หนึ่งคณะหนึ่งหมู่บ้าน :
ว่าด้วยลูกฮัก และห้องเรียนชีวิต

 

 

ในรอบปีที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งปรากฎการณ์ของการพัฒนานิสิตที่ควรต้องจดจำมากเป็นพิเศษ  อย่างน้อยที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ การประกาศยุทธศาสตร์ของการพัฒนานิสิตผ่านกิจกรรมนอกหลักสูตร หรือนอกชั้นเรียน เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของการพัฒนามหาวิทยาลัยฯ นั่นเอง

การมียุทธศาสตร์เช่นนั้น  มันช่วยให้ "ทีม" มีจุดหมายปลายทาง หรือ "เป้าหมาย" ที่ชัดเจน ทั้งในระยะสั้น ระยะยาว ...

 

Large_img_9377

 

ปีการศึกษา ๒๕๕๓  สิ่งที่ผมและทีมงานบุกเบิกนำร่องอย่างบ้าบิ่นก็คือโครงการ "มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน"  หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปในแวดวงกิจกรรของที่นี่ก็คือ "หนึ่งคณะ หนึ่งหมู่บ้าน"

 

กิจกรรมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้นิสิตได้เข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้านรายรอบมหาวิทยาลัย  ด้วยการฝากตัวเป็น "ลูกฮัก" (ลูกในบ้าน...ว่านในสวน) โดยคณะต่างๆ จะมีหมู่บ้านในสังกัดหนึ่งหมู่บ้าน  หลังการฝากตัวเป็นลูกฮัก ก็จะมีกิจกรรมให้นิสิตและชาวบ้านได้ทำร่วมกัน ซึ่งในระยะแรกจะเป็นกิจกรรมที่เกิดจากความต้องการของชาวบ้านเป็นที่ตั้ง

 

อย่างไรก็ดี นอกจากกิจกรรมที่จะมีขึ้นอันเป็นกิจกรรมที่เกิดจากความต้องการของชุมชนแล้วนั้น  ผมยังกำหนดกรอบกว้างๆ ให้นิสิตต้องทำกิจกรรมในหมู่บ้านเพิ่มเติม เช่น  การปรับภูมิทัศน์  การสำรวจข้อมูลชุมชน เน้นการเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้านในเรื่องอันเป็นวิถีวัฒนธรรมและประเพณี  พร้อมๆ กับการเน้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนผลแห่งการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนิสิตกับนิสิต

ซึ่งกิจกรรมที่ว่านี้ ก็ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งของการ “รับน้องใหม่” ด้วยเหมือนกัน 

และกิจกรรมที่ว่านี้ก็เป็นกิจกรรมเชิงรุกของการยึดโยงให้ชุมชนได้เป็นเสมือนห้องเรียนอีกห้องหนึ่งของชีวิต ซึ่งเรียกว่า “ห้องเรียนชีวิต” หรือ “สถานีชีวิต” ที่นิสิตและคนในชุมชนจะได้ร่วมเรียนรู้และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ร่วมกัน

 

 Large_img_9896

 

 

เอาชุมชนเป็นโจทย์ เอาโจทย์ชุมชนเป็นตัวตั้ง


ดังที่ผมกล่าวข้างต้นว่า กิจกรรมที่จัดขึ้นนั้นระยะต้นจะเป็นกิจกรรมที่ชาวบ้านต้องการ ซึ่งผมย้ำกับนิสิตว่าเมื่อทำกิจกรรมไปแล้ว ใช้ชีวิตร่วมกับชาวบ้านไปแล้ว ก็ให้พยายามศึกษาเรียนรู้ว่ามีอะไรที่สามารถร่วมกัน “สรรค์สร้าง” ขึ้นมาได้บ้าง

นั่นเป็นกลยุทธง่ายๆ ของการลงชุมชน ด้วยการเอาโจทย์ของชุมชนเป็นตัวตั้ง  แต่ก่อนที่จะเดินทางมาถึงจุดนี้  ระยะแรกผมก็ลงชุมชนเพื่อให้ชาวบ้านได้ประชุมหารือกันว่ามีความต้องการให้นิสิต หรือมหาวิทยาลัยได้เข้าไปช่วยเหลืออะไรบ้าง เมื่อได้ข้อมูลมา ผมก็พานิสิตมาวิเคราะห์ร่วมกันว่า “สิ่งที่ชาวบ้านต้องการนั้น คณะใดมีความรู้และเชี่ยวชาญบ้าง!” 

