แต่กระนั้นก็ตามการแจ้งด้วยวาจา เป็นเพียงกำหนดตัวเวียงหรือหัวเมืองเล็กเมืองน้อยเท่านั้นอาณาเขตที่ตั้งหรือพื้นที่พรมแดนจริง ๆ นั้นจะใช้การระบุเมืองไม่ได้เหมือนกับการระบุว่าทิศเหนือของประเทศไทยมีจังหวัดพะเยา เชียงราย แพร่ น่าน ลำปาง เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน อย่างนี้ไม่ได้จึงต้องระบุเขตดินแดนที่ชัดเจน เช่นอาศัยแม่น้ำ หรือภูเขาเป็นการปักปันเพื่อแบ่งแดน ในเรื่องดังกล่าวนี้ตามตำนานขุนแสนกว้านเมื่อทูลให้ขุนเงินกับขุนจอมธรรมทราบแล้ว จึงได้นำเสด็จพระราชดำเนินไปชี้จุดอาณาเขตให้ดูสถานที่จริงทีเดียว ซึ่งการเสด็จไปในครั้งนี้ได้เริ่มต้นที่ประตูชัยแล้วพระองค์ก็เสด็จเฉียงออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ก่อนตามลำดับ

.๗.การวางแผนผังเมือง

                เมื่อได้นำไพร่พลเข้าแผ้วถางเมืองอันเป็นศูนย์กลางแห่งรัฐป็นที่เรียบร้อยแล้วพระองค์ก็ได้ดำเนินการในการวางระบบแผนผังของตัวเมืองเป็นลำดับ ดังนี้

                ๑) ทรงเริ่มการก่อสร้างกำแพงเมืองก่อนเป็นอันดับแรก ตามด้วยหอเหลีง  หอเลอ  ประตูเมือง  ๘  แห่ง  ประตูคุ้มน้อย  หอนอน  หอไชย  หอกลอง  และหอพร้อมกว้าน

                ๒) ทรงให้โหราจารย์หาฤกษ์ยามดี  แล้วทรงยกพลเข้าสู่ประตูเมืองด้านทิศตะวันออก เพื่อถือว่าเป็นนิมิตแห่งชัยชนะ ประตูดังกล่าวนี้จึงมีชื่อว่า ประตูชัย แล้วเสด็จสู่หอไชย-หอนอน  โดยมีพิธีกรรมทั้งศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนา  คือได้นิมนต์พระสงฆ์เจริญพุทธมนต์  ๗  ประการ (น่าจะเป็นเจ็ดตำนาน) [1]  แล้วทรงมีพิธีศาสนาพราหมณ์ต่อไปอีกโดยทรงกระทำตามแบบอย่างขุนเคียน หรือ ขุนเคียงผู้เป็นบรรพบุรุษ (บางแห่งระบุว่าเป็นปู่ของขุนจอมธรรม) ดังนี้

                -ทรงให้นำแก้ว  ๗  ประการฝังไว้ใต้หอนอน

                -ทรงให้หล่อรูปพญานาคด้วยทองคำแท่ง แล้วนำไปฝังไว้ประตูคุ้มน้อยข้างหอไชย

                -ทรงให้ทำเหล็กทำเครื่องท้าว  ๕  ประการฝังไว้ที่ประตูหัวเวียง

                -ทรงนำทองคำมาตีเป็นแผ่นแล้วฝังไว้ที่ประตูด้านใต้

                -ทรงฝังรูปปราสาท,  ยันต์ช้าง,  ยันต์ม้า, ยันต์กันภัย, ยันต์ฝนแสนห่า,ยันต์ปืนแสนแหล่ง, ยันต์ไฟแสนเตา  ณ  กำแพงเมือง

                -ทรงนำยันต์ฟ้าฟีก, ยันต์ชนข้าศึกฝังไว้  ๔  ทิศ , ๘  ทิศ

                ๓) ทรงให้สร้างและบูรณะวัดจำนวน  ๑๗  วัด [2]

