๑.๓.สภาพภูมิศาสตร์ - รัฐศาสตร์
รัฐพะเยา หรือภูกามยาวแห่งนี้เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ โดยอยู่ใกล้กับ ดอยชมภู หรือ ดอยด้วน และโอบล้อมด้วย ดอยหลวง หรือ ทิวเขาผีปันน้ำ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเมืองอันเป็นต้นกำเนิดแห่งสายน้ำที่สำคัญ ๆ เช่น น้ำแม่อิง เป็นต้น ตามคัมภีร์ใบลานชื่อของรัฐเดิมแห่งนี้ว่า สักกะวันราชธานี บางทีเรียกว่า มัทราชพหุริตา หรือ พหุริตา หรือ สีหราช ซึ่งมีเจ้าผู้ครองรัฐในอดีตคือพญาสุทธสม และพญาอนุราช ปกครองแต่เดิม (ซึ่งเหตุการณ์ตอนนี้ไม่ปรากฏเป็นที่ชัดเจน) มีลำน้ำใหญ่ที่สามารถหล่อเลี้ยงชาวเมืองได้ ชื่อว่าน้ำแม่สายตา หรือที่เรียกกันในปัจจุบันคือน้ำแม่อิง เหตุที่ชื่อว่าน้ำแม่อิงเป็นเรื่องยุคหลังดังจะอธิบายต่อไป
และที่สำคัญมีป้อมปราการธรรมชาติคือภูเขาสูงใหญ่และเตี้ยสลับกันสามารถป้องกันข้าศึกศัตรูที่เข้ามารุกรานได้ ภูเขานี้เรียกว่าภูเขาคิชฌกูฏ หรือ ภูเขาชมภู หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ดอยด้วน [1]
โดยสภาพทางภูมิศาสตร์-รัฐศาสตร์นี้ รัฐพะเยาถือว่ามีที่ตั้งของรัฐที่มีชัยภูมิทั้งทางด้านยุทธศาสตร์และถือว่าเป็นศูนย์กลางทางด้านการชุมนุมทางด้านพาณิชยกรรมและการคมนาคมระหว่างรัฐต่อรัฐเป็นอย่างมาก โดยสามารถเดินทางจากพะเยาสู่แพร่-น่าน หรือลำปาง-งาว หรือเชียงราย-เชียงแสนได้อย่างสะดวกสถานที่ตั้งเมืองพะเยาเป็นศูนย์กลางการชุมนุมและการคมนาคมที่จะเดินทางเชื่อมติดต่อไปยังกลุ่มบ้านเมืองทางด้านตะวันตกและทางเหนือได้โดยไม่ยากเพราะถ้าเดินทางจากเมืองพะเยาไปทางตะวันตกผ่านร่องเขาสู่บริเวณที่ราบลุ่มทางเมืองงาวและอาจข้ามทิวเขาไปสู่ต้นน้ำอิงในเขตอำเภอวังเหนือแล้วเดินต่อไปยังเมืองลำปางได้ และถ้าเดินทางจากพะเยาไปทางทิศเหนือก็จะผ่านอำเภอพานและลำน้ำงาว ไปยังตัวจังหวัดเชียงรายและจากเชียงราย ก็สามารถเดินทางต่อไปยังเมืองเชียงแสนและบรรดาบ้านเมืองต่าง ๆ ในเขตลุ่มน้ำโขงที่อยู่ในเขตประเทศพม่าและจีนสิบสองปันนาได้ไม่ยาก [2]
๑.๔.การสำรวจชัยภูมิแห่งรัฐ
เมื่อขุนเงินทรงได้ข้อมูลพร้อมแล้วและแรงสนับสนุนจากเหล่าเสนาอำมาตย์ พระองค์จึงทรงสั่งการให้โหราจารย์หาฤกษ์ยามที่ดีเพื่อการออกเดินทางอพยพผู้คนเข้าสู่รัฐใหม่แห่งนี้ เมื่อได้ฤกษ์ยามเรียบร้อยแล้วพระองค์ทรงนำไพร่พลออกไป ณ สถานที่สร้างรัฐใหม่ทันที ในการเสด็จนำไปด้วยพระองค์เองครั้งนี้น่าจะเป็นการอพยพคนในส่วนของขุนจอมธรรมที่ทรงแบ่งให้กับพระโอรสไปด้วย ในตอนที่เสด็จเดินทางไปครั้งนี้ได้มีการหยุดทัพพักเป็นที่ ๆ เพื่อไม่ให้คนสูงอายุลำบาก ดังเอกสารจากใบลานเขียนเหตุการณ์ตอนนี้เอาไว้ว่า