บ้านปางถ้ำ เดิมเป็นหมู่บ้านอยู่ในการปกครองของบ้านโจ้โก้ ส่วนความเป็นมาของหมู่บ้านคือการอพยพมาจากเมืองคอบ ประเทศสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งในขณะนั้นขึ้นอยู่ในความปกครองของไทย เมื่อเหตุการณ์ไม่สงบผู้คนจึงได้อพยพไปอยู่ที่บ้านสบสา บ้านโจ้โก้ และเมื่อเหตุการณ์สงบแล้วจึงได้อพยพกลับเข้ามาทำกินอีกครั้ง
  •  

  • บ้านปางถ้ำ เดิมเป็นหมู่บ้านอยู่ในการปกครองของบ้านโจ้โก้ ส่วนความเป็นมาของหมู่บ้านคือการอพยพมาจากเมืองคอบ ประเทศสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว  ซึ่งในขณะนั้นขึ้นอยู่ในความปกครองของไทย เมื่อเหตุการณ์ไม่สงบผู้คนจึงได้อพยพไปอยู่ที่บ้านสบสา บ้านโจ้โก้ และเมื่อเหตุการณ์สงบแล้วจึงได้อพยพกลับเข้ามาทำกินอีกครั้ง มีระยะทางห่างจากอำเภอเชียงคำประมาณ ๒๐ กิโลเมตร  โดยมีคำขวัญหมู่บ้านว่า     “ชมวิวผาขาม  ดูถ้ำผาช่อ  รอที่วังตาด”

  • บ้านผาแดงล่าง เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าเมี่ยน ที่อพยพมาหนีศึกไทยดำจากประเทศจีน ในปี ๒๔๒๕ โดยเข้ามาตั้งบ้านเรือนที่คงอ่อน ประเทศลาวจำนวน ๒๐ หลังคา  ปี ๒๔๗๔ ได้อพยพจากบ้านคงอ่อน มาอาศัยอยู่ที่บ้านหนองห้าถึง ๒๑ ปี ได้อพยพต่อไปอยู่บ้านต้นผึ้งอีก ๖ ปี และได้อพยพต่อไปอยู่ที่บ้านผาแดงบน ปี ๒๕๑๔ ได้อพยพไปอยู่บ้านใหม่ร่มเย็น สุดท้ายจึงมาอยู่บ้านผาแดงล่าง ถึงปัจจุบัน มีระยะทางห่างจากตัวอำเภอเชียงคำ  ๑๓  กิโลเมตร   โดยมีคำขวัญประจำหมู่บ้านว่า   ผาแดงงาม  คู่หมู่บ้าน  มีวังตาดนั้นนานมา น้ำใสๆ เย็น มีอุรา เพราะเรามีองค์พระประชาของแผ่นดินไทย

 

  • บ้านผาแดงบน มีประวัติความเป็นมาเหมือนบ้านผาแดงล่าง โดยมีระยะทางห่างจากตัวอำเภอเชียงคำ ๒๕ กิโลเมตร

  • บ้านทุ่งรวงทอง ปี พ.ศ. ๒๔๘๓ หลังสงครามอินโดจีนฝรั่งเศสไม่นาน  นายอำเภอเชียงคำได้จัดสรรที่ดินหมู่บ้านร่องส้านให้ราษฎรที่อพยพมาจากเมืองคอบ แขวง  ไชยบุรี หรือแขวงหัวของ ประเทศลาว เข้ามาอาศัยประมาณ ๘๐ ครอบครัว แต่ไม่มีน้ำเพียงพอต่อการเกษตร ราษฎรเหล่านั้นจึงอพยพไปอยู่ที่อื่นจนเกือบหมด คงตกค้างอยู่เพียง ๖ ครอบครัวเท่านั้น

                หมู่บ้านทุ่งรวงทอง พื้นที่เดิมเป็นป่าไม้เบญจพรรณป่าไม้แดง มีเนื้อที่ประมาณ  ๒๒,๖๒๕ ไร่ ระดับดินสูงจากทางทิศตะวันออกตั้งแต่เชิงเขา และลาดต่ำลงสู่ทิศตะวันตก มีลำห้วยไร่ ห้วยอวม ห้วยสา และห้วยร่องส้านไหลลงผ่านที่ดินผืนนี้ลงสู่แม่น้ำลาว แต่จะมีน้ำน้อยมากในฤดูแล้งจึงไม่เพียงพอต่อการเกษตร

