จากผู้บริหารที่เป็นเลิศ...ในการปกครองคน...จากมหกรรม Happy work place ครั้งที่ 3
มุมหนึ่งดูสุขุม...นุ่มลึก...คุณบุญเกียรติ โชควัฒนา แต่อีกมุมหนึ่ง ดูสุภาพ...นุ่มนวล...คุณวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาลเมื่อสองหนุ่มสองมุมมาพบกัน ทำให้บรรยากาศดูคึกคัก การพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้บริหารที่เป็นเลิศซึ่งประสบความสำเร็จในการปกครองคน ได้นำเทคนิคและประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังซึ่งน่าสนใจมากจากงานมหกรรม Happy work place ครั้งที่ 3 ที่ผึ้งงานได้มีโอกาสมาร่วมงานนี้เมื่อหลายเดือนก่อน (พึ่งจะมีโอกาสได้เขียนบันทึกไว้ เล่าสู่กันฟังย้อนหลัง)
Happy work place หรือความสุขในการทำงาน
ความสุขในการทำงาน ผ่านมุมมองของคุณบุญเกียรติซึ่งหมายถึงการที่เห็นคนอื่นมีความสุข เช่นเมื่อเห็นพนักงานมีความสุขและประสบความสำเร็จ ส่วนคุณวีรศักดิ์กลับมองเห็นว่า งานไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต...แต่เราก็อยู่ที่ทำงานมากกว่าที่บ้าน ดังนั้นเราต้องอยู่ในที่ทำงานอย่างมีความสุข แล้วเราจะทำงานอย่างมีความสุข
ลูกน้องในที่ทำงานที่มีวัยต่างกัน...แล้วมีมุมมองต่างกันไหม?
คุณบุญเกียรตินั้นมองว่า...ค้านความเป็นมนุษย์นั้นก็จะมีมุมมองเหมือนกันในเรื่องปัจจัยสี่และความสำเร็จในชีวิต กลุ่มgeneration X นั้นการได้ทำงานและสำเร็จมีความเจริญก้าวหน้าในงานและมีลูกน้องที่ดี กลุ่มgeneration Y ถ้าดื้อถือใหม่ รู้จักเพื่อนในเฟรชบุกส์ ข่าวสาร แทนที่จะใช้ความคิดในทางหาความรู้ให้เกิดปัญญาแต่กลับใช้ไปในทางที่สนุกสนาน ,bb แฟชั่นถูกกลืนโดย fbและinternet
ใครคือ...gen X , gen Y, BB , gen M ..????? (ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ต)
Generation M (Millennia generation : gen M) หมายถึงกลุ่มบริโภครุ่นเยาว์ อายุ 18-24 ปีหรือน้อยกว่า18ปีเรียกว่า “เด็กแนว” เกิดมาได้รับการดูแลเสมือนไข่ในหิน ทุกgenในครอบครัวได้แต่พร่ำสอนและดูแลเพื่อไม่ให้ genM ต้องตกอยู่ในอำนาจยั่วยุและสิ่งยั่วยุเช่น รายการทีวีมอมเมา บันเทิงยั่วยุอารมณ์ พฤติกรรมก้าวร้าว การตั้งครรภ์ในวัยไม่สมควร
คนกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับคอมพิวเตอร์ ภาษาอังกฤษ ไม่ชอบเป็นลูกจ้าง มีความต้องการเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก มีความอิสระในตัวเองค่อนข้างสูง มีแนวทางเป็นของตัวเองอย่างชัดเจนไม่เหมือนใครและไม่อยากให้ใครเหมือน
GenerationY(Why I was born ?: gen Y) คือผู้ที่กำลังก้าวเข้ามาสู่วัยทำงาน อายุ 25-33 ปี เป็นผู้ที่เกิดมาพร้อมกับความสงสัยในความแตกต่างทางความคิดของgen B (ปู่ย่า ตายาย)แต่gen X(พ่อแม่) กลับกระตุ้นให้genY เป็นตัวของตัวเองและท้าทายสิ่งที่มีอยู่เดิมgen Y จึงสับสน แต่ก็ต้องการที่จะเห็นผลสำเร็จอย่างรวดเร็วเนื่องจากเชื่อในศักยภาพของตนเอง จะทำงานหนัก แต่งงานช้า เลือกงานมากกว่าแฟน เปลี่ยนงานบ่อย ถึงแม้จะมีข้อเสียของgenY แต่พลังทางความคิดก็เป็นที่ต้องการของสังคม ซึ่งgen Y จะเป็นกลุ่มที่รักอิสระต้องการเงินเดือนสูงๆ ไม่ต้องการไต่เต้าการทำงานจากข้างล่างพวกเขาต้องการเงินเดือนมากกว่าคนที่มีประสบการณ์การทำงานมาแล้ว 10 ปี genY มีความชำนาญในการท่องเน็ต เคเบิ้ลทีวี โทรศัพท์มือถือ ipad ซึ่งทำให้เข้าถึงข้อมูลต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
GenerationX (Extraordinary : gen X) gen X เป็นกลุ่มคนหนุ่มสาว อายุ 34-39 ปี ทำงานในลักษณะใช้ความคิดเป็นสมาชิกหลักในครอบครัว ทำงานใช้ชีวิตแบบทันสมัย ให้ความสำคัญกับเรื่องความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว มีแนวคิดและการทำงานในลักษณะรู้ทุกอย่างทำทุกอย่างได้โดยลำพัง ไม่พึ่งพาใคร? มีความคิดเปิดกว้างพร้อมรับฟังข้อติติงเพื่อปรับปรุงและการพัฒนาตนเอง
GenerationBB (Baby Boomer :BB) BBเป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อายุอยู่ในช่วง 40-63 ปีเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ มีกำลังซื้อ มีศักยภาพในการบริโภคสินค้า มีทัศนคติที่ดีต่อการใช้จ่ายเพื่อตัวเองและคนใกล้ชิด
ความแตกต่างของแต่ละgenนั้นมีปัญหาหรือโอกาสที่ทำให้องค์กรเติบโตไปข้างหน้าไหม?
