สอนทำไม? ทำไมมาสอน?
ยุคนี้เป็นยุคแห่ง "คุณภาพ" และในโลกแห่ง "ผู้เชี่ยวชาญ" ที่เรา/ท่านอาศัยอยู่นี้ มันก็เลยต้องมี "ผู้เชี่ยวชาญคุณภาพ" เกิดขึ้นตามมาติดๆ แต่ก่อนนี้อยู่ที่ไหนไม่มีใครทราบ แต่ตอนนี้กำลัง in-demand ตามหลักการตลาด (ยุค 1.0) เมื่อมี demand ก็ต้องมี supply เป็นหลักธรรมชาตินั้นแล
ก่อนที่จะเข้าใจผิดคิดว่าผมกำลังพูดเรื่องงานคุณภาพโรงพยาบาล ก็ต้องบอกตรงนี้ไปเลยว่าไม่ใช่ ผมกำลังพูดเรื่อง "คุณภาพการศึกษา" เพราะถือว่าผมก็เป็นผู้รับ (เคราะห์ โชค ภาระ ฯลฯ whatever it comes) โดยตรงคนหนึ่งในระบบนี้
ก่อนจะเริ่มสนทนากันต่อ สำหรับใครก็ตามที่ทำหน้าที่สอนอยู่ ณ ขณะนี้ (หรือกำลังคิดว่าจะทำ จะเป็น) ลองตอบคำถามสองคำถามของหัวข้อเรื่องนี้ (ตอบในใจ... ถ้าไม่มั่นใจ)
.....
.....
.....
OK ถ้าอ่าน จุด จุด จุด ด้วยความเร็วปานกลาง และได้ครุ่นคิดใคร่ครวญอย่างแยบคายแล้วจริงๆ คำถามต่อไปก็คือ "คำตอบของทั้งสองคำถามเหมือนกันหรือต่างกัน?"
yes or no เพราะฉะนั้นไม่ยากใช่ไหมครับ
ถ้าคำตอบคือ no นั้นคือที่ตอบว่า "สอนทำไม" กับ "ทำไมมาสอน" มีเหตุผลที่ไม่เหมือนกัน ผมอยากจะบอกว่า "นี่... อาจจะเป็นปัญหา" เสียแล้ว
และผมเกรงว่า "ปัญหา" เรื่องนี้ไม่ใช่แค่กรณีเดี่ยวๆ แต่เป็นระดับ epidemic หรือโรคระบาด (ตัวอย่างของโรคระบาด เช่น โรคห่า เป็นต้น)
"การสอน" เป็นสิ่งที่เราทุกคนทำและถูกกระทำมาแต่ไหนแต่ไร ควบคู่ไปกับการเรียน ทั้งสองประการเกิดขึ้นมานานเท่านาน แทบจะเรียกว่าทันทีที่มี Mind เกิดขึ้น กระบวนการการ "เรียน" ก็เกิดขึ้น และเมื่อนักเรียนพร้อม ครูก็ปรากฏมาทันทีทันใด ในรูปแบบต่างๆ อาทิ ธรรมชาติ พ่อ แม่ พี่ น้อง ฯลฯ เราพอจะมีการตั้งสมมติฐานอย่างมีเหตุผลพอสมควรว่า อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เป็นอย่างนั้นมาโดยไม่ต้องมีใครบอก ใครสั่ง สิ่งนี้ "อาจจะ" เป็นระดับสัญชาติญาน หรืออยู่ในพันธุกรรมของเราเอง ซึ่งแปลต่อไปว่า "เรื่องนี้สำคัญระดับมูลฐานสัมบูรณ์ (absolute fundamental)"
ตั้งแต่เกิดมา เราเรียนและถูกสอนมากมาย และแถมยังประสบความสำเร็จพอสมควรด้วย เพราะส่วนใหญ่ที่เราเรียนคือ basic to survive กลไกการอยู่รอด และผ่านการสอบด้วย (คือเรารอด) ทำไมเราถึงทำได้ และทำได้ดี?
ในขณะที่มีตัวอย่างของกรณีล้มเหลว ทำไม่ได้ดี เช่นกัน
"อะไรเกิดขึ้นในจิตใจของคนที่สอน และคนที่เรียน?" ผมพบว่าการเรียนการสอนสำคัญในระดับ "อยู่รอด" และที่สำคัญ สิ่งนี้เป็นการ "ถ่ายทอด" ที่ปราศจากเงื่อนไข เป็น natural force ที่เรา "รู้สึกว่าต้องทำ" ไม่ว่าจะตีความว่าเป็นการรักษาไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ species ของเรา หรืออะไรก็ตาม รวมทั้ง "สัญชาติญานแม่" ที่อยู่ในตัว ทั้งหมดนี้ ผมอยากเรียกมันว่าเป็น "ความรัก" ชนิด รักแท้ และปราศจากเงื่อนไขด้วย
แม้กระทั่งพ้นอ้อมอกแม่มาแล้ว "อาชีพสอน" ก็ไม่ได้ลดความสำคัญลง ยังมีคนที่อุทิศเวลาส่วนใหญ่ของชีวิต "ถ่ายทอด" สิ่งที่สำคัญ/ไม่สำคัญ ไปให้คนอื่น และคนอื่นก็ "เลือก" สิ่งที่ทั้งสำคัญ/ไม่สำคัญ แล้วทำกระบวนการนี้ซ้ำๆต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด
"แรงผลักดัน" นี้รุนแรงมากไม่แพ้แรงผลักระดับพื้นฐานอื่นๆ
หรือผมไม่อยากใช้คำว่า "เคยรุนแรง" มาก...
