เพื่อประโยชน์ของประเทศ

 

 

 

ทำไมผมจึงต้องเขียนเรื่องคริกเก็ต 

บันทึกเรื่องคริกเก็ตมาหลายตอน “เข้าใจเข้าถึงอินเดีย...ต้องเข้าใจคริกเก็ต” ก่อนที่จะอ่านกันต่อ ขอเรียนว่าทำไมผมจึงต้องเขียนเรื่องคริกเก็ต บางท่านอาจจะสงสัย ว่าทำไมนักการทูตมาเขียนเรื่องคริกเก็ต ก็เลยขอขยับนิ้วพิมพ์เรื่องนี้คั่นเรื่องคริกเก็ตสักหน่อย

บล๊อคนี้มีชื่อว่า “เรียน ดู รู้ เล่น ผจญภัยในโลกกว้างกับนักการทูต” ก็ครอบคลุมถึงเรื่องทุกเรื่องที่ผมได้ประสบในต่างแดนซึ่งผมพยายามที่จะไม่นำเอาเรื่องงานมาเล่ามากนักเพราะอาจจะไม่เหมาะสม แต่จะพิจารณาแล้วว่าเรื่องเล่าที่มีส่วนเกี่ยวโยงทางอ้อมกับงานที่ไม่เป็นความลับและไม่ใช่วิชาการจนเกินไป โดยพยายามนึกตัวเองในฐานะคนทั่วไปว่าสนใจเรื่องแบบใด ก็จะพยายามเขียนเรื่องแบบนั้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นการให้ความรู้และประสบการณ์นอกห้องเรียน ซึ่งที่ผ่านมาผมก็เขียนบันทึกในกรอบนี้มาโดยตลอด

แต่ทำไมคริกเก็ต

หากผู้อ่านสังเกตุ จะเห็นว่าผมมุ่งเขียนเรื่องของอินเดียที่จะเป็นประโยชน์กับคนไทย เป็นประโยชน์ในแง่ของทัศนคติ บทเรียน ข้อคิดเพื่อการเปรียบเทียบและเพื่อโอกาสของชีวิต การมองอินเดียให้ประโยชน์ต่อการมองตนเองและมองไทย ดังนั้นขอให้เข้าใจว่าการเขียนเรื่องคริกเก็ตของอินเดียก็เพื่อประโยชน์ของคนไทยนั้นเอง

ประโยชน์อันใดหรือ

1.คริกเก็ตเป็นกีฬาสากลที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในร้อยกว่าประเทศทั่วโลก ไทยเราจะอยู่กับสังคมกีฬาโลกต่อไป คงต้องสนใจกีฬาที่คนในโลกเขาเล่นกัน ซึ่งที่ผ่านมาไทยเราก็เล่นกันหลายอย่างแล้วจนมีนักกีฬาที่เก่งระดับสากลมากทีเดียว เช่นเทนนิส  มวย  ยกน้ำหนัก เป็นต้น จะเพิ่มคริกเก็ตอีกสักชนิดหนึ่งจะเป็นไร

2.คริกเก็ตเป็นกีฬาที่คนไทยยังไม่ได้สนใจและไม่มีความรู้เลย ดังนั้นยิ่งต้องเริ่มเผยแพร่ จากศูนย์เพื่อวันหนึ่งจะได้รู้จักกันขึ้น ทำนองถ้าไม่เข้าอนุบาลจะต่อประถมและมัธยมได้อย่างไร

3.กีฬาเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่ใช้ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ดังเช่นที่เราทราบกันมาในเรื่องการทูตปิงปอง ลองมาฟังการทูตคริกเก็ตกันบ้าง

4.อินเดียเป็นประเทศที่นิยมไทย จึงไม่แปลกที่มีคนอินเดียไปเที่ยวบ้านเรากว่า 8 แสนคนต่อปี เท่ากับมีคนที่ชื่นชอบคริกเก็ตไม่ต่ำกว่า 8 แสนคนในบ้านเรา มีใครคิดทำการตลากเรื่องคริกเก็ตสำหรับคนอินเดียหรือคนต่างชาติในประเทศไทยบ้างไหม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยส่งเสริมกีฬากอล์ฟเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวบ้านเรา ถึงเวลาเริ่มคริกเก็ตกันบ้างดีไหม เพราะมีตลาดของคนเล่นคริกเก็ตในโลกกว่า 1.7 พันล้านคน มองให้เป็น ก็เป็นธุรกิจได้เสมอ

