รัฐเหล่านี้ เป็นรัฐเครือญาติ (Kinship Society) คือเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มชนเล็ก ๆ ในระดับครอบครัวโดยมีต้นตระกูลที่มีความผูกพันกันทางสายเลือด [3] อันเป็นรัฐที่สืบเชื้อสายมาจากปู่เจ้าลาวจก ผู้สถาปนา ราชวงศ์ลวจังคราช ขึ้นมา โดยการเคลื่อนย้ายผู้คนเพื่อแสวงหาดินแดนใหม่จากถิ่นกำเนิดที่สูงดอยตุงมุ่งสู่ที่ราบลุ่มน้ำกกและเข้ามาสร้างรัฐใหม่ในนาม “หิรัญนครเงินยางเชียงแสน” [4] ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นกลุ่มชนเผ่าที่อยู่ในที่สูงมีอาชีพเพาะปลูก แล้วมีการอพยพเคลื่อนที่ลงมา ณ ราบลุ่มน้ำและมีการผสมกลมกลืนทางด้านสังคมและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน [5]

ขุนศรีจอมธรรมธรรมราชาแห่งลุ่มน้ำอิง

 

          ขุนศรีจอมธรรม  ทรงเป็นพระราชโอรสของขุนเงินแห่งเมืองหิรัญเงินยาง  เดิมมีพระนามว่า จอมผาเรือง  ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่สองโดยมีพระเชษฐาพระนามว่าขุนชิน พระองค์ทรงเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากปู่เจ้าลาวจก  แห่งราชวงศ์ลวจังคราช พระองค์ทรงประสูติ   ณ  เมืองหิรัญเงินยางแห่งอาณาจักรโยนก ทรงเข้ามาสถาปนาเมืองพะเยาอันเป็นศูนย์กลางอำนาจแห่งรัฐพะเยา(อาณาจักรภูกามยาว)    ในขณะที่พระองค์ทรงมีพระชนมายุได้  ๓๖  ชันษา  ทรงสวรรคต  เมื่อพระชนมายุ  ๖๐  ชันษา 

…………………………

 

 

.แนวคิดในการสร้างรัฐพะเยา

 

     แม้ตำนานโยนก  จะระบุว่าการสร้างรัฐพะเยาขึ้นนั้นเกิดจากการปริวิตกของขุนเงินกษัตริย์รัฐหิรัญเงินยาง ที่มีต่อพระราชโอรสทั้งสองพระองค์คือขุนชิน  และ ขุน(จอม)ผาเรือง [1] ที่อาจจะมีการต่อสู้เพื่อที่จะแย่งชิงราชสมบัติ [2] ระหว่างพี่น้องสายเลือดเดียวกันก็ตาม  แต่การขยับขยายครอบครัวก็เป็นพันธกิจหนึ่งที่รัฐโบราณในแถบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้กระทำสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลาหลายชั่วอายุคนอยู่แล้ว

                รัฐเหล่านี้ เป็นรัฐเครือญาติ  (Kinship  Society)  คือเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มชนเล็ก ๆ ในระดับครอบครัวโดยมีต้นตระกูลที่มีความผูกพันกันทางสายเลือด [3] อันเป็นรัฐที่สืบเชื้อสายมาจากปู่เจ้าลาวจก  ผู้สถาปนา ราชวงศ์ลวจังคราช  ขึ้นมา  โดยการเคลื่อนย้ายผู้คนเพื่อแสวงหาดินแดนใหม่จากถิ่นกำเนิดที่สูงดอยตุงมุ่งสู่ที่ราบลุ่มน้ำกกและเข้ามาสร้างรัฐใหม่ในนาม “หิรัญนครเงินยางเชียงแสน” [4]  ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นกลุ่มชนเผ่าที่อยู่ในที่สูงมีอาชีพเพาะปลูก แล้วมีการอพยพเคลื่อนที่ลงมา ณ ราบลุ่มน้ำและมีการผสมกลมกลืนทางด้านสังคมและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน [5]  

 

 