                ปี ๒๕๑๓ นายประสิทธิ์ สงวนน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายสมัยนั้น นายชอบ  มงคลรัตน์ อดีตนายอำเภอเชียงคำ และนายเลือดไทย บุญหวาน อดีตหัวหน้าหน่วยจัดสรรที่ดินทำกินได้จัดสรรที่ดินผืนนี้เพื่อช่วยเหลือราษฎรผู้ด้อยโอกาสที่ครอบครัวประสพปัญหาไม่มีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ต่อมาจึงได้มีราษฎรหลายๆ เผ่าเข้ามารับการช่วยเหลือ เช่น ชาวไทยอีสาน ชาวไทยภูเขา และชาวพื้นเมือง เข้ามาอยู่อาศัย โครงการนี้ดำเนินไปเป็นผลสำเร็จโดยความร่วมมือจากทางราชการหลายๆ ฝ่ายด้วยกัน มีการรังวัดที่ดินและจัดสรรที่ดินส่วนหนึ่งให้เป็นที่อยู่อาศัยให้ครอบครัวละ ๑ ไร่ และพื้นที่เพาะปลูกส่วนหนึ่งให้ครอบครัวละ ๑๕ ไร่ มีการขุดเจาะบ่อบาดาล ขุดคูส่งน้ำ สร้างฝายทดน้ำ มีการตัดถนนสายใหญ่และถนนซอยเข้าถึงพื้นที่ทุกแห่งมีการจัดสรร ที่ดินไว้สร้างวัด โรงเรียน สถานีอนามัย และที่สาธารณะมีราษฎรเข้าอยู่อาศัยครั้งแรกประมาณ ๕๙๗ ครอบครัว โดยจัดเป็น ๓ หมู่บ้านและตั้งชื่อหมู่บ้านว่าร่องส้าน  ตามชื่อลำห้วยร่องส้าน ต่อมาปี ๒๕๑๙ ได้แยกหมู่บ้านมาเป็นบ้านทุ่งรวงทอง มีระยะทางห่างจากหมู่บ้านจากตัวอำเภอเชียงคำ ๑๒ กิโลเมตร

โดยมีคำขวัญประจำหมู่บ้านว่า ทุ่งรวงทองแสนงามลือเลื่อง ชุมชนคนพื้นเมือง รุ่งเรืองวัฒนธรรม

  • บ้านประชาภักดี เป็นการรวมตัวกันจากบ้านต่างๆ ๔ กลุ่ม คือบ้านตับเต่า  อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย บ้านห้วยเมียง ตำบลเชียงแรง บ้านขุนน้ำสา (ปัจจุบันคือบ้านห้วยปุ้ม) บ้านดอยนาง (ปัจจุบันคือบ้านห้วยเดื่อ) สมัยนั้นชาวบ้านบางส่วนได้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ และได้เข้ามอบตัวกับทางราชการโดยการนำของ เลาจือ แซ่หาง ในปี ๒๕๑๓ เมื่อทางอำเภอเชียงคำได้จัดสรรที่ดินให้ทำกินแต่เนื่องจากชาวบ้านขุนน้ำสาและดอยนางประสบกับปัญหาที่ดินทำกินไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพและต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ชาวบ้านบางส่วนจึงได้อพยพกลับมาอยู่ที่เดิม  คือบ้านห้วยปุ้มและบ้านห้วยเดื่อในปี ๒๕๑๘ ต่อมาปี ๒๕๒๒ ได้แยกออกจากบ้านร่องส้านมาเป็นบ้านประชาภักดี ซึ่งมีความหมายว่าประชาชน หรือราษฎรมีความภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ มีระยะห่างจากหมู่บ้านถึงตัวอำเภอ ๑๐ กิโลเมตร

โดยมีคำขวัญประจำหมู่บ้านว่า   รักศักดิ์ศรี  มีวัฒนธรรม  เลิศล้ำความภักดี

 

  • บ้านห้วยสา          บริเวณดังกล่าวมีลำห้วยอยู่ ๒ ห้วยคือห้วยสาน้อย และห้วยสาใหญ่ ที่ได้ชื่อว่าห้วยสาเพราะบริเวณนั้นเต็มไปด้วยต้นสา ในปี ๒๔๗๐ ได้มีประชาชนจากจังหวัดแพร่อพยพเข้ามาทำมาหากินในเขตจังหวัดเชียงราย (ปัจจุบันขึ้นอยู่กับจังหวัดพะเยา)  ประกอบไปด้วย นายเมา - นางด้วง ใจหมั้น และนายกั๋น – นางเต็ม ไม่ทราบนามสกุล บ้าน   ป่าแดงพัน จังหวัดแพร่ นายน้อย – นางฟอง ไม่ทราบนามสกุล อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ทั้งสามครอบครัวได้เข้ามาอาศัยอยู่ก่อน