ขุนเงินก็นำพระราชโอรสองค์รองคือขุนจอมธรรมพร้อมทั้งรี้พลโยธาออกจากรัฐหิรัญเงินยางมุ่งตรงไปยังรัฐพะเยา (ภูกามยาว) โดยมีระยะทางยืดยาวไปหยุดพักไพร่พล ณ สถานที่แห่งหนึ่งที่ทับถาเคี่ยน เพื่อให้พวกคนเถ้าคนแก่ชายหญิงเด็กเล็กที่เดินทางมาได้รับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทางเข้าพักอาศัยพักผ่อนจึงเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “ เชียงเคี่ยน” มาจนทุกวันนี้ [3]
เมื่อเสด็จไปถึงสถานที่ใกล้ตัวเมืองพะเยา [4] พระองค์จึงสั่งให้หยุดตั้งค่ายพักพร้อมกับสั่งให้เสนาอำมาตย์ชื่อว่าอินทราชา [5] นำช่างหลวงออกไปสำรวจพื้นที่การสร้างเมืองอันเป็นศูนย์กลางแห่งรัฐ เมื่ออินทราชาเสนาได้ไปสำรวจแล้วมีความมหัศจรรย์เป็นอย่างมาก จึงกลับมารายงานโดยบอกว่าสถานที่อันจะสร้างเป็นเมืองศูนย์กลางนั้นเป็นชัยภูมิที่วิเศษและเป็นชัยภูมิที่เป็นมหามงคลอย่างยิ่ง ๓ ประการ คือ
๑) มีสายน้ำไหลจากภูเขาลงไปทางทิศใต้ (ทักษิณ) แล้ววกกลับไหลขึ้นไปทางทิศเหนือ (อุดร) คือไหลลาดลงไปแล้วไหลอ้อมขึ้นทางทิศเหนือ
๒) มีสระหนองน้ำขนาดใหญ่ ทางทิศตะวันตก ซึ่งสามารถเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อใช้เป็นน้ำดื่มน้ำใช้ของพลเมืองและสัตว์พาหนะได้
๓) สถานที่ตั้งตัวเมืองมีเนินสูงและเนินดอยไปสุดลงฝั่งแม่น้ำ [6] เมื่อฤดูน้ำลากก็ไม่สามารถที่จะท่วมตัวเมืองได้
การแสวงหาที่ตั้งเมืองนั้นต้องอาศัยภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมานานจากโบราณคติซึ่งการแสวงหาทำเลที่เป็นมงคลเหล่านี้ หากหาไม่ดีแล้วอาจเป็นสาเหตุของการล่มสลายของเมืองได้ [7] เช่นที่ผ่านมาในภูมิภาคแห่งนี้มีเมืองสุวรรณโคมคำ ที่ถูกแม่น้ำโขงกัดเซาะจนพังทลาย, เมืองโยนก ที่แผ่นดินยุบตัวลงจนเมืองทั้งเมืองจมหายลงไป ต้องกลายเป็นหนองน้ำ เป็นต้น
การสร้างรัฐ หรือเมืองพะเยานั้นจากการระบุตำแหน่งและแผนผังการสร้างเมืองจากตำนานว่าทางทิศตะวันตกเป็นที่สูง ส่วนทางทิศตะวันออกเป็นพื้นที่ลาดต่ำลงมา ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือและ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีหนองน้ำขนาดใหญ่อยู่ ซึ่งตามตำแหน่งดังกล่าวที่ว่ามานี้เป็นตำแหน่งที่ตรงกับเวียงน้ำเต้า ซึ่งเป็นเวียงแม่หรือ เวียงศูนย์กลาง (-เวียงบริวารได้แก่ เวียงจอมทอง, เวียงปู่ล่าม, เวียงหนองหวี, เวียงต๋อม เป็นต้น) โดยต้องอยู่มีบริเวณโรงเรียนพะเยาพิทยาคมและต่อมาขยายตัวเมืองออกมาทางด้านบริเวณริมกว้านพะเยาตำนานพื้นเมืองพะเยากล่าวว่าเวียงแห่งนี้เจ้าราชบุตรบุญเมืองเป็นผู้สร้าง ในยุคของพระเจ้าสิงหราช [8]
๑.๕.แนวคิดทางปรัชญาในการสร้างรัฐใหม่
