ขุนศรีจอมธรรมธรรมราชาแห่งลุ่มน้ำอิง
ขุนศรีจอมธรรม ทรงเป็นพระราชโอรสของขุนเงินแห่งเมืองหิรัญเงินยาง เดิมมีพระนามว่า จอมผาเรือง ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่สองโดยมีพระเชษฐาพระนามว่าขุนชิน พระองค์ทรงเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากปู่เจ้าลาวจก แห่งราชวงศ์ลวจังคราช พระองค์ทรงประสูติ ณ เมืองหิรัญเงินยางแห่งอาณาจักรโยนก ทรงเข้ามาสถาปนาเมืองพะเยาอันเป็นศูนย์กลางอำนาจแห่งรัฐพะเยา(อาณาจักรภูกามยาว) ในขณะที่พระองค์ทรงมีพระชนมายุได้ ๓๖ ชันษา ทรงสวรรคต เมื่อพระชนมายุ ๖๐ ชันษา
…………………………
๑.แนวคิดในการสร้างรัฐพะเยา
แม้ตำนานโยนก จะระบุว่าการสร้างรัฐพะเยาขึ้นนั้นเกิดจากการปริวิตกของขุนเงินกษัตริย์รัฐหิรัญเงินยาง ที่มีต่อพระราชโอรสทั้งสองพระองค์คือขุนชิน และ ขุน(จอม)ผาเรือง [1] ที่อาจจะมีการต่อสู้เพื่อที่จะแย่งชิงราชสมบัติ [2] ระหว่างพี่น้องสายเลือดเดียวกันก็ตาม แต่การขยับขยายครอบครัวก็เป็นพันธกิจหนึ่งที่รัฐโบราณในแถบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้กระทำสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลาหลายชั่วอายุคนอยู่แล้ว
รัฐเหล่านี้ เป็นรัฐเครือญาติ (Kinship Society) คือเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มชนเล็ก ๆ ในระดับครอบครัวโดยมีต้นตระกูลที่มีความผูกพันกันทางสายเลือด [3] อันเป็นรัฐที่สืบเชื้อสายมาจากปู่เจ้าลาวจก ผู้สถาปนา ราชวงศ์ลวจังคราช ขึ้นมา โดยการเคลื่อนย้ายผู้คนเพื่อแสวงหาดินแดนใหม่จากถิ่นกำเนิดที่สูงดอยตุงมุ่งสู่ที่ราบลุ่มน้ำกกและเข้ามาสร้างรัฐใหม่ในนาม “หิรัญนครเงินยางเชียงแสน” [4] ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นกลุ่มชนเผ่าที่อยู่ในที่สูงมีอาชีพเพาะปลูก แล้วมีการอพยพเคลื่อนที่ลงมา ณ ราบลุ่มน้ำและมีการผสมกลมกลืนทางด้านสังคมและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน [5]
๑.๑.จุดกำเนิดแห่งรัฐ
เมื่อขุนเงินขึ้นครองเมืองหิรัญเงินยางแทนขุนเทิง ผู้เป็นพระราชบิดา ในที่สุดขุนเงินก็ทรงตัดสินพระทัย และพระองค์ทรงเรียกพระราชโอรสทั้ง ๒ มาตกลงทำความเข้าใจกันในเรื่องราชสมบัติประกอบกับพระองค์ได้รับรายงานจากพวกอำมาตย์ราชบัณทิตว่า ณ ทิศใต้ (ทิศทักษิณ) ของรัฐหิรัญเงินยางมีรัฐร้างแห่งหนึ่งชื่อว่า สักกะวันราชธานี และไม่มีเจ้าผู้ครองรัฐมาแล้วถึง ๓ ปี ซึ่งสภาพการรกร้างของรัฐดังกล่าว ในคัมภีร์ใบลานได้กล่าวถึงช่วงนี้เอาไว้ว่า…สักกะวันราชธานี หาท้าวพระยาเสวยราชสมบัติไม่ได้ มีแต่ขุนแสนแต่งบ้าน ขุนกว้านแต่งเมือง อยู่ในขณะนั้น….[6] จึงทำให้ขุนเงินทรงสนพระทัยเป็นอย่างมาก พระองค์จึงได้ตัดสินพระทัยและทรงกระตือรือร้นที่จะขยายรัฐออกไป ณ หัวเมืองรัฐฝ่ายใต้ จึงทรงปรึกษากับเหล่าแม่ทัพนายกองในเรื่องดังกล่าว โดยมีลำดับขั้นตอนตามตำนาน ดังต่อไปนี้
