การแสวงหาที่ตั้งเมืองนั้นต้องอาศัยภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมานานจากโบราณคติซึ่งการแสวงหาทำเลที่เป็นมงคลเหล่านี้ หากหาไม่ดีแล้วอาจเป็นสาเหตุของการล่มสลายของเมืองได้ [7] เช่นที่ผ่านมาในภูมิภาคแห่งนี้มีเมืองสุวรรณโคมคำ ที่ถูกแม่น้ำโขงกัดเซาะจนพังทลาย, เมืองโยนก ที่แผ่นดินยุบตัวลงจนเมืองทั้งเมืองจมหายลงไป ต้องกลายเป็นหนองน้ำ เป็นต้น

.๓.สภาพภูมิศาสตร์ - รัฐศาสตร์

     รัฐพะเยา หรือภูกามยาวแห่งนี้เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์  โดยอยู่ใกล้กับ ดอยชมภู  หรือ ดอยด้วน และโอบล้อมด้วย ดอยหลวง หรือ ทิวเขาผีปันน้ำ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเมืองอันเป็นต้นกำเนิดแห่งสายน้ำที่สำคัญ ๆ เช่น น้ำแม่อิง เป็นต้น  ตามคัมภีร์ใบลานชื่อของรัฐเดิมแห่งนี้ว่า  สักกะวันราชธานี บางทีเรียกว่า มัทราชพหุริตา หรือ พหุริตา หรือ สีหราช ซึ่งมีเจ้าผู้ครองรัฐในอดีตคือพญาสุทธสม และพญาอนุราช ปกครองแต่เดิม (ซึ่งเหตุการณ์ตอนนี้ไม่ปรากฏเป็นที่ชัดเจน) มีลำน้ำใหญ่ที่สามารถหล่อเลี้ยงชาวเมืองได้  ชื่อว่าน้ำแม่สายตา หรือที่เรียกกันในปัจจุบันคือน้ำแม่อิง เหตุที่ชื่อว่าน้ำแม่อิงเป็นเรื่องยุคหลังดังจะอธิบายต่อไป

      และที่สำคัญมีป้อมปราการธรรมชาติคือภูเขาสูงใหญ่และเตี้ยสลับกันสามารถป้องกันข้าศึกศัตรูที่เข้ามารุกรานได้  ภูเขานี้เรียกว่าภูเขาคิชฌกูฏ  หรือ ภูเขาชมภู  หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ดอยด้วน [1]

                โดยสภาพทางภูมิศาสตร์-รัฐศาสตร์นี้ รัฐพะเยาถือว่ามีที่ตั้งของรัฐที่มีชัยภูมิทั้งทางด้านยุทธศาสตร์และถือว่าเป็นศูนย์กลางทางด้านการชุมนุมทางด้านพาณิชยกรรมและการคมนาคมระหว่างรัฐต่อรัฐเป็นอย่างมาก โดยสามารถเดินทางจากพะเยาสู่แพร่-น่าน หรือลำปาง-งาว หรือเชียงราย-เชียงแสนได้อย่างสะดวกสถานที่ตั้งเมืองพะเยาเป็นศูนย์กลางการชุมนุมและการคมนาคมที่จะเดินทางเชื่อมติดต่อไปยังกลุ่มบ้านเมืองทางด้านตะวันตกและทางเหนือได้โดยไม่ยากเพราะถ้าเดินทางจากเมืองพะเยาไปทางตะวันตกผ่านร่องเขาสู่บริเวณที่ราบลุ่มทางเมืองงาวและอาจข้ามทิวเขาไปสู่ต้นน้ำอิงในเขตอำเภอวังเหนือแล้วเดินต่อไปยังเมืองลำปางได้  และถ้าเดินทางจากพะเยาไปทางทิศเหนือก็จะผ่านอำเภอพานและลำน้ำงาว ไปยังตัวจังหวัดเชียงรายและจากเชียงราย ก็สามารถเดินทางต่อไปยังเมืองเชียงแสนและบรรดาบ้านเมืองต่าง ๆ ในเขตลุ่มน้ำโขงที่อยู่ในเขตประเทศพม่าและจีนสิบสองปันนาได้ไม่ยาก   [2]

