จี-6-พีดี

ภาวะพร่องเอ็นซัยม์ จี-6-พีดี

  ลูกชายหลังคลอดได้ไม่ถึง 2 วัน คุณหมอเจาะเลือดไปตรวจแล้วพบว่ามีภาวะพร่องเอ็นซัยม์ จี 6 พีดี คุณหมอบอกว่าสาเหตุเกิดจากระหว่างตั้งครรภ์ แม่ทานถั่วปากอ้า บวกกับเลือดของคุณแม่เป็นพาหะ จึงมีปฏิกิริยาบางอย่างที่ส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์

ตอนนี้น้องอ๋อมอายุได้ 6 เดือนแล้ว งดอาหารทุกอย่างที่เป็นถั่ว โดยเฉพาะถั่วปากอ้าทานไม่ได้ตลอดชีวิต  

ดังนั้น จึงหาสาเหตุ และทำความเข้าใจกับอาการนี้ จากการค้นหาในเว็ปไซต์มีรายละเอียดดังนี้

 GLUCOSE-6-PHOSPHATE DEHYDROGENASE (G-6-PD) DEFICIENCY 

โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตกง่าย  Hemolytic Anemia 

----------------------------------------- 

เม็ดเลือดแดงที่ปกติจะมีชีวิตประมาณ 120 วัน กล่าวคือ     จะไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดประมาณ 120 วัน แล้วเสื่อมสลายไป โดยถูกทำลายที่ม้ามเป็นส่วนมาก ในแต่ละวันจึงมีเม็ดเลือดแดงที่แก่ตัวแล้วเสื่อมสลายไปจำนวนหนึ่ง  และมีเม็ดเลือดแดงใหม่ที่ไขกระดูกสร้างเข้ามาทดแทนจำนวนหนึ่งจึงอยู่ในภาวะสมดุล ไม่เกิดภาวะโลหิตจาง แต่ถ้าหากมีภาวะผิดปกติเกิดขึ้น เม็ดเลือดแดงจะมีชีวิตสั้นกว่าปกติ ถูกทำลายเร็วขึ้น ซึ่งถ้าหากมีการสลายของเม็ดเลือดแดงจำนวนมาก จนไขกระดูกสร้างทดแทนให้ไม่ทัน ก็จะทำให้เกิดภาวะเลือดจาง เรียกว่า โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก(Hemolytic anemia) ผู้ป่วยจะมีอาการซีดเหลือง ปัสสาวะสีน้ำปลา อ่อนเพลีย บางคนอาจมีไข้สูง หนาวสั่น ตับโต ม้ามโต ภาวะโลหิตจางชนิดนี้ อาจมีสาเหตุได้หลายอย่าง ที่พบบ่อยในบ้านเรา ได้แก่ ทาลัสซีเมีย และภาวะพร่องเอนไซม ์จี-6-พีดี (G-6-PD deficiency) ทาลัสซีเมียได้แยกกล่าวไว้แล้วในที่นี้จะกล่าวถึง ภาวะพร่องเอนไซม์ จี-6-พีดี

  

ภาวะพร่องเอนไซม์ จี-6-พีดี 

เอนไซม์ จี-6-พีดี (G-6-PD) ย่อมาจาก Glucose-6-phosphate dehydrogenase เป็นเอนไซม์ที่มีอยู่ในเซลล์ทั่วไปของร่างกาย รวมทั้งเม็ดเลือดแดง ถ้าขาดเอนไซม์ชนิดนี้ จะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย ผู้ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ชนิดนี้ มักมีสาเหตุจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์     ซึ่งส่วนใหญ่จะแสดงอาการ ในผู้ชาย ผู้หญิงก็อาจพบมีอาการได้ แต่น้อยกว่าผู้ชายมาก    โรคนี้เฉลี่ยทั่วประเทศพบได้ประมาณ 12% ของประชากรทั่วไป ทางภาคอีสานพบได้ 12-15% ของประชากรทั่วไป  และภาคเหนือพบได้ 9-15% ของประชากรทั่วไป

  

อาการ

มีไข้สูง หนาวสั่น ซีดเหลือง อ่อนเพลียมาก ปัสสาวะสีคล้ายน้ำปลา หรือโคล่า อาการมักจะเกิดขึ้นทันทีหลังเป็นโรคติดเชื้อ (เช่นไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ มาลาเรีย ไทฟอยด์ ตับอักเสบ เป็นต้น) หรือหลังได้รับยาที่แสลง เช่น แอสไพริน , คลอโรควีน , ไพรมาควีน , ควินิน , ควินิดีน, คลอแรมเฟนิคอล ,พีเอเอส, ยากลุ่มซัลฟา, ฟูราโซลิโดน, ไนโตรฟูแลนโทอิน, เมทิลีนบลู, กรดนาลิดิซิก, แดปโซน เป็นต้น หรือหลังกินถั่วปากอ้า (Fava beans) ทั้งดิบและสุกอาจมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ได้บ่อย