5.คำว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” ภาษาลาวใช้คำว่า”พัวพันระหว่างประเทศ” ก็ถ้าไทยเห็นโอกาส จะใช้คริกเก็ตเพื่อพัวพันระหว่างประเทศจะดีไหม โดยเฉพาะกับประเทศชั้นนำของคริกเก็ต เช่นออสเตรเลีย อังกฤษ ศรีลังกาและอินเดีย ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องนี้จะทำให้ประเทศที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกัน ก็ของมันพัวพันกัน มันก็ต้องใกล้ชิดกันเป็นธรรมดา

6.ในเมื่อคริกเก็ตยังไม่ได้แพร่หลายในประเทศไทย ก็สมควรที่ทุกฝ่ายจะเริ่มต้นเผยแพร่กัน ผลักดันกัน ให้โอกาสกัน ซึ่งผมคิดว่าเริ่มต้นที่โรงเรียนก็เป็นสิ่งที่ดี จากกีฬาโรงเรียน สร้างคนที่เล่นเป็นให้มากๆ เพื่อเป็นฐานที่จะสร้างบุคคลากรคริกเก็ตในอนาคต ซึ่งภาครัฐก็ต้องมองเห็นมองเป็นและสนับสนุนด้วย

7.คริกเก็ตนอกจากจะเป็นกีฬา”ยาวิเศษ” ที่มีคุณสมบัติแก้กิเลส ทำคนให้เป็นคนเช่นกีฬาอื่นๆ แล้ว ยังจะสร้างคนไทยให้สามารถเกี่ยวหรือพัวพันกับสังคมประเทศที่เล่นคริกเก็ตด้วย เราเคยหวังสูงว่าฟุตบอลไทยจะไปโอลิมปิค ก็ยังฝันกันได้ แล้วคริกเก็ตจะไปโอลิมปิคได้บ้างไหม…น่าคิด

8.คนไทยเล่นคริกเก็ตได้ไหม ตอบว่าได้ เพราะมิฉะนั้นทีมคริกเก็ตหญิงทีมชาติไทยที่เพิ่งเล่นคริกเก็ตมาไม่กี่ปี จะไม่สามารถสร้างผลงานดีเด่นเป็นอันดับที่ 4 ในเอเชียได้ ก็ถ้าคนไทยมีพรสวรรค์เล่นคริกเก็ตให้เก่งได้ ทำไมจะไม่ให้โอกาสกัน

9.ขอย้ำว่าคริกเก็ตไม่ใช่แค่เป็นกีฬาหนึ่ง แต่เป็นกีฬาที่คนไทย ประเทศไทยใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าสู่สังคมโลกและสังคมกีฬาโลกได้อย่างมีความหวัง....ผมเคยเล่าถึงแนวคิดเรื่องประโยชน์ของคริกเก็ตนี้ให้เพื่อนนักการทูตไทยระดับผู้บริหารโดยเฉพาะในอินเดียฟัง โดยพยายามชี้ให้เห็นว่าในเมื่ออินเดียคลั่งคริกเก็ต วิธีหนึ่งที่จะเข้าใจและเข้าถึงอินเดีย ก็คือต้องเข้าใจคริกเก็ตด้วย จึงจะพูดภาษาเดียวกันกับเจ้าของประเทศ จึงจะนิยมในเรื่องเดียวกันและเป็นพันธมิตรกันได้ ทำนองว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม”

ทั้งหมดนี้ สรุปว่าถ้าไม่ใชอีกเรื่องหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์กับคนไทยและประเทศไทย ผมคงไม่นำมาเผยแพร่ในโกทูโนเป็นแน่ครับ...ขอยืนยัน