 

ด้วยเหตุนี้ การลงสู่ชุมชนจึงไม่ใช่ลงแบบ “โยนหินถามทาง”  หรือ “ไปแบบไม่รู้เหนือ...รู้ใต้”  หากแต่มีทิศทางที่ชัดเจนรองรับอยู่แล้ว ...อย่างน้อยนิสิต หรือบุคลากรในคณะ ก็สามารถใช้ความรู้ในวิชาชีพไปประยุกต์ให้บริการแก่ชาวบ้านได้ และที่สำคัญก็คือต้องไปในฐานะของผู้เรียนรู้ มิใช่เป็นนักบุญ หรือนักเสกสร้างใดๆ

 

Large_img_9436

 

ครับวิธีคิดของผมก็ไม่มีอะไรซับซ้อนมากนัก เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าเมื่อเราไปที่ไหนสักแห่ง  เราก็ควรต้องใช้สถานที่แห่งนั้นเป็นโจทย์ของการเรียนรู้ ซึ่งก็ตรงกับที่ผมพูดเป็นวาทกรรมเรื่อยมาว่า “ไม่มีที่ใดปราศจากเรื่องเล่า ไม่มีที่ใดปราศจากการเรียนรู้”

 

และบางทีวิธีคิดแบบนี้ก็ซ่อนความหมายของการเป็นผู้น้อยอ่อนน้อมถ่อมตนไปในตัว หรือในอีกมุมก็เสมือนการสอนให้เกิดการเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพการณ์ต่างๆ เหมือนโบราณได้กล่าวสอนไว้อย่างน่าฟังว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม”

เช่นเดียวกับที่มหาวิทยาลัยมาตั้งรกรากอยู่ในชุมชนแถวนี้ ก็คงต้องเป็นแรงสนับสนุนกระบวนการพัฒนาหมู่บ้านแถวนี้ให้มาก  ซึ่งผมเองก็มักฝากย้ำให้นิสิตได้คิดแบบขำๆ เสมอมาว่า “อยู่บ้านท่าน อย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควาย ไล่ขวิดลูกท่านเล่น”  

สิ่งเหล่านี้ด้วยเป็น คุณธรรม จริยธรรม ที่ทั้งผมและทีมงานพยายามปลูกฝังผ่านกิจกรรมเรื่อยมา  และยังคงไม่ถอดใจที่จะสร้างบทเรียนในทำนองนี้ไปเรื่อยๆ

 

 Large_img_9372

 

 

ปลูกต้นไม้สายใยรัก : ฝากตัวเป็นลูกในบ้าน...ว่านในสวน 

 

กรณีชุมชนบ้านดอนนา ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เป็นชุมชนภายใต้ความรับผิดชอบของสโมสรนิสิตคณะสาธารณสุขศาสตร์  ซึ่งชาวบ้านต้องการให้นิสิตได้ช่วยเหลือ (เรียนรู้ร่วมกัน) ในเรื่องเกี่ยวกับการทำ “สวนสมุนไพร สวนไผ่และปลูกต้นไม้ทั้งไม้ประดับและไม้กินได้”


ก่อนลงพื้นที่ผมฝากให้นิสิตได้ประสานกับชาวบ้านให้บ่อยครั้ง กิจกรรมควรเริ่มต้นจากการฝากตัวเป็น “ลูกฮัก” เสียก่อน สำรวจข้อมูลพื้นฐานชุมชนเป็นระยะๆ พาน้องใหม่ไปพัฒนาสิ่งแวดล้อมในหมู่บ้านไปเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้จะเป็นกระบอกเสียงในการ “ประชาสัมพันธ์” กิจกรรมไปในตัว  และอาจควักเอาจุดแข็งในวิชาชีพมาเสริมกิจกรรมเพิ่มเติมอีกได้ เช่น การตรวจสุขภาพ หรือแต่การสอนหนังสือหนังหาให้เด็กๆ สลับไปมาในแต่ละช่วงที่ลงทำกิจกรรม  โดยอาจไม่จำเป็นต้องทุ่มคนทั้งหมดลงที่กิจกรรมหลักของชุมชนเสมอไปก็ได้ ...