 

 

.๔.การสำรวจชัยภูมิแห่งรัฐ

                เมื่อขุนเงินทรงได้ข้อมูลพร้อมแล้วและแรงสนับสนุนจากเหล่าเสนาอำมาตย์ พระองค์จึงทรงสั่งการให้โหราจารย์หาฤกษ์ยามที่ดีเพื่อการออกเดินทางอพยพผู้คนเข้าสู่รัฐใหม่แห่งนี้  เมื่อได้ฤกษ์ยามเรียบร้อยแล้วพระองค์ทรงนำไพร่พลออกไป  ณ  สถานที่สร้างรัฐใหม่ทันที  ในการเสด็จนำไปด้วยพระองค์เองครั้งนี้น่าจะเป็นการอพยพคนในส่วนของขุนจอมธรรมที่ทรงแบ่งให้กับพระโอรสไปด้วย  ในตอนที่เสด็จเดินทางไปครั้งนี้ได้มีการหยุดทัพพักเป็นที่ ๆ เพื่อไม่ให้คนสูงอายุลำบาก ดังเอกสารจากใบลานเขียนเหตุการณ์ตอนนี้เอาไว้ว่า ขุนเงินก็นำพระราชโอรสองค์รองคือขุนจอมธรรมพร้อมทั้งรี้พลโยธาออกจากรัฐหิรัญเงินยางมุ่งตรงไปยังรัฐพะเยา (ภูกามยาว) โดยมีระยะทางยืดยาวไปหยุดพักไพร่พล  ณ  สถานที่แห่งหนึ่งที่ทับถาเคี่ยน  เพื่อให้พวกคนเถ้าคนแก่ชายหญิงเด็กเล็กที่เดินทางมาได้รับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทางเข้าพักอาศัยพักผ่อนจึงเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า  “ เชียงเคี่ยน”  มาจนทุกวันนี้  [3]

               

     เมื่อเสด็จไปถึงสถานที่ใกล้ตัวเมืองพะเยา [4]   พระองค์จึงสั่งให้หยุดตั้งค่ายพักพร้อมกับสั่งให้เสนาอำมาตย์ชื่อว่าอินทราชา [5] นำช่างหลวงออกไปสำรวจพื้นที่การสร้างเมืองอันเป็นศูนย์กลางแห่งรัฐ  เมื่ออินทราชาเสนาได้ไปสำรวจแล้วมีความมหัศจรรย์เป็นอย่างมาก  จึงกลับมารายงานโดยบอกว่าสถานที่อันจะสร้างเป็นเมืองศูนย์กลางนั้นเป็นชัยภูมิที่วิเศษและเป็นชัยภูมิที่เป็นมหามงคลอย่างยิ่ง  ๓  ประการ    คือ

                ๑) มีสายน้ำไหลจากภูเขาลงไปทางทิศใต้ (ทักษิณ) แล้ววกกลับไหลขึ้นไปทางทิศเหนือ (อุดร) คือไหลลาดลงไปแล้วไหลอ้อมขึ้นทางทิศเหนือ

                ๒) มีสระหนองน้ำขนาดใหญ่  ทางทิศตะวันตก ซึ่งสามารถเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อใช้เป็นน้ำดื่มน้ำใช้ของพลเมืองและสัตว์พาหนะได้

                ๓) สถานที่ตั้งตัวเมืองมีเนินสูงและเนินดอยไปสุดลงฝั่งแม่น้ำ [6]  เมื่อฤดูน้ำลากก็ไม่สามารถที่จะท่วมตัวเมืองได้