รูปแบบการสร้างบ้านแปลงเมืองในสมัยนั้นยังคงยึดหลักของแนวความคิดความเชื่อตามแบบพราหมณ์-ฮินดูอยู่มาก โดยมีการสมมติเอา ดอยจอมทอง หรือ พระธาตุจอมทอง เป็นเสมือน เขาพระสุเมรุ ที่จะเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล (Cosmological Concepts) ขึ้นในบริเวณใจกลางเมืองนั้นจะเป็นที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐาน หรือสิงสถิตย์ของพระผู้เป็นเจ้าผู้พิทักษ์อาณาจักรขณะเดียวกันก็เป็นตัวแทนของเขาพระสุเมรุ อันเป็นยอดเขาสูงสุดและเป็นศูนย์กลางของพลังทั้งมวลในจักรวาล เป็นแกนของรัฐ [9] โดยมีความเชื่อว่าเมื่อสร้างเมืองเสร็จแล้วจะให้เมืองพะเยาเป็นศูนย์กลางแห่งรัฐที่อำนาจและการปกครองที่จะขยายออกไปสู่หัวเมืองอื่น ๆ หรือรัฐอื่น ๆ ในภูมิภาคทีเดียวซึ่งแนวความคิดดังกล่าวนี้ในยุคต่อมาขุนมังราย กษัตริย์หิรัญนคร (เงินยาง) ก็ได้นำไปสร้างเมืองเชียงรายขึ้นในปี พ.ศ.๑๘๐๕ โดยพระองค์ทรงให้สร้างเลียนแบบลัทธิพนม หรือ ลัทธิเจ้าภูเขาของเขมร [10] โดยก่อป้อมปราการโอบรอบดอยจอมทองเอาไว้ (ดอยจอมทอง ก็คือ ภูเขายอดทอง เป็นคำไทย ๆ ที่ใช้เรียก ภูเขาพระสุเมรุ ซึ่งมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า เหมบรรพต หรือ เหมาทรี อันมีความหมายว่า ภูเขาทอง [11] จะเห็นว่าเมือง หรือเวียงที่ล้อมรอบพระธาตุจอมทองใจกลางเมืองพะเยาแห่งนี้มีมากถึง ๑๐ เวียง นั้นก็คงได้รับแนวความคิดนี้มาจากแหล่งเดียวกัน
หากถ้าดูตามนี้แล้วเมืองศูนย์กลางรัฐพะเยาที่ถูกสร้างขึ้นครั้งนั้นปรากฏรายละเอียดในตำนานว่า สร้างยาวไปตามกว๊านพะเยา ตัวเมืองกว้าง ๑,๐๐๐ วา ยาว ๑,๑๐๐ วา โดยมีคูเมืองกว้าง ๗ วา มีประตูเมือง ๘ ประตู แต่ไม่ทราบว่าเมืองดังกล่าวตั้งอยู่ในตำแหน่งใด เนื่องจากที่บริเวณปลายดอยด้วนและริมกว๊านพะเยานั้น จะมีร่องรอยของเมืองโบราณอยู่ติด ๆ กันอยู่หลายแห่ง [12] ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ พระธรรมวิมลโมลีได้ศึกษาเพิ่มเติมและระบุกลุ่มเมืองที่สร้างขึ้นโดยรอบเมืองภูกามยาวไว้ถึง ๑๐ เวียง (เมือง ในภาษาพื้นเมืองเหนือหมายถึง เวียง ) ดังนี้
๑) เวียงปู่ล่าม ๒) เวียงจอมทอง ๓) เวียงตุ่น ๔) เวียงแจะ ๕) เวียงต๋อมดง ๖) เวียงบ้านเยี่ยน ๗) เวียงร่องคือ ๘) เวียงจำไก่ ๙) เวียงห้าว ๑๐) เวียงกาหลง และได้อธิบายถึงความเป็นมาและลักษณะเพิ่มเติมดังนี้ เวียงทั้ง ๑๐ แห่งนี้มีลักษณะเหมือนกันคือขุดคูรอบบริเวณที่นั้น ๆ ส่วนชื่อของตัวเวียงและสถานที่ตั้งได้อาศัยตำนานที่เล่าสืบ ๆ ต่อกันมาเช่น เวียงห้าว ปรากฏในตำนานพระธาตุแซ่โหว้ เป็นต้น ส่วนตัวเวียงนอกนั้นก็เรียกตามปูชนียสถานที่สำคัญ ๆ ของท้องถิ่น เช่น เวียงจำไก่ , เวียงจอมทอง ก็อาศัยโบราณสถานคือพระธาตุจอมทอง [13] เป็นต้น
๑.๖.กุศโลบายในการแสวงหาความชอบธรรม