เดี๋ยวนี้คุณภาพการเรียน ถูกปรับ focus ไปที่คุณภาพการสอน ซึ่งถ้าเราหันกลับไปดูที่ objective คือ "สอนทำไม" เราไม่ได้สอนแค่เพราะได้สอน แต่เพราะว่ามีคนได้เรียนต่างหาก และไม่ใช่เพียงแค่นั้น แต่เราเชื่อใน "ผลกระทบ" ที่ผู้เรียนจะทำหลังจากที่ได้เรียน สิ่งสำคัญที่ผู้สอนทำทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่ เราได้สอน สอนอะไร สอนอย่างไร แต่เป็นมีคนเรียน เรียนอะไร เรียนอย่างไร และสำคัญที่สุดคือเรียนเอาไปทำไม
มิใช่หรือ?
ครูที่มี compassion ในการสอนนักเรียน ไม่ได้แคร์แค่ "ผลการเรียน" แต่แคร์ว่า "ชีวิตนักเรียนจะเป็นเช่นไรต่อไป?" การสอนที่เกิดขึ้น จึงมักไม่ได้มีแค่ contents แต่มี life contents แฝงอยู่เสมอ เพราะทุกๆสาระวิชาในโลกนี้ มันจะมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับความงาม ความดี และความจริงตลอดเวลา มันจะสำคัญได้อย่างไรถ้าเราไม่สามารถเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้ที่เราอยากจะสอน (หรือที่ถูก... อยากให้นักเรียนเรียน) กับเรื่องนี้ได้
แล้ว Compassion needs prove หรือไม่?
อืม... ตรงนี้ คงทำอะไรไม่ได้ ปล่อยให้ "ผู้เชี่ยวชาญการวัด" เดินทางหา holy grail ให้เจอ ก็คงจะได้
แต่ระหว่างทางนั้น อย่ามาฆาตกรรมจิตวิญญาณของครูลงไปใน process!! อย่าให้การวัด หรือการพยายามที่จะวัด "ลด values" ของการ "สอนทำไม" ลงไป
เพราะครูที่แท้นั้น ทั้งสองคำตอบนั้นเหมือนกัน สอนไปทำไม และทำไมมาสอน
ถ้าจะวัดเพื่อพัฒนา ก็ขอให้มี awareness ผลกระทบจากการถูกตัดสิน ถูก judge values ต่อจิตวิญญาณของมนุษย์ไว้ด้วย ซึ่งน่าจะทำได้ เพราะคนวัดก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน ไม่ได้เป็น computer programme หรือไม้บรรทัดเหล็กอันหนึ่ง และเนื่องจากของเหล่านี้มัน "ไม่ถึง" ที่จะวัดมนุษย์ วัดกิจกรรมหนึ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในการเป็นมนุษย์ ที่เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับ "ความอยากรู้ อยากเรียน"
ผมเป็นครูโดยสายเลือดครับ...ที่บ้านไม่เคยบังคับว่าต้องเรียนอะไร แต่มองไปทางไหนชีวิตผมก็วนเวียนและผูกพันกับการเรียนการสอนมาทั้งชีวิต...รู้ตัวอีกทีก็ละสายตาไปจากวิชาชีพนี้ไม่ได้เสียแล้วครับผม
สองคำตอบตรงกัน ขอแสดงความยินดีด้วยครับ!
ลูกคนเล็กผม เรียนได้ ได้เกรดดีมากๆ เขาไม่สนใจเป็นหมออย่างที่ "เด็กเก่ง" เห่อตามกัน ลูกคนนี้เคยบอกเรียนอะไรก็ได้ ขอให้มีที่ขี่จักรยาน เขาขี่ทุกวันๆละ 20-40 กิโลเมตร โรงเรียนก็โหมหนักหนา กลับจาก รร.ทุ่มหนึ่ง เขาฉวยจักรยานหายไปชั่วโมงก็กลับมา
เช้านี้แม่เขาโทรคุยกับผม บอกว่าลูกหัวดีคนนี้ ถามทีเล่นทีจริง ถ้าจะเป็นอาจารย์วิทยาศาสตร์ในมหา'ลัย แม่จะว่ากระไร แม่เขาหัวเราะอย่างอารมร์ดี เพราะเชื่อว่าคงเปลี่ยนใจอีกหลายรอบ
ฮ่า ฮ่า พี่ชาตรีครับ การเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงก็เกิด bliss ได้ไม่น้อยจริงๆด้วยครับ
เดี๋ยวนี้ไม่กล้าสอน นักศึกษาแพทย์ ได้แต่ไปสร้างวิถี Learn How To Learn ครับ ท่าน
สำคัญมากจริงครับ ท่านอาจารย์ jj
ใจผมยังคิดว่า "สอน" ก็ยังมี role อยู่บ้าง แม้ว่าจะค่อยๆลดลงไปใน andragogy (adult learning) ซึ่งจะไปเน้น active learning แล้วสอนค่อยๆ fade เป็น passive teaching หรือ facilitating แทน
อีกประการ อาจจะเป็น agendum ส่วนตัวก็คือ การสอน นอกเหนือจาก transfer contents แล้ว มันมีมิตรภาพและความสัมพันธ์รูปแบบเฉพาะตัวอยู่ เป็น social asset ซึ่งใน facilitating ตรงนี้จะลดลงไป (น่าใจหายในบางครั้ง ที่เราปล่อยอิสระมากๆ) ผมยังเห็นแก่ตัวที่จะรักษาเรื่องนี้เอาไว้ด้วยอะครับ
สอดคล้องกับความรู้สึกชื่นชมและความภูมิใจที่มีเสมอมา ที่มีคุณพ่อเป็นครู... และความรู้สึกลึกๆ ที่อยากเป็นครูค่ะ