หาก “ทีม” มอง “เป้าหมาย” ไม่เป็นหนึ่งเดียว ก็คงยากยิ่งต่อการที่จะขับเคลื่อนกิจกรรมนั้นๆ ไปได้

การขับเคลื่อนโครงการปฐมนิเทศนิสิตโครงการส่งเสริมเยาวชนดีเด่นด้านศิลปวัฒนธรรมและกีฬาครั้งล่าสุด
(วันที่ 18-20 พฤษภาคม 2554)  เป็นอีกครั้งที่ผมไม่ละเลยที่จะให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการฯ และทีมงาน ได้หันกลับไปทบทวนการจัดกิจกรรมโครงการเดียวกันนี้ที่จัดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว

ก่อนนั้น  ผมเคยได้อ่านบทสรุปการจัดกิจกรรมจากผู้รับผิดชอบมาบ้างแล้ว  แต่ก็ทำเฉยแบบไม่รู้ไม่ชี้  เพื่อทดสอบว่าทีมงานของผมได้หวนกลับไปศึกษาข้อมูลเดิมอันหมายถึง “ปัญหาอุปสรรค ข้อเสนอแนะ และปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ”  มาต่อยอดในครั้งนี้บ้างหรือไม่ ?

 

  

ทบทวนอีกรอบ : มอบคืนนิสิต

  

ก่อนการจัดกิจกรรมในปีนี้  ผมให้อิสระกับทีมงานออกแบบกิจกรรมที่จะมีขึ้นอย่างเต็มที่ แต่เมื่อขออนุมัติหลักการเสร็จสิ้นแล้ว  ผมก็ขยับชวนผู้รับผิดชอบมาถามแบบง่ายๆ ว่ากิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละฐานนั้น มีอะไรบ้าง ? และใครเป็นผู้รับผิดชอบ ? คำตอบที่ว่านั้นก็คือ “มีฐานการเรียนรู้ประมาณ 6 ฐาน และเจ้าหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบ”เมื่อเป็นเช่นนั้น  ผมจึงตั้งประเด็นให้ผู้รับผิดชอบงานได้กลับไปคิดว่าปัญหาเรื่องฐานการเรียนรู้ของปีที่แล้วคืออะไร? 


ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือ “นิสิตรุ่นพี่มีบทบาทในการเป็นวิทยากรประจำฐานค่อนข้างน้อย” แน่นอนครับ, สาเหตุหลักที่ทำให้รุ่นพี่มีบทบาทในการจัดการเรียนรู้ให้แก่น้องใหม่ค่อนข้างน้อยก็มีสองสาเหตุหลักก็คือ (1)  ทางอุทยานแห่งชาติขันอาสาเป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ในฐานต่างๆ เกือบทั้งหมด  (2) ที่เหลือเจ้าหน้าที่กองกิจการนิสิต เป็นผู้บริหารจัดการ ส่วนนิสิตรุ่นพี่ก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในฐานการเรียนรู้

 

Large_dsc_0213

Large_dsc_0511



กรณีดังกล่าวเป็นการทำงานร่วมระหว่างบุคลากรกับนิสิต ซึ่งก็ถือว่าเป็นทิศทางที่ดีเหมือนกัน แต่คิดในอีกมุมนิสิตอาจจะดูเกร็งๆ ไม่เป็นอิสระ และไม่กล้าที่จะแสดงศักยภาพ หรือตัวตนของตนเองได้อย่างเต็มที่ด้วยก็เป็นได้

 

ด้วยเหตุนี้  ผมจึงจำต้องฝากเป็นนโยบายแบบกว้างๆ ว่า “ให้คืนพื้นที่การเรียนรู้อันเป็นฐานต่างๆ ให้กับนิสิตรุ่นพี่ไปเสียทั้งหมด”  เพื่อให้นิสิตรุ่นพี่ได้ใกล้ชิดกับน้องใหม่ให้มากๆ จะได้เกิดความสนิทสนม รักใคร่ปรองดอง  ผูกพันและช่วยเหลือกันได้

 

แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ  ผมต้องการเปิดพื้นที่ให้นิสิตรุ่นพี่ได้ฝึกการทำงานกันเป็นทีม และฝึกการออกแบบกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเองเสียบ้าง  ไม่ใช่รับบทบาท “พระรอง” เหมือนปีที่แล้ว  ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่าเจ้าหน้าที่ก็เห็นด้วยอย่างไม่อิดออด  เมื่อเป็นเช่นนั้นนิสิตรุ่นพี่จึงขยับขึ้นมาเป็น “พระเอก” อย่างทันทีทันใด ด้วยการต้อง “รับผิดชอบ” เป็น “เจ้าของ” ฐานการเรียนรู้ต่างๆ ด้วยตนเองอย่างเต็มสูบ  หรือเรียกให้เข้าใจง่ายก็คือ “คิดเอง ทำเอง"

 

Large_dsc_0879

 

 

เป้าหมายร่วม 

 

เมื่อคืนพื้นที่การทำงานให้นิสิตรุ่นพี่ทั้งที่มาจากกีฬาและศิลปวัฒนธรรมได้ออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเองแล้ว  เจ้าหน้าที่ทั้งหมดจึงถอยกลับมาสวมบทบาท “พี่เลี้ยง” อย่างเต็มสถานะ  พร้อมๆ กับการออกแบบกิจกรรมเสริมที่เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปเติมสีสัน หรือสร้างโจทย์การเรียนรู้ให้กับนิสิตใหม่ด้วยตนเอง  ดังนั้นจึงกลายเป็นสีสันของการเรียนรู้ที่น่าจะครบทั้ง “บันเทิง...เริงปัญญา” 

 

วันที่ 12 และวันที่ 16 พฤษภาคม 2554  ทั้งผมและทีมงาน ตลอดจนนิสิต กลับมาประชุมเพื่อกำหนดทิศทางการทำงานกันอีกรอบ  ครั้งนี้ผมฝากแนวคิดให้เจ้าหน้าที่และแกนนำค่ายได้สะท้อนเรื่องราวอันเป็นนโยบายเรื่อง “อัตลักษณ์” (MSU FOR ALL : พึ่งได้) และคุณธรรม 4 ประการของนิสิต “มมส”  (ประพฤติดี มีวินัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง)  ไปสู่นิสิตใหม่อย่างเต็มที่ เพราะนั่นคือทิศทางของการพัฒนานิสิตที่เพิ่งประกาศใช้สดๆ ร้อนๆ

 

Large_dsc_0708

 


นอกจากนั้นยังชวนให้แต่ละคนประมวลภาพการจัดกิจกรรมในปีที่ผ่านมากันอีกรอบ เพื่อสำรวจ “ทุนหรือเสบียงทางความคิด” กันอีกครั้ง  เพื่อให้สามารถ “สะสางและต่อยอด” ได้อย่างมีพลัง

 

สิ่งที่ทุกคนมองตรงกันมากที่สุดก็คือ ปีที่แล้ว “สต๊าฟรุ่นพี่” มีจำนวนน้อย ! ไม่สามารถดูแลนิสิตรุ่นน้องได้อย่างทั่วถึง และบทบาทในการทำงานไม่เด่นชัดนัก เพราะมีกระบวนการของเจ้าหน้าที่จากอุทยานและกองกิจการนิสิตเป็นผู้ขับเคลื่อน !
ส่วนปัญหาอื่นๆ ที่ปรากฏเด่นหราเลยก็คือ สภาพดินฟ้าไม่อำนวย (ฝนตก)  อาหารไม่เพียงพอ (เพราะนิสิตตักไปรับประทานจำนวนมาก)

 