                การแสวงหาที่ตั้งเมืองนั้นต้องอาศัยภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมานานจากโบราณคติซึ่งการแสวงหาทำเลที่เป็นมงคลเหล่านี้ หากหาไม่ดีแล้วอาจเป็นสาเหตุของการล่มสลายของเมืองได้ [7]  เช่นที่ผ่านมาในภูมิภาคแห่งนี้มีเมืองสุวรรณโคมคำ ที่ถูกแม่น้ำโขงกัดเซาะจนพังทลาย, เมืองโยนก ที่แผ่นดินยุบตัวลงจนเมืองทั้งเมืองจมหายลงไป ต้องกลายเป็นหนองน้ำ  เป็นต้น

                การสร้างรัฐ หรือเมืองพะเยานั้นจากการระบุตำแหน่งและแผนผังการสร้างเมืองจากตำนานว่าทางทิศตะวันตกเป็นที่สูง  ส่วนทางทิศตะวันออกเป็นพื้นที่ลาดต่ำลงมา  ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือและ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีหนองน้ำขนาดใหญ่อยู่  ซึ่งตามตำแหน่งดังกล่าวที่ว่ามานี้เป็นตำแหน่งที่ตรงกับเวียงน้ำเต้า  ซึ่งเป็นเวียงแม่หรือ เวียงศูนย์กลาง (-เวียงบริวารได้แก่ เวียงจอมทอง, เวียงปู่ล่าม, เวียงหนองหวี, เวียงต๋อม  เป็นต้น)  โดยต้องอยู่มีบริเวณโรงเรียนพะเยาพิทยาคมและต่อมาขยายตัวเมืองออกมาทางด้านบริเวณริมกว้านพะเยาตำนานพื้นเมืองพะเยากล่าวว่าเวียงแห่งนี้เจ้าราชบุตรบุญเมืองเป็นผู้สร้าง  ในยุคของพระเจ้าสิงหราช  [8]

.๕.แนวคิดทางปรัชญาในการสร้างรัฐใหม่

     รูปแบบการสร้างบ้านแปลงเมืองในสมัยนั้นยังคงยึดหลักของแนวความคิดความเชื่อตามแบบพราหมณ์-ฮินดูอยู่มาก โดยมีการสมมติเอา ดอยจอมทอง หรือ พระธาตุจอมทอง เป็นเสมือน เขาพระสุเมรุ ที่จะเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล (Cosmological  Concepts) ขึ้นในบริเวณใจกลางเมืองนั้นจะเป็นที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐาน หรือสิงสถิตย์ของพระผู้เป็นเจ้าผู้พิทักษ์อาณาจักรขณะเดียวกันก็เป็นตัวแทนของเขาพระสุเมรุ อันเป็นยอดเขาสูงสุดและเป็นศูนย์กลางของพลังทั้งมวลในจักรวาล เป็นแกนของรัฐ [9] โดยมีความเชื่อว่าเมื่อสร้างเมืองเสร็จแล้วจะให้เมืองพะเยาเป็นศูนย์กลางแห่งรัฐที่อำนาจและการปกครองที่จะขยายออกไปสู่หัวเมืองอื่น ๆ หรือรัฐอื่น ๆ ในภูมิภาคทีเดียวซึ่งแนวความคิดดังกล่าวนี้ในยุคต่อมาขุนมังราย  กษัตริย์หิรัญนคร (เงินยาง)  ก็ได้นำไปสร้างเมืองเชียงรายขึ้นในปี  พ.ศ.๑๘๐๕  โดยพระองค์ทรงให้สร้างเลียนแบบลัทธิพนม  หรือ ลัทธิเจ้าภูเขาของเขมร  [10]  โดยก่อป้อมปราการโอบรอบดอยจอมทองเอาไว้  (ดอยจอมทอง  ก็คือ ภูเขายอดทอง  เป็นคำไทย ๆ ที่ใช้เรียก ภูเขาพระสุเมรุ  ซึ่งมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า  เหมบรรพต  หรือ  เหมาทรี  อันมีความหมายว่า ภูเขาทอง [11]  จะเห็นว่าเมือง หรือเวียงที่ล้อมรอบพระธาตุจอมทองใจกลางเมืองพะเยาแห่งนี้มีมากถึง ๑๐ เวียง นั้นก็คงได้รับแนวความคิดนี้มาจากแหล่งเดียวกัน