๑.๑.จุดกำเนิดแห่งรัฐ

            เมื่อขุนเงินขึ้นครองเมืองหิรัญเงินยางแทนขุนเทิง ผู้เป็นพระราชบิดา   ในที่สุดขุนเงินก็ทรงตัดสินพระทัย และพระองค์ทรงเรียกพระราชโอรสทั้ง ๒  มาตกลงทำความเข้าใจกันในเรื่องราชสมบัติประกอบกับพระองค์ได้รับรายงานจากพวกอำมาตย์ราชบัณทิตว่า  ณ  ทิศใต้ (ทิศทักษิณ) ของรัฐหิรัญเงินยางมีรัฐร้างแห่งหนึ่งชื่อว่า สักกะวันราชธานี และไม่มีเจ้าผู้ครองรัฐมาแล้วถึง  ๓  ปี  ซึ่งสภาพการรกร้างของรัฐดังกล่าว ในคัมภีร์ใบลานได้กล่าวถึงช่วงนี้เอาไว้ว่า…สักกะวันราชธานี หาท้าวพระยาเสวยราชสมบัติไม่ได้  มีแต่ขุนแสนแต่งบ้าน  ขุนกว้านแต่งเมือง  อยู่ในขณะนั้น….[6]  จึงทำให้ขุนเงินทรงสนพระทัยเป็นอย่างมาก พระองค์จึงได้ตัดสินพระทัยและทรงกระตือรือร้นที่จะขยายรัฐออกไป  ณ  หัวเมืองรัฐฝ่ายใต้ จึงทรงปรึกษากับเหล่าแม่ทัพนายกองในเรื่องดังกล่าว  โดยมีลำดับขั้นตอนตามตำนาน ดังต่อไปนี้

     ๑) ทรงปรึกษาหาแนวทางความเป็นไปได้ที่จะสร้างรัฐแห่งใหม่ ในดินแดนหัวเมืองฝ่ายใต้ของพระนครหิรัญเงินยาง เพื่อขยายอาณาเขตและพระราชอำนาจให้กว้างขวางออกไปอีก โดยมีรัฐแม่อย่างหิรัญเงินยางดูแล และเป็นพี่เลี้ยงอยู่

     ๒) เหล่าราชอำมาตย์เสนอทางออกโดยการให้ขุนชินพระราชโอรสองค์โตทรงรอสืบราชสมบัติอยู่ครองรัฐหิรัญเงินยาง แทนพระราชบิดา 

     ๓) และสนับสนุนพระราชโอรสพระองค์รองคือขุนจอมผาเรือง หรือขุนจอมธรรม ออกไปสร้างรัฐใหม่ โดยการฟื้นฟูรัฐที่รกร้าง

     ๔) ทรงแบ่งพระราชสมบัติให้กับพระราชโอรสทั้งสองพระองค์เท่า ๆ กัน ทั้งในจำนวนทรัพย์สิน, ผู้คน, สัตว์, สิ่งของ และกองกำลังทัพ

 

๑.๒.สภาพทางสังคมและชุมชนก่อนกำเนิดรัฐพะเยา

     ชุมชนบริเวณดังกล่าวแม้จะเป็นรัฐที่รกร้างแต่ก็ยังมีนายบ้านเป็นผู้นำปกครองดูแลอยู่คือขุนแสนแต่งบ้าน กับขุนกว้านแต่งเมือง ซึ่งเป็นการอาศัยอยู่ของกลุ่มชนที่กระจัดกระจายตามเชิงเขาและที่ราบลุ่มน้ำอิงซึ่งได้รับอิทธิพลจากสภาพธรรมชาติเป็นสำคัญเนื่องจากมีพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำระหว่างหุบเขาอันอุดมสมบูรณ์ขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง ที่ราบขนาดใหญ่คือที่ราบลุ่มเชียงราย-พะเยา จากลักษณะการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณจะเลือกตั้งบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ ดังนั้นรูปแบบของการตั้งถิ่นฐาน จึงเป็นแนวยาวตามลำแม่น้ำ ( Linear  pattern ) โดยจะตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณพนังดินธรรมชาติ  ( Natural  level )  ซึ่งเป็นพื้นที่ริมแม่น้ำที่เกิดจากการตกตะกอนทับถมกันในช่วงฤดูน้ำหลาก  สภาพของดินจึงเป็นดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์ [7]  โดยมีอาชีพทางการเกษตรกรรมทำนาและพืชไร่ ไม่มีเจ้าผู้ครองนคร หรือรัฐซึ่งการปกครองอยู่ภายใต้การบริหารจัดการและมีการเสียภาษีให้กับรัฐหิรัญเงินยาง

