อภิชาตศิษย์ ตอนที่ 9

เป็นกิจกรรมเดียวกันกับในบทความ "อภิชาตศิษย์ ตอนที่ 8"

ค่อนข้างจะตัดสินใจยากว่าจะเล่าเรื่องไหนบ้าง และตอนแรกไม่อยากจะ split แต่เผอิญตอนแปดค่อนข้างยาว (เพราะรูปเยอะ) กลัวจะเยิ่นเย้อเกินไป ขอต่อตอนที่ 9 แยกออกมาต่างหากอีก case หนึ่ง

กรณีศึกษารายที่สอง Power of Non-verbal

วิธีนำเสนอ: ละครสด + พากษ์ประกอบ + clip ฉาก และชุด slide powerpoints

Narrative: เสียงพากษ์จากทีม background

น้องหวาน (นามสมมติ) หญิงสาววัยรุ่น มีฐานะยากจน แต่เธอก็มีความฝัน ความฝันของเธอไม่ธรรมดา แต่เธออยากช่วยเหลือผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่มีความทุกข์ทรมาน เธอจึงใฝ่ฝันอยากจะเรียนแพทย์ แม้เธอจะทราบว่าอาจจะมีอุปสรรคอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องค่าใช้จ่าย แต่คนทุกคนมีสิทธิฝัน และฝันให้ไกล

คืนวันหนึ่งน้องหวานกับพี่สาวจะออกไปซื้อของ สองคนพี่น้องนั่งมอเตอร์ไซด์ไปคันเดียว พี่สาวเป็นคนขับ ส่วนน้องหวานนั่งซ้อนท้าย ขณะที่รถเธอทั้งคู่กำลังจะเลี้ยวออกจากซอยมาช้าๆ

ทันใดนั้นเอง!

เอี๊ยดดดดด!! ตึง! โครม!!

ภาพต่างๆ และเหตุการณ์ต่างๆเลือนหายไปจากประสาทการรับรู้ของน้องหวานไป

"ฉันอยู่ที่ไหน ฉันเป็นอะไร ทำไมมีสายระโยงระยาง ทำไมฉันมีผ้าพันแผลทั่วตัวแบบนี้?" น้องนักเรียนแพทย์คนหนึ่งแสดงเป็นน้องหวาน นั่งอยู่หน้าชั้นในชุดคนไข้

"โอย ปวดหัวเหลือเกิน ทำไมตาชั้นพร่าพราย ทำไมฉันจึงมาอยู่ที่นี่ ที่นี่ืคือที่ไหน?"

ปรากฏว่าน้องหวานมีการกระแทกที่บริเวณศีรษะ เธอเคยมีอาการสายตามองภาพไม่ค่อยชัดมาตั้งแต่ก่อนอุบัติเหตุแล้ว และตอนนี้อาการไม่ได้ดีขึ้น แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ เธอจำไม่ได้!!

เธอจำชื่อพ่อ แม่ พี่สาวได้ แต่ปรากฏว่าเธอจำหน้าตาไม่ได้

"คนที่ชั้นรู้จักอยู่ไหน ทำไมชั้นจำใครไม่ได้ เกิดอะไรขึ้น?"

ทีมพากษ์สองสาว น้ำเสียงดีมาก ชัดเจน และสื่ออารมณ์

"ไม่เอาๆ ชั้นกลัว ชั้นกลัว​" ทำไมถึงมีคนชุดขาว เอาเข็มแหลมๆมาแทง เอายาอะไรมาฉีด ชั้นกลัว ชั้นไม่อยากอยู่ที่นี่

"น้องคะ น้องคะ เป็นยังไงบ้างคะ" เสียงหวานๆเย็นๆ ถามขึ้นมาในเช้าวันหนึ่ง

"พี่ชื่อรสนา จะเป็นคนดูแลน้อง น้องเป็นยังไงบ้าง อย่าตกใจไปเลย น้องอยู่ รพ.ค่ะ ปลอดภัยแล้ว" เสียงที่ใจดี นุ่มนวล ข่าวสารที่ปลอบประโลม เริ่มทำให้น้องหวานสงบลง

"พี่คนนี้ใจดีจังเลย สวยด้วย นี่คือหมอหรือนี่ เราโชคดีจัง" น้องหวานคิดในใจ

  

พี่รสนาผู้ใจดี อย่าทิ้งหวานนะ พี่ช่วยหวานด้วย

และด้วยการดูแลเอาใจใส่ มีพี่ๆหมอ ทั้งชายและหญิงหลายคน มาช่วยกันดูแล หวานก็อาการดีขึ้น หมอส่งหวานไปวัดสายตา และบอกหวานว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย เราจะค่อยๆหาทางกันไป