                หากถ้าดูตามนี้แล้วเมืองศูนย์กลางรัฐพะเยาที่ถูกสร้างขึ้นครั้งนั้นปรากฏรายละเอียดในตำนานว่า  สร้างยาวไปตามกว๊านพะเยา  ตัวเมืองกว้าง  ๑,๐๐๐  วา  ยาว  ๑,๑๐๐  วา  โดยมีคูเมืองกว้าง  ๗  วา  มีประตูเมือง  ๘  ประตู  แต่ไม่ทราบว่าเมืองดังกล่าวตั้งอยู่ในตำแหน่งใด   เนื่องจากที่บริเวณปลายดอยด้วนและริมกว๊านพะเยานั้น  จะมีร่องรอยของเมืองโบราณอยู่ติด ๆ  กันอยู่หลายแห่ง [12]  ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ พระธรรมวิมลโมลีได้ศึกษาเพิ่มเติมและระบุกลุ่มเมืองที่สร้างขึ้นโดยรอบเมืองภูกามยาวไว้ถึง  ๑๐  เวียง (เมือง ในภาษาพื้นเมืองเหนือหมายถึง เวียง )   ดังนี้

  ๑) เวียงปู่ล่าม   ๒) เวียงจอมทอง  ๓) เวียงตุ่น  ๔) เวียงแจะ  ๕) เวียงต๋อมดง  ๖) เวียงบ้านเยี่ยน  ๗) เวียงร่องคือ  ๘) เวียงจำไก่  ๙) เวียงห้าว   ๑๐) เวียงกาหลง  และได้อธิบายถึงความเป็นมาและลักษณะเพิ่มเติมดังนี้  เวียงทั้ง  ๑๐  แห่งนี้มีลักษณะเหมือนกันคือขุดคูรอบบริเวณที่นั้น ๆ ส่วนชื่อของตัวเวียงและสถานที่ตั้งได้อาศัยตำนานที่เล่าสืบ ๆ ต่อกันมาเช่น เวียงห้าว ปรากฏในตำนานพระธาตุแซ่โหว้ เป็นต้น  ส่วนตัวเวียงนอกนั้นก็เรียกตามปูชนียสถานที่สำคัญ ๆ ของท้องถิ่น  เช่น เวียงจำไก่ , เวียงจอมทอง  ก็อาศัยโบราณสถานคือพระธาตุจอมทอง [13]  เป็นต้น

 

.๖.กุศโลบายในการแสวงหาความชอบธรรม

                เมื่อเริ่มลงมือสร้างเมืองศูนย์กลางรัฐพะเยาของขุนจอมธรรมในครั้งนี้ แม้พระองค์จะมีความชอบธรรมอยู่มากคือ ทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ และทรงได้รับประกาศิตจากพระราชบิดา  แต่กระนั้นพระองค์ยังได้ดำเนินกุศโลบายในการจูงใจคนให้มีส่วนร่วมอีกด้วย ซึ่งจะพิจารณาได้จากการที่พระองค์ทรงใช้กุศโลบายถึง  ๖  ประการ  ดังนี้