คุณบุญเกียรติกล่าวว่า ทุกgenมีส่วนทำให้องค์กรสำเร็จ ซึ่งไม่มีปัญหาแต่ดูที่ว่าใคร?มีส่วนทำให้สำเร็จ ยอมรับสภาพของเขาที่ไม่เหมือนกันส่วนคุณวีรศักดิ์นั้นถือว่าเป็นยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ต้องเข้าใจแต่ละยุคว่ามีอะไรที่เป็นจุดเด่นและควรระมัดระวังฝึกอบรมให้พนักงานเข้าใจในแต่ละgen ซึ่งถ้าเข้าใจกันก็สามารถนำความรู้เขามาใช้ได้อย่างเต็มที
สองมุมมอง...ในgen Y และ gen BB
คุณวีรศักดิ์ ชื่นชอบ BB ว่าเป็นนักสู้...แต่มองว่าgen Y นั้นฉลาด...เกิดมาในยุคที่มีข้อมูลข่าวสารเพียบพร้อม ชอบงานที่ท้าทายเรื่องความสามารถ ชอบทำงาน ต้องรู้จักใช้ประโยชน์ ส่วนBB เป็นยุคอยากสอนและถ่ายทอด หลายเรื่องไม่มีในตำรา มาจากประสบการร์เปรียบเหมือนผู้สอน ส่วนgen Y กลายเป็นผู้รับแล้วนำมาผสมผสานกัน
คุณบุญเกียรตินั้นมองว่าทุกgenมีความสามารถ genY ทำงานต้องมีเหตุผลและใช้ITมาเกี่ยวข้อง ติดข้อมูลและIT สิ่งที่ตามมาคือ ไม่ได้ใช้ความคิด มีความสามารถและไม่ได้ใช้ความรู้ความคิด เขาจึงฝึกให้ใช้ความคิดด้วยซึ่งเป็นการแก้จุดอ่อนของgen Y ซึ่ง BBนั้นมีประสบการณ์ในการทำงาน
มุมมอง CEO เพื่อให้ทุกgen มีความสุขอย่างไร?
คุณบุญเกียรติ ผู้ซึ่งมีความสามารถและมากประสบการณ์นั้นให้มุมมองเรื่องทุกgenว่า ต้องให้เขาทำในสิ่งที่เขาอยากทำและมีความสุข การเล่นbb ,fb เป็นแฟชั่นเขา BBจะอ่านหนังสือพิมพ์ หาข้อมูล ข่าวสาร ต้องดูที่ผลรวมของงานของgenYจะบังคับมากไม่ได้อีกแล้ว ให้ป้อนงานมีผลงานที่สำเร็จให้ทำในสิ่งที่ชอบ genX จะไม่แคร์ตำแหน่งงาน
คุณวีรศักดิ์จะมองเรื่องความสุข ความที่เป็นวิศวกรเลยชอบมองอะไรเป็นระบบ เหตุผลและวัดได้ การอยู่ร่วมกันนอกจากเรื่องงานบริษัทที่แข่งขันกับบริษัทข้ามชาติ เรื่องงานและความสุข 4 มุมมองคือ 1)ความสุขทางกายเช่นสถานที่ทำงาน สิ่งแวดล้อม 2)พัฒนาทางอารมณ์ 3)สุขภาวะทางสังคม ออกมาช่วยสังคม 4)จิตวิญาณ ความสุขทางใจซึ้งทางธรรม พนักงานจะมีสิ่งเหล่านี้ให้เข้าถึงได้
Genต่างกัน...ต้องพัฒนาในสัดส่วนต่างกันไหม?
