานการอพยพผู้คนเข้ามาฟื้นฟูเมืองพะเยานั้น  ขุนจอมธรรมได้ปฏิบัติตามพระราชดำริของพระราชบิดาที่ให้ขยายครอบครัวออกมาซึ่งสาเหตุหลักมาจากการปริวิตกของขุนเงินแห่งอาณาจักรโยนกที่มีพระราชโอรสถึง  ๒  พระองค์และมีพระชันษายุกาลที่ไล่เลี่ยกันว่าอาจจะมีการแย่งชิงพระราชบัลลังก์ระหว่างพี่น้องคู่นี้ขึ้น หลังพระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้วการปริวิตกในครั้งนี้เองจึงเป็นการแสวงหาทางออกโดยการแบ่งพระราชสมบัติให้พระโอรสองค์พี่คือขุนชิน  ให้อยู่กับพระองค์เพื่อรอครองรัฐหิรัญเงินยาง  แล้วให้ขุนจอมธรรมพระโอรสองค์รองให้ไปสร้างเมืองใหม่ชื่อว่าคือรัฐพะเยาซึ่งเป็นเมืองร้างที่อยู่ห่างออกไปทางใต้

                ๒) การขยายดินแดนของอาณาจักรโยนก

                แม้เหตุผลประการแรกเป็นเหตุผลหลักในการเข้ามาสร้างและพัฒนารัฐพะเยาของขุนเงิน  แต่กระนั้นก็ตามการขยายดินแดนออกมาทางที่ลุ่มน้ำอิงนับได้ว่าเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่ขุนเงินต้องการให้เป็นเมืองลูกหลวงที่สามารถเป็นสถานที่หลบภัยและขยายดินแดนรุกเข้าสู่รัฐอื่นได้ในอนาคต  ซึ่งตอนนี้เองเป็นนัยสำคัญเพราะบ้านเมืองในยุคนั้นต่างก็มีภัยพิบัติหลายอย่างโดยมากเป็นภัยทางธรรมชาติ เช่น รัฐสุวรรณโคมคำ ก็ถูกกระแสน้ำโขงพัดพาเอาเมืองล่มสลายลง  หรือแม้กระทั่งรัฐอย่างโยนก (-เดิม ก่อนที่จะมาสร้างเมืองใหม่ ) ก็ถูกดินยุบถล่มจน ราชวงศ์สิงหนวัตร ขาดสูญ  แม้แต่หิรัญเงินยางเองก็ถูกศึกแกวประชิดในยุคของขุนเจืองธรรมิกราช  และถูกมองโกลรุกรานในยุคของขุนงำเมือง  เป็นต้น  เหตุนี้เองที่ขุนเงินต้องมองการณ์ไกลโดยการขยายเมืองเพื่อเป็นสถานที่พักรบหรือหลบภัยทางธรรมชาติและการเมือง   และอีกประเด็นหนึ่งไม่น่าที่จะมองข้ามคือความคิดของพระองค์มุ่งไปที่ตระเตรียมเพื่อจะขยายดินแดนลงมาทางใต้อีกหรือไม่เหตุเพราะในยุคนั้นเมืองทางใต้ เช่น ลำปาง  แพร่  น่าน หิรภุญชัยและสุโขทัย  มีชุมชนปรากฏอยู่

                ๓) ความจำเป็นที่บ้านเมืองต้องมีผู้นำรัฐ

รัฐพะเยา  เป็นพื้นที่ขาดผู้นำตามตำนานเขียนไว้ว่าหลังจากเมืองเก่าที่ชื่อว่ามัทราชพหุริตา  ได้ล่มสลายไปแล้ว  แต่ยังมีผู้คนได้อาศัยอยู่โดยมีขุนแสนแต่งบ้านและขุนกว้านแต่งเมือง เป็นผู้ดูแลเหมือนกับเขตการปกครองพิเศษ ในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่มีผู้นำที่เป็นทางการอย่างเจ้าผู้ครองรัฐในระดับเชื้อพระวงศ์มาปกครองเลย (และจุดนี้เองเป็นสิ่งที่น่าคิดว่าเดิมทีขุนแสนแต่งบ้านกับขุนกว้านแต่งเมืองจะเก็บภาษีและส่งเครื่องบรรณาการอย่างไร ? ในรูปแบบไหน ?)  เมื่อขุนจอมธรรมประกาศว่าพระองค์จะมาพื้นฟูสร้างเมืองใหม่ชาวบ้านดีใจกันมาก  ข้อนี้ปราชญ์ทางการเมืองอย่างอาริสโตเติ้ลกล่าวเอาไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม  อีกสำนวนหนึ่งว่า มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง  (Political  Animal)  หากมนุษย์มีชีวิตอยู่แบบโดดเดี่ยวอยู่กันเป็นครอบครัว หรือแม้กระทั่งอยู่กันเป็นชุมชนระดับหมู่บ้านก็ยังหามีชีวิตที่สุขสมบูรณ์ไม่  รัฐ (หรือเจ้าเมืองใหม่ในพะเยา) จะช่วยให้มีชีวิตที่สมบูรณ์ซึ่งหมายถึงการมีคุณภาพชีวิต  อันได้แก่สภาวะชีวิตที่ดีงามถูกต้องตามครรลองแห่งเหตุผล  หรือจุดประสงค์ของรัฐไม่ใช่เพียงเพื่อมีชีวิตอยู่  แต่จะต้องเป็นไปเพื่อชีวิตซึ่งมีคุณภาพดีงามหรือคุณธรรมเกิดขึ้นในรัฐ [10]  นั้นก็หมายความว่ารัฐในยุคขุนจอมธรรมได้มีจุดประสงค์ไปที่การใช้หลักการคุ้มครอง-ป้องกัน-ส่งเสริม-ธรรมะในการปกครองบ้านเมืองของพระองค์

 


[1] ตำนานเมืองเชียงใหม่ ฉบับเชียงใหม่  ๗๐๐  ปี.(เชียงใหม่ :โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๓๘).  หน้า  ๙.

[2] พระธรรมปิฎก. ธรรมนูญชีวิต.  (กรุงเทพฯ : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๑).  หน้า  ๒๗–๒๘.

[3] พระธรรมวิมลโมลี.  เมืองพะเยาจากตำนานและประวัติศาสตร์. ( พะเยา  :  นครนิวส์การพิมพ์,  ๒๕๔๖).  หน้า  ๓๙.

[4]  เรื่องเดียวกัน  หน้า  ๓๙.

[5]มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙).  มหาปรินิพพานสูตร  เล่มที่  ๑๐  หน้า  ๗๘–๘๘.

[6] พระธรรมปิฎก.  ธรรมนูญชีวิต. (กรุงเทพฯ  :  มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๑).  หน้า  ๒๖.

[7] สมเด็จพระสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส. นวโกวาทฉบับประชาชน. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามงกุฏราชวิทยาลัย,  ๒๕๔๔).  หน้า ๘๕–๘๖.

[8] พระธรรมวิมลโมลี. ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา.  (กรุงเทพฯ : บริษัทมติชน, ๒๕๓๙).  หน้า  ๓๔๘.

[9] ปรีชา  ช้างขวัญยืน.  ธรรมรัฐ- ธรรมราชา.  (กรุงเทพฯ  :  โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๒). หน้า  ๑๑๕.

[10] จิรโชค  (บรรพต)  วีระสัย และคณะ.  รัฐศาสตร์ทั่วไป. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๓๘ ). หน้า  ๑๓๔.