 

สิ่งตรวจพบ   

จะตรวจพบภาวะซีด ตาเหลือง ตัวเหลือง แต่ตับม้ามมักไม่โต

 

อาการแทรกซ้อน

ถ้าเป็นรุนแรง อาจมีภาวะไตวาย  แทรกซ้อน

 

การรักษา

ควรส่งโรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อการวินิจฉัย โดยการเจาะเลือดตรวจดูระดับเอนไซม์  จี-6-พีดี และให้การรักษาตามอาการ ถ้าซีดมากอาจต้องให้เลือด ถ้าพบมีโรคอื่น ๆ (เช่น มาลาเรีย ไทฟอยด์) ร่วมด้วย ก็ให้การรักษาพร้อมกันไปด้วย แต่ต้องระวังยาที่อาจทำให้เกิดอาการเม็ดเลือดแดงแตกมากขึ้นผู้ป่วยต้องดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันมิให้ไตวาย

 

ข้อแนะนำ

1. โรคนี้มีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์แบบ X-linked (มีความผิดปกติอยู่ที่โครโมโซม X) กล่าวคือ

**ถ้าผู้ป่วยเป็นชาย จะต้องรับกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติมาจากแม่ และลูกผู้หญิงของผู้ป่วยทุกคนจะรับความผิดปกติไปโดยไม่มีอาการแสดง แต่จะถ่ายทอดไปสู่หลานอีกต่อหนึ่ง (ซึ่งถ้าเป็นหลานผู้ชายจะมีอาการแสดง) ส่วนลูกผู้ชายของผู้ป่วยทุกคนจะไม่ได้รับการถ่ายทอดกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติไปจากผู้ป่วย

นอกจากนี้พี่หรือน้องผู้ชายของผู้ป่วยที่เกิดแต่แม่เดียวกันอาจเป็นหรือไม่เป็นโรคก็ได้ (มีอัตราเสี่ยงประมาณ 50% ) ส่วนพี่หรือน้องผู้หญิง ประมาณ 50% อาจรับความผิดปกติไปโดยไม่มีอาการแสดง (ยกเว้นถ้าพ่อเป็นโรคนี้ด้วย ก็จะมีอาการแสดง)

**ถ้าผู้ป่วยเป็นหญิง จะต้องรับกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติมาจากทั้งพ่อ (ซึ่งมีอาการแสดง) กับแม่ (ซึ่งอาจมีหรือไม่มีอาการก็ได้) และพี่น้องของผู้ป่วยส่วนมากจะรับความผิดปกติไปด้วย   ถ้าเป็นพี่น้องผู้หญิง อาจมีหรือไม่มีอาการแสดงก็ได้ ถ้าเป็นพี่น้องผู้ชายถ้าได้รับความผิดปกติไป มักจะมีอาการแสดงเสมอ ผู้ป่วยที่มีอาการแสดงของโรคนี้ทั้งคู่ไม่ควรแต่งงานกัน เพราะลูกที่เกิดมาไม่ว่าชายหรือหญิงจะมีอาการของโรคนี้ทุกคน

2. โรคนี้จะเป็นติดตัวไปตลอดชีวิต โดยไม่เกิดอันตรายร้ายแรงถ้ารู้จักระวังตัวโดยหลีกเลี่ยงยา  หรือสารที่แสลง แต่ถ้าเกิดมีภาวะเม็ดเลือดแดงแตก เนื่องจากเป็นโรคติดเชื้อ ผู้ป่วยควรต้องดื่มน้ำมาก ๆและรีบไปหาหมอ

3. ผู้ที่เป็นโรคนี้ ควรพกบัตรประจำตัว (หรือใช้กระดาษแข็งแผ่นเล็ก ๆ ) ซึ่งเขียนระบุชื่อผู้ป่วย  โรคที่เป็น และรายชื่อยามีควรหลีกเลี่ยง (โดยสอบถามจากแพทย์ที่รักษา)  ควรนำบัตรนี้แสดงแก่แพทย์ทุกครั้งที่ไปตรวจรักษาด้วยโรคใด ๆ ก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่แสลงต่อโรค

4. โรคนี้แยกออกจากทาลัสซีเมียได้ โดยที่ทาลัสซีเมียจะแสดงอาการซีดเหลืองและม้ามโตมาตั้งแต่เกิด และจะมีอาการอยู่ตลอดเวลา ส่วนผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ จี-6-พีดี ปกติจะแข็งแรงดี แต่จะมีอาการซีดเหลืองเป็นครั้งคราว เมื่อเป็นโรคติดเชื้อ หรือได้รับยาหรือสารที่แสลง