หวานสนิทสนมกับพี่ๆมากขึ้น จนวันหนึ่งหวานได้บอกกับพี่คนหนึ่งว่าหวานเคยอยากเป็นหมอ

"จริงเหรอหวาน ดีจังเลย" พี่ยิ้ม

"จริงค่ะ หนูอยากเป็นแบบพี่ ช่วยเหลือผู้คนค่ะ" หวานตอบ

หวานมีความทุกข์อยู่สามเรื่อง หนึ่งคือเรื่องสายตา ที่พี่ๆได้หาทางแก้ไขโดยการวัดสายตา และตัดแว่น เรื่องที่สองคือหวานมีอาการความจำเสื่อมบางเรื่อง จำหน้าคนไม่ได้ แม้แต่คนใกล้ชิด และเรื่องที่สาม พอจำไม่ได้ หวานก็มีอาการเครียด และเริ่มมีอาการเศร้าซึม

พวกพี่ๆพอทราบปัญหาของหวาน ก็พยายามช่วยเหลือ ด้วยคิดว่าอาการความทรงจำเสีย น่าจะเป็นเพียงชั่วคราว เพราะการตรวจเอกซเรย์ก็ไม่พบรอยโรคอะไรที่มีนัยสำคัญ แต่สิ่งหนึ่งที่พี่ๆช่วยมากก็คือ มาคุย มาพูด มาถาม ให้ความสำคัญกับทุกสิ่งทุกอย่างที่หวานเล่าให้ฟัง ถามย้ำเพื่อกระตุ้นความทรงจำ จนในที่สุดอาการความจำเสื่อมก็เริ่มดีขึ้น อาการเศร้าซึมก็หายไป

"พี่หมอคะ หนูตัดสินใจ หนูจะไม่เรียนต่อแล้วล่ะค่ะ" วันหนึ่ง จู่ๆหวานก็บอกกับพี่นักเรียนแพทย์

"อ้าว ทำไมล่ะคะ หวานอยากเรียนไม่ใช่เหรอ"

"ค่ะ แต่ตั้งแต่หนูบาดเจ็บ ก็มีค่าใช้จ่ายมากมาย และหนูก็เรียนไม่ได้ดีอะไรมาก หนูตัดสินใจเลิกเรียนมาช่วยคุณแม่ทำงานหาเงินให้น้องเรียนดีกว่าค่ะ น้องๆเรียนเก่งกว่าหนู หนูจะช่วยทำงานเอง"

"หนูเป็นคนเสียสละ เป็นคนดีมากเลยหวาน พี่ประทับใจมาก" พี่ๆทึ่งในความคิด และจิตเสียสละของหวานมาก และยิ่งเคยทราบว่าหวานครั้งหนึ่งเคยอยากเป็นหมอ เหมือนๆกับที่พวกพี่ๆเคยฝันเช่นเดียวกัน ก็ยิ่งทราบว่าการตัดสินใจเสียสละของหวานนั้น ย่ิงใหญ่ และไม่ได้ออกมาอย่างง่ายๆเลย

 



 

กรณีศึกษาที่สองนี้ ที่ผมทึ่งมากและไม่สามารถถ่ายทอดออกมาให้ชัดตรงนี้ได้คือการนำเสนอ ละครสดนั้นเกือบจะเป็นละครภาพนิ่ง เพราะใช้พากษ์ ผู้แสดงเป็นหวาน แสดงด้วยอวจนภาษาของตนเอง โดยเพื่อนนักพากษ์ (ระดับมืออาชีพ เก่งจริงๆยอมรับ) เป็นผู้ใส่บทพูดลงไป แต่เธอก็มีสมาธิและแสดงท่าทางสื่อออกมาได้อย่างที่เรียกว่าชัดมาก เป็นทักษะที่สำคัญในการสื่อสารด้วยอวจนภาษาทีเดียว

อีกประการหนึ่งคือ powerpoints ทั้งที่เป็น background และนำเสนอเนื้อหา ใช้ 1 slide ต่อหนึ่งบรรทัด key message ซึ่งเป็นอีก style ที่ได้ผล และ core information ถูกส่งผ่านได้ชัดเจน ทรงพลังมาก

ผมชอบที่น้องๆกลุ่มนี้ เชื่อมโยงความรู้สึกความอยากเป็นนักเรียนแพทย์ของน้องหวานเข้ากับความรู้สึกของตนเอง และออกมาเป็นพฤติกรรมและ relationship ได้สวยงาม รู้จักชมคนไข้และใช้เรื่องที่น่าชม เป็นเรื่องจริง ซึ่งจะสามารถ empower คนไข้ได้ดีที่สุดได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ

น้องๆสามารถ identify ปัญหาออกเป็นกลุ่มได้ชัด มีแนวทางแก้ไขที่ practical และสื่อสารตลอดเวลากับคนไข้ เรียกว่าได้ทั้ง contents และ relationship ไปพร้อมๆกัน

สุดยอดครับ!