                เดิมที่บ้านห้วยสาขึ้นอยู่กับบ้านร้องเก่า หมู่ที่ ๑ ตำบลเจดีย์คำ จังหวัดเชียงราย  จากนั้นในวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๓๒ ได้แยกเป็นหมู่บ้านใหม่ มีระยะทางห่างจากตัวอำเภอเชียงคำ ๑๒๗ กิโลเมตร

  • บ้านเกษตรสมบูรณ์            เมื่อวันเสาร์ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๐๗ นายแก้ว มาสุข และนายเงิน รุ่งเรือง ได้ย้ายมาจากบ้านก๊อด บ้านทุ่งบล ต้อนย้ายเข้ามาบ้านแห่งนี้ขึ้นอยู่กับบ้านโจ้โก้ หมู่ ๑๕ ตำบลเจดีย์คำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย ต่อมาจึงแยกหมู่บ้านเป็นบ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลร่มเย็น จังหวัดพะเยา มีระยะห่างจากตัวอำเภอ  ๑๐  กิโลเมตร

  • บ้านต้นผึ้ง เมื่อ ๑๖๐ ปีที่ผ่านมา มีนายเย่าฟินเหว่น แซ่เติ๋น และนายยุ่นเสี่ยว แซ่จ๋าว ได้อพยพมาจากประเทศจีนตอนใต้ (ดูประวัติบ้านร้องเพิ่มเติม)

  • บ้านคุ้มเจริญ เริ่มเมื่อประมาณ ปี ๒๐๙๘ (๔๕๐ ปีมาแล้ว คำนวณ ณ ๒๕๔๘) ราษฎรส่วนใหญ่อพยพมาจากจังหวัดน่าน เมื่อครั้งเจ้ามหาชีวิตน่านเจ้า เสนาบดีซ้ายขวาได้ไล่ปราบขอมและพม่า โดยได้ยกทัพมาจากเมืองน่านมาตั้งทัพที่ทุ่งคุ้ม และตั้งคุ้มเจ้าที่บ้านคุ้ม แห่งนี้จึงได้ชื่อว่าบ้านคุ้มตั้งแต่นั้นมา หมู่บ้านแห่งนี้มีวัดพระธาตุคุ้มแก้วซึ่งเป็นวัดเก่าแก่มีอายุประมาณ ๔๓๖ ปี ต่อมาเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๒ ได้แยกหมู่บ้านเป็นบ้านคุ้มเจริญ มีระยะทางห่างจากหมู่บ้านจากตัวอำเภอเชียงคำ ๗ กิโลเมตร

  • บ้านสบสา บ้านสบสาหมู่ที่ ๑๘ แยกออกจากบ้านสบสาหมู่ที่ ๕ ในปี พ.ศ.๒๕๔๒ เนื้อหาเรื่องราวความเป็นมาจากที่เดียวกัน มีระยะทางห่างจากตัวอำเภอเชียงคำ ๗ กิโลเมตร

โดยมีคำขวัญว่า    สบสาฟ้าประทาน   ตระการชุมชนยิ่งใหญ่

ป่าชุมชนเกริกไกร  แซ่ซ้องนบนอบน้อมพระธาตุเจ้าดอยคำ

 

  • บ้านน้ำญวนพัฒนา (ปางปอบ) เดิมเรียกว่าบ้านปางปอบ ที่เพี้ยนมาจากคำว่า ปางป้อม เพราะเป็นดงของมะขามป้อม เนื่องจากผู้คนในยุคนั้นไม่รู้หนังสือ ทั้งยังพูดคำไทยไม่เป็น เดิมทีเป็นป่าที่อุดมด้วยต้นไม้นานาชนิด เช่นไม้สัก ไม้ยาง ไม้ประดู่ ไม้เต็ง ไม้ตะเคียน และไม้เปา และอีกมากมายหลายชนิด ที่สำคัญที่ตั้งของหมู่บ้านมากด้วยมะขามป้อม  ปางปอบนี้มีน้ำแม่ญวนไหลผ่านตลอดทั้งปี ในห้วยมีหอย ปู ปลา ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของหมู่บ้าน อีกประการหนึ่งชาวบ้านปลูกข้าวโพด เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ตามวิถีชีวิตของคนเมี่ยน

