ร่างกายนั้นมีข้อจำกัดในการพัฒนาอยู่มาก พัฒนาดีที่สุดแค่ไหน... ท้ายที่สุดก็ไม่พ้นแก่ เจ็บ ตาย ส่วนจิตใจนั้นพัฒนาได้อย่างไม่จำกัดจนกว่าจะเข้าถึงปัญญาขั้นสูงสุด แม้เสี้ยวเวลาแห่งความเจ็บปวดหรือแม้แต่ความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา หากมีสติดีอยู่เราก็สามาถแล้วขณะนั้นก็สามารถพัฒนาจิตใจให้ไปสู่การพ้นทุกข์อย่างถาวรได้

พุทธศาสนาให้ความสำคัญมากกับการพัฒนาจิตใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทอดทิ้งเรื่องของร่างกาย ร่างกายนี้ท่านให้ดูแลให้ดีที่สุดตามเหตุปัจจัยแต่ร่างกายนั้นมีข้อจำกัดในการพัฒนาอยู่มาก พัฒนาดีที่สุดแค่ไหน เช่น เป็นนักวิ่งที่วิ่งได้เร็วที่สุด เต้นระบำได้งดงามที่สุด แต่ท้ายที่สุดก็ไม่พ้นแก่ เจ็บ ตาย

ส่วนจิตใจนั้นพัฒนาได้อย่างไม่จำกัดจนกว่าจะเข้าถึงปัญญาขั้นสูงสุด แม้เสี้ยวเวลาแห่งความเจ็บปวดหรือแม้แต่ความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา หากมีสติดีอยู่เราก็สามาถแล้วขณะนั้นก็สามารถพัฒนาจิตใจให้ไปสู่การพ้นทุกข์อย่างถาวรได้

การเริ่มปฏิบัติธรรมก็เริ่มต้นที่ใจนี่แหละ ตั้งแต่ตกลงปลงใจให้แน่ว่าเราเห็นว่านี่เป็นทางที่นำสิ่งที่ดีงามมาสู่ชีวิต แล้วก็ลงมือศึกษาและปฏิบัติอย่างจริงจัง (ซึ่งจริงจังไม่ได้แปลว่าต้องทำอย่างเคร่งเครียดหักโหม แต่ก็ไม่ใช่ทำๆ ทิ้งๆ)

อย่าลืมศึกษาหลักการเบื้องต้นให้เข้าใจระดับหนึ่งก่อน กันการหลงทาง แล้วก็ลงมือปฏิบัติได้ทันที ตั้งแต่เริ่มสำรวมระวังกายวาจามากขึ้นที่จะไม่ให้ละเมิดศีลเบื้องต้นทั้ง ๕ ข้อ และไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับอบายมุขทั้ง ๖ ข้อไหนที่ยังทำไม่ได้ทั้งหมดก็ใช้เป็นจุดชี้วัดในการพัฒนาตัวเรา เช่น ถ้ายังเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องฆ่ามดฆ่ายุงเพราะต้องดูแลลูกน้อยก็ตั้งใจว่าสัยว์ใหญ่หรือสัตว์อื่นที่ไม่ได้มาทำร้ายลูกน้อยของเราเราจะไม่ฆ่า หรือกำหนดว่าจะลดการดื่มเหล้าลง จะซื้อหวยลดลงครึ่งหนึ่งจะที่เคยซื้อ เป็นต้น

แล้วก็หาเวลาสวดมนต์นั่งสมาธิบ้าง พยายามมีสติในการทำหน้าที่การงานอย่างปล่อยใจให้เผลอเหม่อลอยไปในอดีตอนาคต ที่สำคัญถ้าหาใครสักคนที่ร่วมปฏิบัติศึกษาไปด้วยกันได้มาเป็นเพื่อนก็จะยิ่งมีความมั่นคงในการปฏิบัติมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นสมาชิกในบ้านเราเองก็ยิ่งดี...

เริ่มเสียก่อน อย่างเพิ่งกลัว... เมื่อมีปัญหาขึ้นมานั่นคือโจทย์ในการเรียนรู้เพื่อที่จะใช้พัฒนาจิตใจของเรา...