                ๔) ทรงให้เบิกบายให้ชื่อประตูทั้ง  ๘  ประตู  [3]

     เมื่อเสร็จแล้วพระองค์  ก็ทรงให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างสระโบกขรณี  ขึ้นพร้อมกันในหลาย ๆ จุดเพื่อความสะดวกต่อการใช้สอยทั้งชาวบ้านร่วมกันใช้และผู้ที่เข้าเมืองมาเฝ้ากษัตริย์ก็สามารถที่จะมาใช้สระน้ำแห่งนี้ร่วมกันได้ต่อไป

 

.๘.อาณาเขตแห่งรัฐ

                เมื่อแรกเริ่มของการสร้าง  ไม่ได้กำหนดเขตว่าอาณาเขตกว้างขวางขนาดไหน  มีเมืองเล็กเมืองน้อยหรือเมืองบริวารที่ขึ้นอยู่ในเขตการปกครองมากน้อยเท่าใด  แล้วจะกำหนดอาณาเขตได้อย่างไร  ?  เพราะตอนแบ่งพระราชสมบัติในครั้งนั้นได้ตกลงกันเพียงแบ่งพระราชทรัพย์-ผู้คน-กองกำลังทหาร เท่านั้น แต่เรื่องอาณาเขตและดินแดนนั้นไม่ได้มีการพูดถึง  ปัญหาข้อนี้เป็นที่หนักพระทัยของขุนจอมธรรมมากทีเดียว  พระองค์จึงเข้าไปหาขุนเงินผู้เป็นพระราชบิดาแล้วทูลถาม  ขุนเงินจึงได้เรียกแสนกว้านมาสอบถามอีกครั้งหนึ่ง  ได้ความว่าในยุคสมัยของ พญาสุทธสมและพญาอนุราช มีเมืองเล็กเมืองน้อยจำนวน  ๒๐  เมือง อยู่ภายใต้การปกครองดังแสนกว้านทูลตอบว่าพระเจ้าสุทธสมและพระเจ้าอนุราชปกครอง (ภูกามยาว)  มีอาณาเขตดังนี้ เมืองเทิง,  เมืองงาว (น่าจะเป็นเมืองหง๋าว-ปัจจุบันอยู่ในอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย),  เมืองเชียงคำ,  ค่าค้อม,  เมืองงิม,  เมืองออย,  เมืองปง,  เมืองสระ,  เมืองงาว (-ปัจจุบันเป็นอำเภองาว จังหวัดลำปาง),  แช่คอด,  แช่ลุง,  แช่หลวง,  แช่เหียง,  แช่คอด,  หนองขวาง,  แช่เชียง,  แช่ห่ม,  แม่วัง,  แช่หือ,  แช่ทางวานเอี้ยง [4]  เป็นต้น

     แต่กระนั้นก็ตามการแจ้งด้วยวาจา เป็นเพียงกำหนดตัวเวียงหรือหัวเมืองเล็กเมืองน้อยเท่านั้นอาณาเขตที่ตั้งหรือพื้นที่พรมแดนจริง ๆ นั้นจะใช้การระบุเมืองไม่ได้เหมือนกับการระบุว่าทิศเหนือของประเทศไทยมีจังหวัดพะเยา  เชียงราย  แพร่  น่าน  ลำปาง  เชียงใหม่  ลำพูน  แม่ฮ่องสอน อย่างนี้ไม่ได้จึงต้องระบุเขตดินแดนที่ชัดเจน เช่นอาศัยแม่น้ำ  หรือภูเขาเป็นการปักปันเพื่อแบ่งแดน  ในเรื่องดังกล่าวนี้ตามตำนานขุนแสนกว้านเมื่อทูลให้ขุนเงินกับขุนจอมธรรมทราบแล้ว จึงได้นำเสด็จพระราชดำเนินไปชี้จุดอาณาเขตให้ดูสถานที่จริงทีเดียว  ซึ่งการเสด็จไปในครั้งนี้ได้เริ่มต้นที่ประตูชัยแล้วพระองค์ก็เสด็จเฉียงออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ก่อนตามลำดับ และได้ปักปันเขตแดนดังนี้  [5]