                เมื่อ ๓๐-๔๐ ปีก่อน มีคนพื้นเมืองที่เข้ามาอยู่ตรงนี้ได้ทำเป็นปางวัวเลี้ยงวัวและต่อมาชาวบ้านบนดอยห้วยแฝดได้เดินทางาทำไร่ปลูกข้าวที่ปางแห่งนี้ด้วย ตอนแรกก็มาทำไร่ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารแต่ไม่ได้มาอยู่อาศัย ต่อมาในปี ๒๕๐๙ ชาวบ้านจึงอพยพมาปลูกบ้านที่ปางแห่งนี้ เดิมทีขึ้นอยู่การปกครองกับหมู่ที่ ๑๐ หมู่ที่ ๙ และหมู่ที่ ๑๑ ตามลำดับ

                ต่อมา ๒๕๒๐ ได้มีกรมประชาสงเคราะห์พร้อมทั้งพระภิกษุได้เข้ามาในหมู่บ้านนี้ ได้มาถ่ายทอดความรู้ต่างๆ เช่น สอนให้ปลูกส้ม สอนให้รู้จักรักษาสุขภาพตัวเอง และสร้างศูนย์เด็กเล็กขึ้น ก่อนนี้การเดินทางไปตัวอำเภอเชียงคำ หรือต่างบ้านเช่นบ้านสบสา หรือร่มเย็นต้องเดินด้วยเท้า ต่อมาปี ๒๕๓๐ ราษฎรในหมู่บ้านย้ายทะเบียนบ้านเข้ามารวมกันที่หมู่ ๙ บ้านปางถ้ำ

                ปี ๒๕๓๔ จึงมีไฟฟ้าใช้ และปี ๒๕๔๐ นายกิตติ แซ่จ๋าว เป็นพ่อหลวงบ้านจึงยื่นหนังสือขอแยกหมู่บ้าน และยื่นขอเปลี่ยนชื่อใหม่ ตามลำดับเหตุเพราะชื่อบ้านปางปอบ คนมักจะเข้าใจผิดคิดและล้อว่าเป็น บ้านผีปอบ เป็นต้น ในปี ๒๕๔๗ จึงมีคำสั่งได้ชื่อหมู่บ้านใหม่ว่าบ้านน้ำยวนพัฒนา มีระยะทางห่างจากตัวอำเภอเชียงคำ ๑๕ กิโลเมตร

  • บ้านร่องส้าน เป็นหมู่บ้านใหม่ที่แยกมาจากบ้านร่องส้าน หมู่ที่ ๘ เมื่อวันที่  ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ประชากรส่วนใหญ่ได้อพยพมาจากภาคอีสาน คือจังหวัดมหาสารคาม  ร้อยเอ็ด ขอนแก่น นครราชสีมา กาฬสิน ชัยภูมิ และอุบลราชธานี ชื่อหมู่บ้านได้มาจากลำห้วยส้าน (ดูบ้านร่องส้าน หมู่ที่ ๘ ประกอบ) หมู่บ้านแห่งนี้มีอาชีพเสริมคือ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริ มีระยะทางห่างจากอำเภอเชียงคำ ๙ กิโลเมตร

โดยมีคำขวัญประจำหมู่บ้านว่า  

ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ภูมิใจวัฒนธรรม น้ำใจเลิศล้ำ ขยันทำกิน

 

  • บ้านประชาพัฒนา เดิมชาวบ้านมีถิ่นฐานเดิมที่บ้านเลาอู ตำบลตับเต่า  อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ได้อพยพหนีภัยคอมมิวนิสต์ไปอยู่ที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงรายในปี ๒๕๑๐ แต่ไม่มีที่ทำกิน จึงอพยพย้ายมาอยู่บ้านห้วยส้าน ตำบลเชียงแรง จังหวัดเชียงราย(สมัยนั้น)

                ปี ๒๕๑๓ ทางการได้จัดสรรที่ทำกินที่บ้านร่องส้านหมู่ที่ ๘ ตำบลเจดีย์คำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย (สมัยนั้น) ในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าบรมราชินีนาถ

                ในวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๖ ได้แยกตัวจากบ้านร่องส้าน หมู่ที่ ๘ มาเป็นบ้านประชาพัฒนา มี นายสมศักดิ์ หาญบุญศรี เป็นผู้ใหญ่บ้าน มีระยะทางห่างจากอำเภอเชียงคำ ๑๐  กิโลเมตร มีคำขวัญประจำหมู่บ้านว่า   รวมพลังพัฒนา ยึดมั่นคุณธรรม สู่ความเจริญ