อาหาร และสารเคมีที่ควรหลีกเลี่ยง

•         ถั่วปากอ้า และโยเกริตที่มีส่วนประกอบของถั่วปากอ้า

•         พืชตระกูลถั่ว ถั่วเหลือง

•         ไวน์แดง

•         บลูเบอรี่ 

•         โทนิค (Tonic)

•         โซดาขิง

•         ลูกเหม็น (naphthalene) การบูรและพิมเสน

•         สารหนูชนิดอินทรีย์ (arsine-organic arsenic)

 

รายชื่อยาที่ห้ามใช้ในผู้ป่วย G-6-PD deficiency

กลุ่มยาแก้ปวด ลดไข้

•         Acetanilide

•         Aceophenetidine (Phenacetin)

•         Amindopyrine (Aminopyrine)

•         Antipyrine

•         Aspirin (ชื่อยี่ห้อ Bayer Aspirin, ทัมใจ)

•         Probenecid

•         Pyramidone

•         Phenazopyridine (Genito urinary analgesic)

กลุ่มยารักษาโรคมาเลเรีย

•         Chloroquine

•         Hydroxychloroquine

•         Mepacrine (Quinacrine)

•         Pamaquine

•         Pentaquine

•         Primaquine

•         Quinine

•         Quinocide

 

ยาปฏิชีวนะกลุ่ม Quinolones (ควิโนโลน)

•         Ciprofloxacin (ชื่อยี่ห้อ Ciprobay)

•         Nalidixic acid

•         Norfloxacin (ชื่อยี่ห้อ Lexinor)

•         Ofloxacin (ชื่อยี่ห้อ Tarivid)

ยาปฏิชีวนะกลุ่มซัลฟา

•         Dapsone

•         Sulfacetamide

•         Sulfamethoxazole (ยี่ห้อ Bactrim, Septrin)

•         Sulfamethoxypyrimidine

•         Sulfanilamide

•         Sulfapyridine

•         Sulfasalazine (ยี่ห้อ Salazopyrin)

•         Sulfisoxazole

กลุ่มยาปฏิชีวนะอื่นๆ และยาเคมีบำบัด

•         Chloramphenicol

•         Co-trimoxazole (ยี่ห้อ Bactrim, Septrin)

•         Furazolidone (ยี่ห้อ Disento)

•         Furmethonol

•         Nalinixic acid

•         Doxorubicin

•         Neoarsphenamine

•         Nitrofurantoin

•         Nitrofurazone

•         Para - aminosalicylic acid

 

 

กลุ่มยาโรคหัวใจ และหลอดเลือด

•         Procainamide

•         Quinidine

ยากลุ่มอื่นๆ ที่ควรหลีกเลี่ยง

•         ยาซัลฟา Sulfadiazine, Sulfaguanidine, Sulfamerazine, Sulfamethoxypyridazole

•         ยาเบาหวาน Glibenclamide (ยี่ห้อ Daonil, Euglucon, Diabenese)

•         ยาลดความดัน Hydralazine, Methydopa

•         ยารักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด Dopamine, Procainamide, Quinidine

•         ยากันชัก Phenytoin

•         ยาต้านพิษ Dimercaprol (BAL)

•         ยารักษาโรคพาร์กินสัน Trihexyphenidyl (ยี่ห้อ Benzhexol)

•         ยารักษาโรคเกาท์ Colchicine, Probenecid 

•         วิตามิน Vitamin C (Ascorbic acid) Vitamin K1 (Phytomenadione) Vitamin K3 (Menadione) 

•         ยาแก้แพ้แอนตี้ฮีสตามีน Antazoline, Diphenhydramine ยาอื่นๆ

•         Mestranol

•         Methylene blue

•         Nalidixic acid

•         Niridazole

•         Phenylhydrazine

•         Furazolidone (disento®)

•         Isoniazid

•         Para-aminosalicylic acid (PAS)

•         Streptomycin

•         Toluidine blue

•         Trinitrotoluene

•         Urate oxidase

•         Pyridium

•         Quinine

 

แหล่งข้อมูล

•เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล สงวนลิขสิทธิ์ แต่ยินดีให้นำไปเผยแพร่ได้ โดยขอความกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาได้ อย่านำไปใช้เพื่อการค้า และขอความกรุณา copy url address http://www.oknation.net/blog/DIVING

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ภาวะพร่องเอ็มไซม์ G-6-PD : 

Glucose-6-Phosphate Dehydrogenase Deficiency