ครับ, เมื่อเห็นประเด็นตรงกันเช่นนี้  ผมจึงย้ำว่าปัจจัยภายใน “ทีม”  สามารถจัดการได้อย่างไม่ร่ำไร  นั่นก็คือเพิ่มจำนวนสต๊าฟและมอบสิทธิ-ให้เสรีภาพต่อนิสิตรุ่นพี่ในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม  โดยหลักๆ เน้นที่กิจกรรมการเรียนรู้และการบริหารค่ายฯ  ซึ่งให้นิสิตเป็น “พระเอก”  ไปแบบเต็มๆ  แต่มีข้อแม้ว่าต้องมอบหมายคนในทีมมาร่วมรับผิดชอบเรื่องต่างๆ ช่่วยเจ้าหน้าที่ เช่น ที่พัก อาหาร การจัดเตรียมอุปกรณ์ เอกสาร และหยูกยา เป็นต้น


Large_dsc_0751

Large_dsc_0729



เมื่อผ่านพ้นประเด็นดังกล่าวแล้ว  ผมก็จุดประเด็นใหม่ให้ขบคิดกันอีกหน นั่นก็คือการตั้งคำถามถึง “วัตถุประสงค์” ของการจัดกิจกรรม

  

ผมเริ่มต้นจากให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้แถลงต่อสต๊าฟที่เป็นนิสิต  จากนั้นก็ให้แกนนำนิสิตสะท้อนวัตถุประสงค์ของขาบ้าง  เป็นการ “เปิดเปลือย”  ความคิด ความรู้สึกร่วมกัน  ซึ่งสุดท้ายก็ประมวลเป็น “หนึ่งเดียว” ร่วมกัน อาทิ มุ่งให้นิสิตใหม่ได้รู้และเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของตนเองที่มีต่อการเป็นนิสิตโครงการฯ  มุ่งให้นิสิตใหม่เกิดแรงบันดาลใจในการเรียนและการใช้ชีวิต  มุ่งให้นิสิตใหม่กับนิสิตรุ่นพี่ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตร่วมกัน ผ่านมิติของ “พี่ดูแลน้อง” หรือ “น้องจะดูแลพี่” ก็ไม่ว่ากัน

 

ครับ, มันเป็นวิธีง่ายๆ ที่ผมคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะการจะทำอะไรสักอย่าง หาก “ทีม” มอง “เป้าหมาย” ไม่เป็นหนึ่งเดียว  ก็คงยากยิ่งต่อการที่จะขับเคลื่อนกิจกรรมนั้นๆ ไปได้  และกระบวนการที่ผมพยายามให้คิดร่วมกันเช่นนี้ ก็อยู่บนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันทั้งสิ้น  ไม่มีพรมแดนในทางสถานะ อาวุโส...แต่มีแก่นยึดอยู่ที่ความสุข,ความดีงาม,โดยมีนิสิตใหม่เป็นปลายทางของการคิดคำนึง

 

Large_dsc_0441

Large_dsc_0819

Large_dsc_0546



อย่าลืมประเมินตัวเอง...

 

ไม่เพียงเท่านั้น  ผมยังทิ้งประเด็นให้ร่วมคิดกันต่ออีกว่า “ฐานการเรียนรู้” ที่นิสิตสร้าง หรือจำลองขึ้นนั้น  ควรมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่า “ทำขึ้นเพื่ออะไร ด้วยวิธีการใด...ตอบโจทย์อันเป็นเป้าหมายของการทำงานอย่างไรบ้าง..” 

 

ประเด็นที่ผมเปิดเปลือยขึ้นนั้น  ไม่ใช่ประเด็นของการที่จะบีบรัดให้นิสิตและเจ้าหน้าที่ต้องเครียด หรืออธิบายต่อผมให้มากความ หากแต่เป็นการย้ำเตือนให้รู้ว่าการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายนั้นมันต้องมี “กลยุทธและกระบวนการ” ที่ “น่าสนใจ” และต้องฉลาดพอที่จะให้ผู้เรียนรู้สึก “สนุกและมีความสุข” ให้มากที่สุด  ไม่ใช่กิจกรรมที่เน้นการบรรยาย หรือจัดกิจกรรมแบบ “สายเดี่ยว” เน้น “วิทยากร” สื่อสารโดดๆ รวมถึงการย้ำเน้นให้นิสิตมีพื้นที่ในการเรียนรู้ด้วยตนเองให้มากๆ เพราะสถานที่การจัดกิจกรรมนั้น มีเรื่องราวให้ศึกษามากมายเหลือเกิน อาทิ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประเพณีและวัฒนธรรมอีสาน เป็นต้น