     ๑) หลักการใช้คน ขุนจอมธรรมพระองค์ทรงคิดที่จะนำเอาผู้นำท้องถิ่นคือ ขุนแสนแต่งบ้านและขุนกว้านแต่งเมือง เข้ามารับใช้เพราะทรงตระหนักพระทัยถึงปัจจัยหรือองค์ประกอบที่สำคัญถึง  ๓ ประการ คือประการที่หนึ่ง บุคคลสองท่านนี้เป็นผู้นำชุมชนมาก่อนย่อมเป็นที่เคารพยำเกรงของอาณาประชาราษฎร์มิใช่น้อยถ้าจะทำการสิ่งใดโดยผ่านบุคคลทั้งสองนี้จึงเป็นการชอบธรรม  ประการที่สอง บุคคลทั้งสองนี้เป็นคนเก่าแก่ที่มีความชำนาญการในการบริหารจัดการและมีความคล่องตัวในพื้นที่เป็นอย่างมากซึ่งจะสามารถช่วยย่นระยะทางและการทำงานได้เป็นอย่างมาก และประการสุดท้าย ทรงเห็นว่าบุคคลทั้งสองนั้นเป็นคนเฉลียวฉลาด รู้หลักการและจารีตประเพณีในการจัดการสร้างบ้านเมือง  และมีฝีมือในการจัดการในครั้งนี้ได้

     ๒) หลักการโฆษณา นอกจากนั้นแล้วพระองค์ยังได้ให้ขุนแสนแต่งบ้านและขุนกว้านแต่งเมืองป่าวประกาศให้คนในพื้นที่ดั่งเดิมหรือคนพื้นเมืองทั้งหมดได้ทราบถึงนโยบาย จุดประสงค์แห่งรัฐ และแนะนำว่าใครจะมาเป็นเจ้าผู้ปกครองคนใหม่  เป็นต้น

     ๓) หลักแห่งการมีส่วนร่วม พระองค์ทรงให้หาวันดีฤกษ์ดีเพื่อที่จะได้แสดงภาวะผู้นำ โดยการชูธงนำหน้าประชาชนลงมือแผ้วถางสร้างบ้านเมืองด้วยพระองค์เองเป็นปฐมฤกษ์ และยังหาโอกาสใกล้ชิดเพื่อรับฟังเสียงจากประชาชนอีกด้วย

     ๔) หลักแห่งการใช้อภินิหาริย์ ในขณะที่พระองค์ทรงนำพาประชาชนพลเมืองของพระองค์แผ้วถางป่าอยู่นั้นชาวเมืองได้พบเห็นเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงปรัชญาแนวคิดการนับถือผีและชื่นชมอภินิหาริย์ของชาวเมืองอย่างชัดเจน  เช่นเห็นสุกร (หมูป่า) ต่อสู้กับพยัคฆ์ (เสือ) ซึ่งหมูป่าที่หาญกล้าต่อสู้กับเสือซึ่งถือกันว่าเป็นสัตว์นักล่าที่ดุร้าย ตามปกติหมูป่าจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และถูกเสือกัดกินเป็นอาหาร แต่เหตุการณ์ในวันดังกล่าวกลับปรากฏว่าหมูป่าชนะเสือ จึงเป็นที่อัศจรรย์ใจของประชาชนเป็นยิ่งนัก 

     ๕) หลักแห่งการตอกย้ำความเชื่อเดิม เมื่อโหรหลวงได้ทำนายถวายรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ต่อกษัตริย์พระองค์ใหม่ว่า ภายภาคหน้าพระราชโอรส,  พระราชนัดดา  ของพระองค์จะมีพระปรีชาสามารถและมีแสนยานุภาพมาก  สามารถปราบหัวเมืองต่าง ๆ และรวบรวมเป็นปึกแผ่นได้ โดยมีอาณาเขตกว้างขวางถึงครึ่งทวีป  จนไม่สามารถที่จะสวรรคตในเมืองมนุษย์ได้  ยิ่งเป็นการเพิ่มพลังความศรัทธาต่อผู้นำใหม่อย่างหาที่เปรียบมิได้


[1]สุจิตต์  วงษ์เทศ ได้เสนอข้อคิดในประวัติศาสตร์และพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา  ในหนังสือ   ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา  หน้า  ๓๖  ว่า ประเพณีฝ่ายล้านนามักเรียกจอมเขาว่า     