เมื่อเริ่มลงมือสร้างเมืองศูนย์กลางรัฐพะเยาของขุนจอมธรรมในครั้งนี้ แม้พระองค์จะมีความชอบธรรมอยู่มากคือ ทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ และทรงได้รับประกาศิตจากพระราชบิดา แต่กระนั้นพระองค์ยังได้ดำเนินกุศโลบายในการจูงใจคนให้มีส่วนร่วมอีกด้วย ซึ่งจะพิจารณาได้จากการที่พระองค์ทรงใช้กุศโลบายถึง ๖ ประการ ดังนี้
๑) หลักการใช้คน ขุนจอมธรรมพระองค์ทรงคิดที่จะนำเอาผู้นำท้องถิ่นคือ ขุนแสนแต่งบ้านและขุนกว้านแต่งเมือง เข้ามารับใช้เพราะทรงตระหนักพระทัยถึงปัจจัยหรือองค์ประกอบที่สำคัญถึง ๓ ประการ คือประการที่หนึ่ง บุคคลสองท่านนี้เป็นผู้นำชุมชนมาก่อนย่อมเป็นที่เคารพยำเกรงของอาณาประชาราษฎร์มิใช่น้อยถ้าจะทำการสิ่งใดโดยผ่านบุคคลทั้งสองนี้จึงเป็นการชอบธรรม ประการที่สอง บุคคลทั้งสองนี้เป็นคนเก่าแก่ที่มีความชำนาญการในการบริหารจัดการและมีความคล่องตัวในพื้นที่เป็นอย่างมากซึ่งจะสามารถช่วยย่นระยะทางและการทำงานได้เป็นอย่างมาก และประการสุดท้าย ทรงเห็นว่าบุคคลทั้งสองนั้นเป็นคนเฉลียวฉลาด รู้หลักการและจารีตประเพณีในการจัดการสร้างบ้านเมือง และมีฝีมือในการจัดการในครั้งนี้ได้
๒) หลักการโฆษณา นอกจากนั้นแล้วพระองค์ยังได้ให้ขุนแสนแต่งบ้านและขุนกว้านแต่งเมืองป่าวประกาศให้คนในพื้นที่ดั่งเดิมหรือคนพื้นเมืองทั้งหมดได้ทราบถึงนโยบาย จุดประสงค์แห่งรัฐ และแนะนำว่าใครจะมาเป็นเจ้าผู้ปกครองคนใหม่ เป็นต้น
๓) หลักแห่งการมีส่วนร่วม พระองค์ทรงให้หาวันดีฤกษ์ดีเพื่อที่จะได้แสดงภาวะผู้นำ โดยการชูธงนำหน้าประชาชนลงมือแผ้วถางสร้างบ้านเมืองด้วยพระองค์เองเป็นปฐมฤกษ์ และยังหาโอกาสใกล้ชิดเพื่อรับฟังเสียงจากประชาชนอีกด้วย
๔) หลักแห่งการใช้อภินิหาริย์ ในขณะที่พระองค์ทรงนำพาประชาชนพลเมืองของพระองค์แผ้วถางป่าอยู่นั้นชาวเมืองได้พบเห็นเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงปรัชญาแนวคิดการนับถือผีและชื่นชมอภินิหาริย์ของชาวเมืองอย่างชัดเจน เช่นเห็นสุกร (หมูป่า) ต่อสู้กับพยัคฆ์ (เสือ) ซึ่งหมูป่าที่หาญกล้าต่อสู้กับเสือซึ่งถือกันว่าเป็นสัตว์นักล่าที่ดุร้าย ตามปกติหมูป่าจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และถูกเสือกัดกินเป็นอาหาร แต่เหตุการณ์ในวันดังกล่าวกลับปรากฏว่าหมูป่าชนะเสือ จึงเป็นที่อัศจรรย์ใจของประชาชนเป็นยิ่งนัก
๕) หลักแห่งการตอกย้ำความเชื่อเดิม เมื่อโหรหลวงได้ทำนายถวายรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ต่อกษัตริย์พระองค์ใหม่ว่า ภายภาคหน้าพระราชโอรส, พระราชนัดดา ของพระองค์จะมีพระปรีชาสามารถและมีแสนยานุภาพมาก สามารถปราบหัวเมืองต่าง ๆ และรวบรวมเป็นปึกแผ่นได้ โดยมีอาณาเขตกว้างขวางถึงครึ่งทวีป จนไม่สามารถที่จะสวรรคตในเมืองมนุษย์ได้ ยิ่งเป็นการเพิ่มพลังความศรัทธาต่อผู้นำใหม่อย่างหาที่เปรียบมิได้