     สภาพสังคมของชาวพื้นเมืองก่อนที่ขุนจอมธรรมจะเข้ามาสร้างบ้านแปลงเมืองนั้น ชนชาวพื้นเมืองที่เป็นชนเผ่าและมีถิ่นอาศัยอยู่ก่อนแล้ว ในการสร้างบ้านแปลงเมืองที่เชิงเขาชมภู หรือ ดอยด้วน ใกล้น้ำแม่สายตาหรือน้ำแม่อิงนี้  ซึ่งเป็นบริเวณที่มีผู้คนที่สูงอาศัยอยู่ตามเนินเขาลูกเตี้ย ๆ เต็มไปหมดพวกนี้น่าจะเป็นพวก ลัวะ  หรือข่า  ที่พูดตระกูลภาษามอญ-เขมร  ต่อมาภายหลังจึงเปลี่ยนไปพูดภาษาตระกูลไทย-ลาว [8] นับว่าเป็นการผสมผสานกลมกลืนกันระหว่างชนเผ่าพื้นเมือง กับผู้ที่เข้ามาอยู่ใหม่ซึ่งมีอารยธรรมที่ดีกว่าทั้งทางด้านเครื่องมือและวิทยาการ  จากเดิมเป็นแบบรัฐเครือญาติ (Kinship  Society) มาสู่รัฐแบบเผ่าพันธุ์ (Tribal  State)  กลุ่มชนหรือสังคมที่เกิดจากรวมตัวของคนหลายครอบครัวและหลายตระกูล  ตั้งมั่นอยู่ในพื้นที่อันแน่นอนมีระบบสังคมเชื่อมโยงต่อกัน  มีภาษาวัฒนธรรมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและมีผู้นำร่วมกัน [9] การตั้งถิ่นฐานของชาวพะเยาจะกระจายตามแอ่งหรือที่ราบลุ่มแม่น้ำเป็นแนวยาวตามลำน้ำอิง ชุมชนบ้านเมืองที่เกิดขึ้นในระยะแรก ๆ มีลักษณะเป็นชุมชนเล็ก ๆ แยกกันอยู่เป็นแห่ง ๆ มีผู้นำชุมชนและสังคมในนามของเจ้าผู้ปกครอง การตั้งชุมชนบ้านและเมืองได้พัฒนาจากถิ่นฐานที่อยู่ของชนเผ่าพื้นเมืองที่มีวัฒนธรรมด้อยกว่าประสมประสานวัฒนธรรมต่างถิ่นที่เจริญกว่า จนพัฒนาวัฒนธรรมและการปกครองของตนเองสูงขึ้น  ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการวางพื้นฐานทางวัฒนธรรม เครือข่ายสังคม และความสัมพันธ์ทางการเมืองในระยะต่อมา [10]


[1] พระนามว่าขุนจอมผาเรือง นี้เป็นพระนามดั่งเดิม ส่วนพระนามว่าศรีจอมธรรม  เพราะพระองค์ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงธรรม หรือธรรมราชา  ดังจะกล่าวต่อไป

[2] สุจิตต์  วงษ์เทศ.  บทความใน ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา  ( กรุงเทพฯ : บริษัทมติชน, ๒๕๓๙).  หน้า  ๒๓.

[3] จันทิมา  เกษแก้ว. การเมืองการปกครอง. (กรุงเทพฯ : สถาบันราชภัฏสวนดุสิต,  ๒๕๔๐).  หน้า  ๑๘.

[4] สุจิตต์  วงษ์เทศ.  บทความใน ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. ( กรุงเทพฯ : บริษัทมติชน, ๒๕๓๙).   หน้า  ๒๓.

[5]  เรื่องเดียวกัน   หน้า  ๒๓

[6] พระธรรมวิมลโมลี.  ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมเมือง พะเยา. ( กรุงเทพฯ : บริษัทมติชน, ๒๕๓๙).   หน้า  ๓๔๙.

[7] คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพะเยา. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๔), หน้า  ๑๓.

[8] สุจิต  วงค์เทศ  บทความใน ประวัติศาสตร์ สังคมและการเมืองพะเยา. (กรุงเทพฯ : บริษัทมติชน จำกัด ,     ๒๕๓๙ ).  หน้า  ๒๓.

[9] จันทิมา  เกษแก้ว.  การเมืองการปกครอง. (กรุงเทพฯ : สถาบันราชภัฏสวนดุสิต,  ๒๕๔๐).  หน้า  ๑๘.

[10]  คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพะเยา. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๔), หน้า  ๑๕.