                ๑) ขุนผากาด   ๒) จำบอน   ๓) ตาดม่าน  ๔) ปางสีก้ำ-เป็นรอยต่อระหว่างจังหวัดพะเยากับจังหวัดลำปาง  ๕) ไทรสามต้น  ๖) สบห้วยปู  ๗) น้ำพุง –ต้นน้ำอยู่อำเภอพาน แล้วไหลผ่านตำบลป่าแงะ  อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย  ๘) สบปั๋ง  ๙) ห้วยบ่อทอง  ๑๐) ตาดซาววา-อยู่ในหุบเขาระหว่างอำเภอดอกคำใต้ช่วงที่อยู่ตำบลบ้านถ้ำกับอำเภอปง  จังหวัดพะเยา  ๑๑) กิ่วแก้ว-รอยต่ออำเภอดอกคำใต้และอำเภอจุน จังหวัดพะเยา  ๑๒) กิ่วสามช่อง-มีหลักหินฝั่งไว้สามก้อน  ๑๓) กิ่วฤาษี  ๑๔) แม่น้ำสายตา – แม่น้ำอิงรอด  ๑๕) กิ่วช้าง –บ้านท่าวังผา อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงรายรอยต่ออำเภอจุนจังหวัดพะเยา เพราะเป็นเส้นทางของช้างป่าจากดอยด้วนขึ้นตามสันเขาสูงไป  ๑๖) กิ่วง้ม-ดอยหัวง้มเป็นเทือกยาวไปหมดตรงนั้นเรียกหัวดอยหรือกิ่ว ๑๗) กิ่วขาเปี้ย  ๑๘) ดอยปางแม่พาด  ๑๙) โป่งปู  ๒๐) ดอยปุย-หัวดอยอยู่ในเขตอำเภอพาน ส่วนหางดอยไปจรดเขตอำเภอเมืองจังหวัดเชียงราย  ๒๑) แม่คาว-เป็นลำน้ำที่เลียบเชิงเขาดอยปุยไหลผ่านบ้านแม่คาวโตน ปัจจุบันเรียกแม่คาวโตน  ๒๒) กิ่วรูหลาว  ๒๓) ดอยจิกจ้อง  ๒๔) ขุนถ้ำ-มีอยู่หลายแห่งถ้าจะอยู่ดอยหนอกได้แก่บ้านปงถ้ำ  อำเภอวังเหนือ  จังหวัดลำปาง  ๒๕) ดอยหนอก-เป็นเขาสูงติดกับภูเขาใหญ่ทางทิศตะวันตกของเมืองพะเยา  ๒๖) ผาคอกวัว  ๒๗) ผาหลักไก่-อยู่ในเขตตำบลสา  อำเภอแจ้ห่ม  จังหวัดลำปาง จึงเป็นการระบุอาณาเขตแห่งรัฐพะเยาอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งในยุคต่อมาก็ได้อาศัยข้อมูลนี้ระบุอาณาเขตของนครรัฐ ( City  State ) อย่างรัฐพะเยา นี้เป็นประมาณ

     ในข้อนี้เป็นที่สับสนอยู่พอสมควรเพราะการศึกษาจากตำนานซึ่งมีหลายสำนวนนั้นไม่ชัดเจนและไม่สอดคล้องกัน  แต่ตามที่ขุนเงินพระราชบิดาพระราชทานให้นั้นมีอาณาเขตของรัฐพะเยาเพียง  ๑๒  พันนา ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เหตุที่น่าเชื่อถือว่ามีแค่นี้โดยเหตุ ๔ ประการ คือ

     ประการแรก เป็นยุคของการสร้างบ้านแปลงเมืองพระองค์ไม่มีเวลาและกำลังทัพที่เพียงพอที่จะขยายพระราชอาณาเขต  เวลาส่วนใหญ่มุ่งไปที่การพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญพร้อมด้วยสาธารณูปการอย่างแต็มที่