Large_dsc_0755

 

เหนือสิ่งอื่นใด, เป้าหมายที่ผมไม่อาจละวางได้ก็คือ พัฒนาการของเจ้าหน้าที่และนิสิตรุ่นพี่ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในเชิงสร้างสรรค์ขึ้น  ไม่ใช่ประเมินผลแต่เฉพาะนิสิตใหม่ว่าได้อะไรบ้าง  แต่หลงลืมที่จะประเมินตัวเองไปเฉยเลย  (อย่างนี้ก็ไม่ไหว)

  

ครับ, ผมย้ำเช่นนั้น  เพราะผมต้องการให้เจ้าหน้าที่และนิสิตให้ความสำคัญกับการ “ทบทวนตัวเอง”  ให้มากๆ  สิ่งเหล่านี้เป็นการสะท้อนผลกลับเข้าหาตัวเองว่าเกิดพัฒนาการ หรือการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีกี่มากน้อย หากทำอะไรแล้วยังย่ำยึดอยู่จุดๆ เดิม เหมือนการจมจ่อมอยู่กับโคลนตมในหนองเดิมๆ ก็คงไม่ไหว !

  

และที่สำคัญ  ผมไม่อยากมีวัฒนธรรมการทำงานในแบบเหมือนพายเรือวนอยู่ในอ่าง แบบไปไม่ถึงฝั่ง  เพราะผมเชื่อว่า คนเราต้องวิวัฒน์ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ช้าเร็วก็ควรต้องมีพัฒนาการ..

 Large_dsc_0781

Large_dsc_1028

Large_dsc_0594

 

กรณีที่ว่านี้  ผมอธิบายเพิ่มเติมกับทุกคนว่า  หากทำงานแล้วไม่เกิดกระบวนการเติบโตในตัวตนของเราเอง  ก็คงยากยิ่งต่อการพัฒนางานและองค์กรด้วยเหมือนกัน  ยิ่งในอนาคตอันใกล้นี้  องค์กรต้นสังกัดต้องรับเป็นเจ้าภาพงานใหญ่ๆ ในระดับประเทศอีกหลายงาน จึงต้องฝากให้กิจกรรมครั้งนี้ เป็น “แบบเรียน” แห่งการ “เรียนรู้” ที่ต้องเรียนรู้อย่างจริงๆ จังๆ  เพื่อให้เกิดความพร้อมในภารกิจอันยิ่งใหญ่นั้นให้ได้มากที่สุด +


ครับ, ไม่มีใครจะทำงานได้คนเดียว ...ทีมคือกลไกที่สำคัญและท้าทายจริงๆ...

 

งานครั้งนี้ จึงย่อมหมายถึง "ทีม" ที่เป็นบุคลากรกับบุคลากร  ทีมนิสิตกับนิสิต และทีมนิสิตกับบุคลากร  ตลอดจนนิสิตใหม่ ก็สามารถก้าวเข้ามาเป็นทีมเดียวกับคณะทำงานได้เหมือนกัน

ทุกอย่างเริ่มที่การเปิดใจ !

เปิดใจได้ ก็เป็นทีมได้

 

 

หมายเหตุ

1.ภาพจากทีมงานประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ
2.นอกจากกิจกรรมบรรยายเรื่องบทบาทหน้าที่ของนิสิตในสังกัดโครงการฯ แล้ว ยังมีกิจกรรมสันทนาการ เน้นการเรียนรู้ร่วมกัน,กิจกรรมเรียนรู้ชุมชน,กิจกรรมเรียนรู้ตามอัธยาศัย ฯลฯ
3.ผลการประเมินโครงการออกมาในมุมบวก สนุกสนาน เบิกบาน ได้ความรู้ ได้เพื่อน ได้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียน การใช้ชีวิต