   “ดอย” เช่นดอยสุเทพ  ดอยตุง  ฯลฯ  แต่ฝ่ายล้านช้างมักเรียก “ภู” เช่น  ภูสี  ภูกระดึง  ฯลฯ ฉะนั้นชื่อดอยชมภู

   หรือดอยด้วนจึงน่าจะเป็นชื่อพื้นเมืองดั้งเดิม  ส่วนภูกามยาวหรือภูยาวเป็นชื่อสมัยหลังเรียกตามพื้นเมืองล้านช้าง 

[2]   เรื่องเดียวกัน  หน้า  ๔๘

[3] พระธรรมวิมลโมลี.  ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา.( กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๓๙). หน้า  ๓๔๙–๓๕๐.

[4] บริเวณดังกล่าวน่าจะเป็นดอยจุก  เขตตำบลดงเจน  กิ่งอำเภอภูกามยาว   -ดูเพิ่มเติม ตำนานพระธาตุดอยจุก  พระมหาศรีบรรดร  ถิรธมโม.  พระธาตุสำคัญเมืองพะเยา. (พะเยา : มปท.  ๒๕๔๕).  หน้า  ๒๖–๒๗.

[5] พันธเสนา และปุโรหิตาจารย์ชื่อสามผญา ดู-พระธรรมวิมลโมลี. เมืองพะเยาจากตำนานและประวัติศาสตร์  หน้า  ๓๒.

[6] พระธรรมวิมลโมลี. ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. ( กรุงเทพฯ : บริษัทมติชน, ๒๕๓๙). หน้า  ๓๕๐.  มีข้อความเพิ่มเข้ามาว่า สถานที่ตรงนี้มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ซึ่งความเป็นจริงน่าจะมีการเสริมแต่งขึ้นมาทีหลัง  เนื่องจากพระเจ้าตนหลวง  เริ่มก่อสร้างเมื่อ  ๒๐๓๔  นี้เอง คือหลังจากการสร้างเมืองใหม่ถึง  ๓๙๙ ปี

[7] สรัสวดี  อ๋องสกุล.  ประวัติศาสตร์ล้านนา. (กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, ๒๕๓๙).  หน้า  ๒๙.

[8]  เรื่องเดียวกัน  ระบุสร้างปี พ.ศ. ๑๗๑๗  ซึ่งไม่ตรงกันอันที่จริงน่าจะมีการสร้างก่อน  ๑๖๓๕   หน้า  ๔๘

[9] สุเทพ  สุนทรเภสัช. มานุษยวิทยากับประวัติศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ ๒ ( กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, ๒๕๔๘). หน้า  ๒๑๔.

[10] คือแนวความคิดนี้เป็นปรัชญาการสร้างเมืองตามคติของอินเดีย ซึ่งมีการสร้างเมืองรอบภูเขาเล็ก ๆ หรือถ้าไม่มีภูเขาก็ให้สร้างภูเขาจำลองไว้กลางเมือง เช่น กรณีกรุงเทพฯ สร้างภูเขาทอง (วัดสระเกษ) เพื่อสมมติเป็นภูเขาพระสุเมรุอันถือเป็นศูนย์กลางของโลก

[11] สุจิตต์  วงศ์เทศ.  “คำนำ”   เสียมกุก กองทัพสยามที่ปราสาทนครวัด. ( กรุงเทพฯ : บริษัทมติชน, ๒๕๔๕).   หน้า  (๑๘).

[12] สุรพล  ดำริห์กุล.  ล้านนาสิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม.  (กรุงเทพฯ : บริษัทรุ่งอรุณ พับลิชชิ่งจำกัด, ๒๕๔๒). หน้า  ๖๕.  ระบุจำนวน ๕ แห่ง

[13] พระธรรมวิมลโมลี. เมืองพะเยาจากตำนานและประวัติศาสตร์.  ( พะเยา : นครนิวส์การพิมพ์,  ๒๕๔๖ ). หน้า  ๑๕๖.