คุณวีรศักดิ์ เน้นการจัดกิจกรรมที่ต่างกันที่รูปแบบ เช่นออกกำลังกายที่แตกต่างกัน การช่วยเหลือสังคมที่ทำร่วมมันได้ เช่นที่ระยองขาดขาดแคลนครูสอน ไม่ใช่อาคารเรียน มีอาสาสมัครไปช่วยสอนโดยไม่เป็นวันลาถือว่าทำงานให้บริษัทในอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำเพื่อสังคม ธรรมะใช้ได้ทุกgenทำบุญไปวัดสร้างแหล่งเก็บน้ำ ต้องการให้ทุกgenมีความสุขและเห็นการทำงานร่วมกันเป็นทีมให้เกียรติซึ่งกันและกันเป็นวัฒนธรรมองค์กร
คุณบุญเกียรติ นั้นมองในมุมพิจารณาเป็นส่วนบุคคลเช่น ความโกรธเกี่ยวกับวัยทองก็ส่วนหนึ่ง พอแก่ลงเคยสำเร็จมีความสามารถเก่งจะเกิดความอดทนน้อยลง ดูgenที่ต่ำกว่าด้อยกว่าเรา ต้องฝึกวินัยในการคิด การฟัง การพูด ถ้าขาดวินัยมากทำให้เกิดปัญหา
ปัจจัยที่ทำให้แต่ละgen...อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
คุณวีรศักดิ์ มองว่าgenYตอบแทนสังคมควบคู่กับธุรกิจ การอยู่ร่วมกันไม่คิดว่ามีปัญหา การยอมรับทำให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข การใช้ชีวิตเพื่อให้เขาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเขาชอบ เช่นให้เลือกคอมพิวเตอร์ได้ทุกรูปแบบที่ชอบ
ต้องการให้พนักงานมีห้องทำงาน ดูกว้าง โปร่งและทุกคนได้แชร์วิวและมีมุมกาแฟ โต๊ะนั่งริมหน้าต่าง คุยกันไปปรึกษากันไป ดูสบายๆ จะเกิดความคิดริเริ่มที่ดีๆในการแลกเปลี่ยนกัน
คุณบุญเกียรติ นั้นให้พนักงานมีโอกาสเลือกอาหาร ซึ่งมีร้านมังสวิรัสทานก็ได้ไม่ทานก็ได้ จัดสปอตร์คลับ ยิมส์ สระว่ายน้ำให้พนักงานคนในเครือและคนภายนอก ซึ่งได้ทำมายี่สิบกว่าปีแล้วและได้ทำเนสซารี่ให้เอาลูกมาฝากไว้จนถึงอายุระยะหนึ่ง เพื่อลดภาระพนักงาน
การดูแล – รักษา – พัฒนา 3gen
คุณวีรศักดิ์ บริหารโดยไม่พยายามแบ่งและบริหารโดยการตอบสนองต่อความต้องการของพนักงาน เช่น คอมพิวเตอร์ กิจกรรม พนักงานที่เกษียณ เตรียมความพร้อมให้พนักงาน คนgenต่างกันมาเป็นหัวหน้างาน ถ้าgenน้อยกว่ามาเป็นหัวหน้างานและมีปัญหา เลือกคนผิดหรืออาจจะไม่ได้เตรียมความพร้อม เลือกลูกน้องที่แตกต่าง ต้องฝึกเตรียมความพร้อมให้เขาด้วยการมีพี่เลี้ยงในระดับที่สูงกว่าประสบการณ์สูงกว่ามาแนะนำ(1ปี) เมื่อก้าวมาเป็นหัวหน้างานก็ยังอยู่ให้ปรึกษา ถ้ามีลูกน้องอายุมากกว่า สิ่งสำคัญคุณต้องให้เกียรติเขา จึงจะได้รับความร่วมมือ
ซึ่งคุณวีรศักดิ์เปรียบคนอัตตาสูง....ก็เหมือนน้ำเต็มแก้ว ถ้าเราพยายามเติมน้ำเข้าไปก็ไม่เกิดประโยชน์ต้องให้เขาเทน้ำออกจากแก้ว แล้วจะเห็นสิ่งที่ได้ประโยชน์และสามารถที่จะรับได้ การที่ทำไม?ยุคนี้ต้องมีมุมกาแฟ เพราะรูปแบบธุรกิจมันมีการเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญของการบริหารทุกgenรู้สึกดี ต้องบริหารการบุคคลเรื่องนโยบาย การเลื่อนตำแหน่ง ย้ายงาน มีความยุติธรรม แม้จะต่างgenแต่ทุกคนก็ต้องการสิ่งเหล่านี้เหมือนกัน
คุณบุญเกียรติ กลับมีมุมมองว่า พนักงานนั้นต้องดูแลเขาตลอดตลอดไป ไม่นิยมหมุนเวียน สับเปลี่ยน นิยมความชำนาญ ไม่เน้นเปลี่ยนคนทำงานและต้องไม่มีอัตตาเยอะ ไม่มองข้าม genX,genY,BB ยกย่องคนที่มีการศึกษาน้อยกว่าเขาได้...จะทำให้เจริญได้ไม่เลิก....เจริญแล้ว....เจริญอีก...
