หลักในการแปลตีความ ( Principle for Interpretation)
หลักในการแปลตีความ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงานมากที่สุด ควรปฏิบัติดังนี้
1 แปลตีความจากสิ่งที่เห็นได้ชัด เข้าใจและวินิจฉัยง่ายที่สุดไปหายากที่สุด (Easy to Diffculty) เพื่อหลีกเลี่ยงความ รู้สึกท้อใจเบื่อหน่าย ในการแปลตีความสิ่งที่ยากและสงสัยควรแปลตีความในตอนหลัง
2 แปลตีความจากสิ่งที่คุ้นเคยหรือพบเห็นในชีวิตประจำวันหรือสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวหรือสิ่งที่มีความรู้น้อยภายหลัง (Around to Far) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้พื้นฐานของผู้แปลตีความ
3. แปลตีความจากเรื่องทั่ว ๆ ไป เป็นกลุ่มใหญ่แล้วจึงพิจารณาแยกรายละเอียดในแต่ละประเภท ในลักษณะที่เรียกว่า แปลตีความจากหยาบไปหาละเอียด (Zone to Sub Zone) ควรเริ่มจากประเภทการใช้ที่ดินหลัก (Level I) เช่น พื้น ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำการเกษตร พื้นที่ป่าไม้ ก่อนจะจำแนกออกเป็นประเภทการใช้ที่ดินระดับ 2 (Level II) เช่น จำแนกที่ ดินการเกษตรออกเป็นนาข้าว พืชไร่ และพืชสวน หลังจากนั้นจึงจำแนกออกเป็น ระดับ 3 (Level III) เช่น จำแนกพืชสวน ออกเป็น เงาะ ทุเรียน มะม่วง ต่อไป
4 แปลตีความเรียงลำดับเป็นระบบให้ครบวงจร (Complete Cycle) เป็นแต่ละประเภท ๆ ไปไม่ควรสลับไปสลับมา ปะปนกัน เพราะจะทำให้รายละเอียดของข้อมูลไม่ต่อเนื่องกัน หรืออาจจะขาดหายไปได้
5 แปลตีความโดยใช้ปัจจัยหรือข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันอันเป็นพื้นฐานที่จะวินิจฉัยข้อมูลได้ถูกต้อง (Data Associ ation)
6 แปลตีความโดยอาศัยปัจจัยหรือตัวแปรต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการนำมาวิเคราะห์หรือวินิจฉัย ในการจำแนกข้อมูลหรือ ส่วนต่าง ๆ ที่ปรากฎในข้อมูล
ที่มา http://www.deqp.go.th