จากประเด็นที่กล่าวมานี้ ทำให้ผู้เขียนคิดว่า "หลายคนอยากจะได้ตำแหน่ง แต่มีอีกหลายคน เมื่อได้ตำแหน่งแล้ว มักจะไม่อยากทำงาน
วันนี้ เสาร์ที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ได้ไปร่วมงานทำบุญฉลองพระธาตุมงคลเจดีย์ศรีอริยเมตตไตรย กุฏิสงฆ์ และกำแพงวัดบุญเกิด อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา
งานนี้เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัฐมังคลาจารย์ คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสงฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ มาเป็นประธานในพิธี ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลวัฒน์ (ก้ำ กลฺยาณธมฺโม) อายุ ๙๑ ปี แต่สุขภาพยังแข็งแรงอยู่ได้จัดหาทุนทรัพย์ในการสร้างถาวรวัตถุเพื่อมอบไว้ในบวรพุทธศาสนา ดังนี้
๑.กุฏิสงฆ์มงคลวัฒน์ เป็นอาคารไม้ทรงล้านนา ๒ ชั้น สิ้นค่าก่อสร้าง ๕,๔๐๐,๐๐๐ บาท
๒.พระธาตุเจดีย์มงคลศรีอริยเมตไตรย สิ้นค่าก่อสร้าง ๓,๙๗๐,๐๐๐ บาท
๓.ปรับปรุงซ่อมแซมกำแพงรอบวัดและซุ้มประตู สิ้นค่าก่อสร้าง ๑ ล้านบาท
รวมทั้งสี่รายการเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๐,๓๗๐,๐๐๐ บาท
ในงานนี้ มีพระภิกษุสามเณร-ประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ประทานสัมโมทนียกถาม เป็นคำถามว่า ทุกท่านที่มางานทำบุญนี้มากันทำไม? ทำให้หลายคนสงสัยและงงกันไปตาม ๆ กัน นับว่าเป็นคำถามที่น่าคิดอยู่มิใช่น้อย?
แต่ในที่สุดเจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็เฉลยว่า ก็มาร่วมทำบุญกับหลวงปู่พระมงคลวัฒน์ ที่ท่านได้สร้างอนุสรณ์แห่งชีวิตไว้ในศาสนาถึง ๓ ประการ คือ กุฎิมงคลวัฒน์ เจดีย์มงคลศรีอริยเมตไตรย และกำแพงวัด ฯลฯ ซึ่งคำถามและคำตอบที่ท่านเฉลยนั้นมีนัยสำคัญหลายประการ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังได้กล่าวอีกว่าในเมื่อทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย แต่ก่อนตายควรสร้างอนุสรณ์แห่งชีวิตเอาไว้ เพื่อให้เป็นที่ระลึกถึงกัน ยามเมื่อจากกันไป
ท่านยังได้เสนอรูปแบบการสร้างอนุสรณ์สำหรับชีวิต ที่เรียบง่าย อีกว่า ท่านนายก อบจ.ก็ดี ท่าน ส.ส.ก็ดี ท่านนายอำเภอก็ดี ฯลฯ ล้วนแล้วแต่อยู่กันตามวาระทั้งสิ้น การอยู่ในตำแหน่งไม่สำคัญเท่าไหร่นัก แต่ที่สำคัญคืออยู่แล้วได้สร้างอะไรไว้เป็นอนุสรณ์ให้กับตัวเองไว้บ้าง ซึ่งการก่อสร้างในแต่ละอย่างต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ท่านจึงฝากพระภิกษุสงฆ์ชาวพะเยาไว้ว่า การกระทำสิ่งใด ๆ ทำได้ แต่อย่าให้ถึงกับเป็นหนี้เป็นสินกันเลย เนื่องจากมีหลายวัดเจ้าอาวาสกู้หนี้มาสร้างวัด ซึ่งถือว่าอันตราย-ไม่ควรทำ
แต่ถ้าใครคิดจะสร้าง แต่ไม่มีเงินมาก ก้สามารถทำได้ สิ่งที่ง่ายที่สุดในการสร้างอนุสรณ์ให้กับตนเองคือการปลูกต้นไม้ ซึ่งเป็นการไม่ได้ลงทุนอะไรที่มากมาย เพียงมีใจและกำลังก็สามารถปลูกได้แล้ว
เมื่อเราปลูกต้นไม้แล้ว ต้องดูแลรักษา ที่นี้ต้องดูว่าสัมพันธ์กับใคร เช่น ปลูกหน้าบ้านใคร หน้าวัดใคร ก็ขอร้องให้คนนั้น วัดนั้นได้ช่วยดูแลรักษา เมื่อสิ่งที่เราปลูกไว้มันเจริญเติบโต คนทั้งหลายก็จะระลึกถึงคุณงามความดีว่าใครเป็นคนปลูกเอาไว้ สร้างเอาไว้ นี้คือการสร้างอนุสรณ์สำหรับชีวิตอย่างง่าย