สนับสนุนการยกย่องผู้ที่อายุงานมากกว่า...ดีมากๆ ...ยกตัวอย่างในรุ่นพ่อ...คนที่ทำงานร่วมด้วยจบชั้นป.4 ทั้งนั้น กลัวลูกไม่เห็นความสำคัญ จึงเล่าเรื่องให้ลูกฟัง ทำ

สนับสนุนการยกย่องผู้ที่อายุงานมากกว่า...ดีมากๆ ...ยกตัวอย่างในรุ่นพ่อ...คนที่ทำงานร่วมด้วยจบชั้นป.4 ทั้งนั้น กลัวลูกไม่เห็นความสำคัญ จึงเล่าเรื่องให้ลูกฟัง ทำงานมานานอย่างไร?ก็มีความรู้ ความสามรถมีจุดดีในตัวเขา ต้องพิถีพิถันและให้เกียรติ BB ให้มาก ให้การดูแลและอุ่นใจ บางบริษัทเอาคนที่เงินเดือนสูงออกไป เอาคนใหม่กว่าสดกว่ามาทำแทน แทนที่จะนำจุดเด่นทั้งสองรุ่นมาร่วมกันสร้าง มองหาจุดเด่นมาทำประโยชน์ให้องค์กรแทนที่จะมองด้านลบ ถ้าผู้บริหารมีอัตตาสูงจะต้องฝึกเขาให้เป็นคนที่รู้จักการเป็นผู้ให้เป็น....แล้วจะลดอัตตาได้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
ให้ความแนะนำเพื่อสร้างความสุข
คุณวีรศักดิ์ มองในภาพรวมถ้ามีความตั้งใจอยากให้พนักงานมีความสุข เริ่มจากผู้บริหารที่บางทีไม่เคยยิ้มเลย....การมีความสุขเริ่มที่ตัวเราเอง เคยยิ้มให้ตัวเองในกระจกตอนเช้าไหม? บอกให้ตัวเองมีความสุขกับการทำงาน ความสุขสามารถส่งต่อได้ด้วยความรู้สึกที่ดี...รอยยิ้ม...คำขอบคุณ...ซึ่งกันและกัน
คุณบุญเกียรติ กล่าวว่าสิ่งที่กำหนดความสุข...คือรอยยิ้ม คนยิ้มได้บ่อยๆแสดงว่ามีความสุขด้านในและคิดบวก ยิ้มก่อน...เดี๋ยวความสุขจะมาเอง เรายิ้ม...คนอื่นก็มีความสุขที่พบเห็น คนที่นานๆเจอที...ก็ต้องให้รอยยิ้มมากๆ จะเก็บรอยยิ้มจำไว้อีกนานกว่าจะพบกันอีก ความหวังดีต่อตัวเองและลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน ต่อสังคม ไม่มีค่าใช้จ่าย...มีแต่ประโยชน์
การมีความหวังดีได้ต้องตัดโลภโกรธ หลงได้ จะหวังดีได้กับทุกคนหรือการแผ่เมตตาก็มีความหมายคล้ายกัน จะทำให้จิตเราเป็นบวกสูงขึ้น ถ้าคิดไม่ดีกับคนอื่นก็จะส่งผลสะท้อนทั้งตัวเองและผู้อื่น การแผ่ความรู้สึกที่ดีๆออกไป จิตใจก็จะสูงขึ้น เป็นการแผ่รังสีความสุขด้วยใจเป็นบุญ
เรื่องราวและมุมมองมากมายเกี่ยวกับคนต่างวัย จากสองหนุ่ม...สองมุม...นักบริหารมืออาชีพ ทำให้ได้เห็นแนวทางและวิธีการที่จะทำให้คนหลายgenอยู่ร่วมกันอย่างเข้าอก เข้าใจและสามารถใช้ศักยภาพที่พวกเขามีอยู่ได้อย่างเต็มที่และสิ่งที่ท่านทั้งสองทิ้งไว้ให้คิดคือ....รอยยิ้มและการคิดบวก.... ไม่ต้องซื้อหาแต่...สามารถให้ได้ไม่จำกัดและใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย การรู้จักให้เกียรติคนอื่น...นำมาซึ่งไมตรี...เช่นกัน.