๑) ทรงปรึกษาหาแนวทางความเป็นไปได้ที่จะสร้างรัฐแห่งใหม่ ในดินแดนหัวเมืองฝ่ายใต้ของพระนครหิรัญเงินยาง เพื่อขยายอาณาเขตและพระราชอำนาจให้กว้างขวางออกไปอีก โดยมีรัฐแม่อย่างหิรัญเงินยางดูแล และเป็นพี่เลี้ยงอยู่
๒) เหล่าราชอำมาตย์เสนอทางออกโดยการให้ขุนชินพระราชโอรสองค์โตทรงรอสืบราชสมบัติอยู่ครองรัฐหิรัญเงินยาง แทนพระราชบิดา
๓) และสนับสนุนพระราชโอรสพระองค์รองคือขุนจอมผาเรือง หรือขุนจอมธรรม ออกไปสร้างรัฐใหม่ โดยการฟื้นฟูรัฐที่รกร้าง
๔) ทรงแบ่งพระราชสมบัติให้กับพระราชโอรสทั้งสองพระองค์เท่า ๆ กัน ทั้งในจำนวนทรัพย์สิน, ผู้คน, สัตว์, สิ่งของ และกองกำลังทัพ
๑.๒.สภาพทางสังคมและชุมชนก่อนกำเนิดรัฐพะเยา
ชุมชนบริเวณดังกล่าวแม้จะเป็นรัฐที่รกร้างแต่ก็ยังมีนายบ้านเป็นผู้นำปกครองดูแลอยู่คือขุนแสนแต่งบ้าน กับขุนกว้านแต่งเมือง ซึ่งเป็นการอาศัยอยู่ของกลุ่มชนที่กระจัดกระจายตามเชิงเขาและที่ราบลุ่มน้ำอิงซึ่งได้รับอิทธิพลจากสภาพธรรมชาติเป็นสำคัญเนื่องจากมีพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำระหว่างหุบเขาอันอุดมสมบูรณ์ขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง ที่ราบขนาดใหญ่คือที่ราบลุ่มเชียงราย-พะเยา จากลักษณะการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณจะเลือกตั้งบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ ดังนั้นรูปแบบของการตั้งถิ่นฐาน จึงเป็นแนวยาวตามลำแม่น้ำ ( Linear pattern ) โดยจะตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณพนังดินธรรมชาติ ( Natural level ) ซึ่งเป็นพื้นที่ริมแม่น้ำที่เกิดจากการตกตะกอนทับถมกันในช่วงฤดูน้ำหลาก สภาพของดินจึงเป็นดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์ [7] โดยมีอาชีพทางการเกษตรกรรมทำนาและพืชไร่ ไม่มีเจ้าผู้ครองนคร หรือรัฐซึ่งการปกครองอยู่ภายใต้การบริหารจัดการและมีการเสียภาษีให้กับรัฐหิรัญเงินยาง