     ประการที่สอง ดินแดนช่วงนั้นรัฐแม่คือหิรัญเงินยางมีขุนเงินผู้เป็นพระราชบิดาครองเมืองอยู่ ย่อมสามารถปกป้องคุ้มครองดูแล  จึงทำให้พะเยาเป็นรัฐที่มุ่งพัฒนาอย่างเดียว

     ประการที่สาม เมืองในที่ราบลุ่มน้ำอิงเป็นเมืองญาติพี่น้องกันทั้งหมด  ( Kinship  Society )

     ประการที่สี่ ขุนจอมธรรมทรงเป็นธรรมราชา เพราะตลอดรัชสมัยของพระองค์ไม่มีการศึกสงครามเกิดขึ้น จึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถที่จะขยายดินแดนออกไปอีก

                แต่ที่ปรากฏต่อมามีพันนาเพิ่มขึ้นอีก   ๓  เท่าตัวนั้นน่าจะเป็นช่วงที่มีอาณาเขตและล่าเมืองขึ้นของขุนเจืองผู้เป็นพระราชโอรสและขุนงำเมืองผู้เป็นกษัตริย์พะเยารุ่นที่ ๑๒ แห่งราชวงศ์จอมธรรมหรือพะเยา  ตามตำนานช่วงนี้ระบุว่ามีเมืองที่อยู่ในกำกับของรัฐพะเยาถึง  ๒๒  หัวเมือง  ประกอบไปด้วยเมืองงาว, เมืองกวา, เมืองสะเอียบ, เมืองเชียงม่วน, เมืองสระ, เมืองออย, เมืองไม่ทราบชื่อ, เมืองควน, เมืองเชียงคำ, เมืองลอ, เมืองเชียงแรง, เมืองหงาว, เมืองเทิง, เมืองแช่เหียง, เมืองแช่ลุง, เมืองปากบ่อง, เมืองหนองขาว, เวียงป่าเป้า, เมืองวัง, เมืองแช่ช้อน, เมืองปาน, เมืองแช่ห่ม  [6] และหัวเมืองที่เพิ่มขึ้นจาก  ๑๒  พันนา  มาเป็น  ๓๒  พันนา และเป็น ๓๖ พันนานั้น ไม่น่าจะเป็นยุคของขุนจอมธรรม


[1] ดูทัศนะของสุจิตต์  วงษ์เทศ ระบุว่าพระพุทธศาสนาเข้ามาสู่พะเยาหลัง  ๑๘๐๐ แต่เมื่อดูตามตำนานจะเห็นมีพระสงฆ์เข้ามาทำพิธีกรรมในปี  พ.ศ. ๑๖๓๕

[2] ประกอบไปด้วยวัดหลวงราชสัณฐาน (วัดหลวงขี้เหล็ก), วัดไชยอาวาส (วัดประตูเหล็ก), วัดชัยพระเกียรติ์, วัดสมภาร (วัดท่า), วัดศรีอุโมงค์คำ, วัดเจ็ดท้าว, วัดสี่ท้าว, วัดปราสาท, วัดราชคฤห์, วัดชีลอง, วัดเชตวัน, วัดสวนจันทร์นอก, วัดสวนจันทร์ใน, วัดคุ้ม , วัดหัวข่วง, วัดเชตุพน  และวัดจุลพน (–ปัจจุบันวัดคุ้มและวัดหัวข่วง รวมกันเป็นวัดหัวข่วงแก้ว  หรือวัดคุ้ม)

[3] ประกอบไปด้วย ประตูชัย, ประตูหอกลอง, ประตูเหล็ก, ประตูท่านาง, ประตูหล้า, ประตูปราสาท, ประตูแป้น และประตูออมปอม

[4]  พระธรรมวิมลโมลี.  ประวัติศาสตร์  สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. (กรุงเทพฯ : บริษัทมติชน,  ๒๕๓๙).  หน้า  ๓๕๒.

[5]  เรื่องเดียวกัน  หน้า  ๓๖๒.

[6] เรื่องเดียวกัน  หน้า๓๖๒.