[1]สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้เสนอข้อคิดในประวัติศาสตร์และพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา หน้า ๓๖ ว่า ประเพณีฝ่ายล้านนามักเรียกจอมเขาว่า
“ดอย” เช่นดอยสุเทพ ดอยตุง ฯลฯ แต่ฝ่ายล้านช้างมักเรียก “ภู” เช่น ภูสี ภูกระดึง ฯลฯ ฉะนั้นชื่อดอยชมภู
หรือดอยด้วนจึงน่าจะเป็นชื่อพื้นเมืองดั้งเดิม ส่วนภูกามยาวหรือภูยาวเป็นชื่อสมัยหลังเรียกตามพื้นเมืองล้านช้าง
[2] เรื่องเดียวกัน หน้า ๔๘
[3] พระธรรมวิมลโมลี. ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา.( กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๓๙). หน้า ๓๔๙–๓๕๐.
[4] บริเวณดังกล่าวน่าจะเป็นดอยจุก เขตตำบลดงเจน กิ่งอำเภอภูกามยาว -ดูเพิ่มเติม ตำนานพระธาตุดอยจุก พระมหาศรีบรรดร ถิรธมโม. พระธาตุสำคัญเมืองพะเยา. (พะเยา : มปท. ๒๕๔๕). หน้า ๒๖–๒๗.
[5] พันธเสนา และปุโรหิตาจารย์ชื่อสามผญา ดู-พระธรรมวิมลโมลี. เมืองพะเยาจากตำนานและประวัติศาสตร์ หน้า ๓๒.
[6] พระธรรมวิมลโมลี. ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. ( กรุงเทพฯ : บริษัทมติชน, ๒๕๓๙). หน้า ๓๕๐. มีข้อความเพิ่มเข้ามาว่า สถานที่ตรงนี้มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ซึ่งความเป็นจริงน่าจะมีการเสริมแต่งขึ้นมาทีหลัง เนื่องจากพระเจ้าตนหลวง เริ่มก่อสร้างเมื่อ ๒๐๓๔ นี้เอง คือหลังจากการสร้างเมืองใหม่ถึง ๓๙๙ ปี
[7] สรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา. (กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, ๒๕๓๙). หน้า ๒๙.
[8] เรื่องเดียวกัน ระบุสร้างปี พ.ศ. ๑๗๑๗ ซึ่งไม่ตรงกันอันที่จริงน่าจะมีการสร้างก่อน ๑๖๓๕ หน้า ๔๘
[9] สุเทพ สุนทรเภสัช. มานุษยวิทยากับประวัติศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ ๒ ( กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, ๒๕๔๘). หน้า ๒๑๔.
[10] คือแนวความคิดนี้เป็นปรัชญาการสร้างเมืองตามคติของอินเดีย ซึ่งมีการสร้างเมืองรอบภูเขาเล็ก ๆ หรือถ้าไม่มีภูเขาก็ให้สร้างภูเขาจำลองไว้กลางเมือง เช่น กรณีกรุงเทพฯ สร้างภูเขาทอง (วัดสระเกษ) เพื่อสมมติเป็นภูเขาพระสุเมรุอันถือเป็นศูนย์กลางของโลก
[11] สุจิตต์ วงศ์เทศ. “คำนำ” เสียมกุก กองทัพสยามที่ปราสาทนครวัด. ( กรุงเทพฯ : บริษัทมติชน, ๒๕๔๕). หน้า (๑๘).
[12] สุรพล ดำริห์กุล. ล้านนาสิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม. (กรุงเทพฯ : บริษัทรุ่งอรุณ พับลิชชิ่งจำกัด, ๒๕๔๒). หน้า ๖๕. ระบุจำนวน ๕ แห่ง