สภาพสังคมของชาวพื้นเมืองก่อนที่ขุนจอมธรรมจะเข้ามาสร้างบ้านแปลงเมืองนั้น ชนชาวพื้นเมืองที่เป็นชนเผ่าและมีถิ่นอาศัยอยู่ก่อนแล้ว ในการสร้างบ้านแปลงเมืองที่เชิงเขาชมภู หรือ ดอยด้วน ใกล้น้ำแม่สายตาหรือน้ำแม่อิงนี้ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีผู้คนที่สูงอาศัยอยู่ตามเนินเขาลูกเตี้ย ๆ เต็มไปหมดพวกนี้น่าจะเป็นพวก ลัวะ หรือข่า ที่พูดตระกูลภาษามอญ-เขมร ต่อมาภายหลังจึงเปลี่ยนไปพูดภาษาตระกูลไทย-ลาว [8] นับว่าเป็นการผสมผสานกลมกลืนกันระหว่างชนเผ่าพื้นเมือง กับผู้ที่เข้ามาอยู่ใหม่ซึ่งมีอารยธรรมที่ดีกว่าทั้งทางด้านเครื่องมือและวิทยาการ จากเดิมเป็นแบบรัฐเครือญาติ (Kinship Society) มาสู่รัฐแบบเผ่าพันธุ์ (Tribal State) กลุ่มชนหรือสังคมที่เกิดจากรวมตัวของคนหลายครอบครัวและหลายตระกูล ตั้งมั่นอยู่ในพื้นที่อันแน่นอนมีระบบสังคมเชื่อมโยงต่อกัน มีภาษาวัฒนธรรมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและมีผู้นำร่วมกัน [9] การตั้งถิ่นฐานของชาวพะเยาจะกระจายตามแอ่งหรือที่ราบลุ่มแม่น้ำเป็นแนวยาวตามลำน้ำอิง ชุมชนบ้านเมืองที่เกิดขึ้นในระยะแรก ๆ มีลักษณะเป็นชุมชนเล็ก ๆ แยกกันอยู่เป็นแห่ง ๆ มีผู้นำชุมชนและสังคมในนามของเจ้าผู้ปกครอง การตั้งชุมชนบ้านและเมืองได้พัฒนาจากถิ่นฐานที่อยู่ของชนเผ่าพื้นเมืองที่มีวัฒนธรรมด้อยกว่าประสมประสานวัฒนธรรมต่างถิ่นที่เจริญกว่า จนพัฒนาวัฒนธรรมและการปกครองของตนเองสูงขึ้น ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการวางพื้นฐานทางวัฒนธรรม เครือข่ายสังคม และความสัมพันธ์ทางการเมืองในระยะต่อมา [10]
[1] พระนามว่าขุนจอมผาเรือง นี้เป็นพระนามดั่งเดิม ส่วนพระนามว่าศรีจอมธรรม เพราะพระองค์ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงธรรม หรือธรรมราชา ดังจะกล่าวต่อไป
[2] สุจิตต์ วงษ์เทศ. บทความใน ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา ( กรุงเทพฯ : บริษัทมติชน, ๒๕๓๙). หน้า ๒๓.
[3] จันทิมา เกษแก้ว. การเมืองการปกครอง. (กรุงเทพฯ : สถาบันราชภัฏสวนดุสิต, ๒๕๔๐). หน้า ๑๘.
[4] สุจิตต์ วงษ์เทศ. บทความใน ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. ( กรุงเทพฯ : บริษัทมติชน, ๒๕๓๙). หน้า ๒๓.
[5] เรื่องเดียวกัน หน้า ๒๓
[6] พระธรรมวิมลโมลี. ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมเมือง พะเยา. ( กรุงเทพฯ : บริษัทมติชน, ๒๕๓๙). หน้า ๓๔๙.
[7] คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพะเยา. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๔), หน้า ๑๓.
[8] สุจิต วงค์เทศ บทความใน ประวัติศาสตร์ สังคมและการเมืองพะเยา. (กรุงเทพฯ : บริษัทมติชน จำกัด , ๒๕๓๙ ). หน้า ๒๓.
[9] จันทิมา เกษแก้ว. การเมืองการปกครอง. (กรุงเทพฯ : สถาบันราชภัฏสวนดุสิต, ๒๕๔๐). หน้า ๑๘.