เพราะบางทีอาจเกิดภาวะ “คนล้นงาน” ก็เป็นได้ 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องไม่ลืมที่จะเดินตาม “โจทย์” อันเป็นความต้องการของชุมชนเสียก่อน ส่วนรูปแบบอื่นๆ นั้น ผมเชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ จะมีสิ่งที่ “ค้นพบ” และนำไปสู่การสร้างสรรค์ร่วมกันได้เอง

 

Large_img_9928

 

อย่างไรก็ดี  จากการได้ติดตามและลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจและประเมินการขับเคลื่อนกิจกรรมนั้นพบว่าในเบื้องต้นนั้น  นิสิตได้ลงสู่ชุมชนและทำกิจกรรมกับชาวบ้านมาในระดับหนึ่ง แต่กิจกรรมยังไม่บรรลุเป้าเสียทั้งหมด ซึ่งเกิดจากปัจจัยร่วมของทั้งสองส่วน

แต่ก็เป็นที่น่าชื่นชมว่านิสิตยังสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมตามสภาวะต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม  ในช่วงที่ยังไม่สามารถก่อรูปร่างของสวนสมุนไพรได้อย่างเป็นรูปธรรม พวกเขาก็จัดหาต้นไม้ต่างๆ ไปปลูกไว้ตามครัวเรือน เสมือนเป็น “ต้นไม้สายใยรัก” ของ ”ลูกฮักกับพ่อฮักและแม่ฮัก”  ซึ่งต้นไม้ที่ว่านั้นส่วนใหญ่ก็เป็นประเภท “กินได้” แทบทั้งสิ้น 

และที่สำคัญส่วนใหญ่ก็เป็นต้นไม้ที่ชาวบ้าน “ต้องการ”  ...
และผมเองก็เคยได้ขับรถตระเวนส่วนตัวพานิสิตออกจัดหาต้นไม้เหล่านั้นมาแล้วในระยะหนึ่ง 

ผมชื่นชอบกิจกรรมนี้มาก  เพราะโดยส่วนตัวสัมผัสซึ้งแล้วว่า “การปลูกต้นไม้ เป็นการปลูกชีวิต”   และถึงแม้จะไปไม่ทันได้ร่วมกิจกรรมกับพวกเขา  แต่เท่าที่ประเมินจากชาวบ้านก็ล้วนแล้วแต่ “รักและเอ็นดู” นิสิตเหมือน “ลูกในบ้าน..ว่านในสวน” กันทั้งนั้น

ผมมองว่าต้นไม้เหล่านี้น่าจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และการเติบโตที่ว่านั้น ก็น่าจะหมายถึงการเติบโตของสายใยความผูกพันของนิสิตกับชาวบ้าน เป็นสายใยความผูกพันที่ยึดโยงกันอย่างแน่นเหนียว..นำพาให้เกิดการไปมาหาสู่กันเรื่อยๆ  ต่างคนต่างเติมเต็มการเรียนรู้ ให้แก่กันและกัน  เยียวยาและเสริมพลังบวกให้กันและกัน

และนั่นแหละคือสิ่งที่ผมเฝ้ามองและปรารถนาให้มีขึ้น !

ส่วนกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์  การละเล่นรอบกองไฟ ฯลฯ ผมจะยังไม่กล่าวถึง เพราะถือว่าดีเยี่ยมอยู่แล้ว

หรือแม้แต่ปัญหา “ทักษะการทำกิจกรรมในชุมชน”  ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเสริมแรงทางปัญญากันอีกรอบ  ซึ่งผมก็ได้คุยกับนิสิตแล้วว่า “เราต้องทำกระบวนการใหม่” เพื่อให้เราแกร่งต่อการเรียนรู้-

 

 Large_img_8999

 

ครับ, งานนี้ยังไม่จบ มันเพียงเริ่มต้นเท่านั้น..