เมื่อพระป่วยหลายคนยังเข้าใจว่าพระไปรับการรักษาได้ฟรี แต่ก็ไม่จริงเสมอไป พระเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่เข้าถึงบริการสุขภาพของรัฐได้ยาก เพราะระบบบริการก็แทบจะไม่ได้เอื้ออะไรให้กับพระเป็นพิเศษเลย (ดูจะเอื้อให้กับคนพิการมากกว่าซะอีก เพราะเมืองนอกเขาให้ความสำคัญเรื่องนี้ รถเมล์ สนามบินยังมีที่สำหรับพระ แต่โรงพยาบาล???)

ผลการสำรวจสุขภาพพระระยะ ๒-๓ ปีที่ผ่านมาปรากฏตรงกันว่า พระจำนวนมากมีสุขภาพน่าห่วง บ้างพบว่าไม่ถึงครึ่งที่สุขภาพปกติ ที่เหลือป่วย หรือเสี่ยงต่อการป่วย

คงไม่มีใครสงสัยความถูกต้องของข้อมูล เพราะเป็นไปได้ เพราะทุกวันนี้มีผู้สูงอายุมาบวชเป็นพระ (เมื่อแก่) มากขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ของพระก็ไม่ได้เอื้อต่อการมีสุขภาพดีเท่าใดนัก อาหารก็เลือกฉันได้ยากต้องอาศัยอาหารจากบิณฑบาตซึ่งทุกวันนี้ก็มักเป็นอาหารจากตลาดที่จำเจและเต็มไปด้วยผงชูรส เรื่องการออกกำลังกายก็ทำได้ยาก และที่สำคัญยังไม่เห็นหน่วยงานใดออกมาส่งเสริมให้พระดูแลสุขภาพกันอย่างจริงจัง

พระเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่เข้าถึงบริการสุขภาพของรัฐได้ยาก เพราะระบบบริการก็แทบจะไม่ได้เอื้ออะไรให้กับพระเป็นพิเศษเลย (ดูจะเอื้อให้กับคนพิการมากกว่าซะอีก เพราะเมืองนอกเขาให้ความสำคัญเรื่องนี้ รถเมล์ สนามบินยังมีที่สำหรับพระ แต่โรงพยาบาล???)

ค่ารักษาพยาบาลคนส่วนใหญ่ก็คิดว่าพระรักษาฟรี แต่ความจริงไม่ใช่เมื่อพระต้องเข้าระบบบัตรทอง เมื่อต้องเข้ารักษานอกพื้นที่บริการต้องถูกเรียกเก็บค่ารักษาเหมือนคนทั่วไป แม้พระที่บวชนานใช้บัตรประชาชนที่มีคำนำหน้าเป็นพระก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่าง

การส่งเสริมสุขภาพมีการรณรงค์ให้ประชาชนออกกำลังกายกันอย่างครึกโครม พระก็อยากออกกำลังกายดูแลสุขภาพตัวเองเหมือนกัน แต่มันไม่งาม แต่ก็ไม่มีหน่วยงานใดออกมาสนใจดูแลที่หาวิธีให้พระได้ออกกำลังหรือส่งเสริมสุขภาพด้วยวิธีอื่นๆ พระก็เลยออกกังลังกายกันน้อยมาก

พระป่วย จึงไม่ใช่เรื่องของพระหรือโทษว่าเป็นเรื่องของพระธรรมวินัยเท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องของญาติโยม รวมทั้งหน่วยงานของรัฐที่ควรเข้ามามีบทบาทด้วย...

หรือท่านคิดกันอย่างไร