เมื่อฟังแล้ว ผู้เขียนขนลุกซู่ เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงกำลังมีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพอดี นักการเมืองท้องถิ่นทั้งระดับเทศบาล อบต. อบจ. สส. สจ. คณะผู้บริหารปกครองคณะสงฆ์ ฯลฯ เข้าร่วมงานกันอย่างเนืองแน่นเพื่อหาเสียง เมื่อนั่งฟังแล้วจะรู้สึกอะไรหรือไม่หนอ? ในใจผู้เขียนภาวนาอยากให้ผู้นำทุกระดับที่กล่าวมาฟังแล้ว นำไปคิด พิจารณา แล้วสร้างเมืองพะเยา หรือทุกส่วนของประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่สักแต่ว่าขึ้นมาเป็น แต่ไม่ทำงาน หรือทำงานไม่เป็น หรือแม้ทำงานเป็นแล้ว ก็ควรทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง มิใช่เฉพาะกลุ่มก้อนของตนเท่านั้นเอง
อย่าลืมว่าท่านอาสาเข้ามาเป็นผู้รับใช้ประชาชน ไม่ใช่เป็นนายเหนือหัวประชาชน เมื่ออาสาเข้ามาแล้ว ก็ต้องมีหน้าที่และทำงานเป็น สร้างภารงาน ให้เกิดประโยชน์เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน อย่าปล่อยโอกาสที่มีอยู่อย่างไร้ค่า ประชาชนเองก็ต้องเข้าใจบทบาทของตนว่าคือเจ้านาย มีสถานภาพเหนือบุคคลกลุ่มนี้ มีความเกรงใจ แต่ไม่ควรเกรงกลัว เพราะแท้ที่จริงแล้ว หัวหน้า หรือผู้นำคือหัวหน้าเสมียนผู้รับผิดชอบในการทำงานและรับใช้องค์กร ไม่ใช่วางมาด วางฟอร์ม วางบทบาทตนเองเป็นเจ้าของกระทรวง ทบวง กรม องค์กร ฯลฯ จนประชาชนสัมผัสจับต้องไม่ได้ รู้ใหมความคิดแบบเดิม ๆ นั่นคือทัศนะที่ผิดพลาดอย่างมหันต์
จากประเด็นที่กล่าวมานี้ ทำให้ผู้เขียนคิดว่า
"หลายคนอยากจะได้ตำแหน่ง แต่มีอีกหลายคน เมื่อได้ตำแหน่งแล้ว มักจะไม่อยากทำงาน"
นั้นก็หมายความว่ามีตำแหน่ง=ความมีหน้ามีตา มีเกียรติยศชื่อเสียงและศักดิ์ศรีในสังคม แต่คนอีกจำพวกหนึ่งไม่อยากทำงานหรือรับภาระ หน้าที่ เมื่อได้ตำแหน่งแล้วกลับละเลย เพิกเฉย มอบแต่งานให้ลูกน้อง หรือไม่คิดงานใหม่ให้ขึ้น จะลาออกก็ไม่ยอมลา ยังติดใจมัวเมาในเกียรติยศตำแหน่งอยู่ จึงทำให้การทำงานอาจไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็ร เกิดอาการเช้าชาม กลางวันกาละมัง เย็นกระติกน้ำ อะไรประมาณนั้น จึงทำให้บ้านเมืองนี้ไม่เจริญก้าวหน้าอย่างที่คิด อนิจจา!
สรุปง่าย ๆ คือยากได้ตำแหน่ง แต่ไม่ยากทำงาน นี้คืออาการของประเทศไทยแห่งยุคสมัย
นมัสการครับ
เป็นบันทึกที่ทิ้งท้ายได้น่าสนใจมากครับ
เจริญพรคุณหมอ ขอบคุณที่แวะเข้ามาทักทาย อย่างน้อยก็ช่วยจี้ และชี้นำ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ผู้แทนก็จะลืมความหมายของคำว่า การอาสามาเป็นผู้แทนเขา นักการเมืองหรือข้าราชการ ก็คือลูกจ้าง ประชาชนต้องช่วยกันชี้แนะ เพราะประชาชนคือเจ้าของประเทศ
ตามมาอ่าน บ้านเรามีมากเลยครับแบบนี้
"หลายคนอยากจะได้ตำแหน่ง แต่มีอีกหลายคน เมื่อได้ตำแหน่งแล้ว มักจะไม่อยากทำงาน"
ท่านอาจารย์ขจิต คนประเภทนี้ยังแทรกตัวอยู่ในทุกวงการ ทุกสาขาอาชีพ และไม่เฉพาะแต่ฆราวาสญาติโยมเท่านั้น.....ก็มี เราทุกคนต้องช่วยกันปลูกจิตสำนึกต่อไป
ขออนุโมทนาด้วยครับ ดีใจกับความดีของคนดีที่ทำกัน ยินดีกับพระอาจารย์ที่ได้ร่วมกิจกรรมดีๆ ผมติดงานที่ดอนเมืองครับ จึงไม่ได้ไปร่วมด้วย น่าเสียดาย
สวัสดีครับท่านงามพล งานวันนั้นมีเรื่องราวมากมายให้เราได้คิด ทั้งมุมเล็กมุมน้อย
อย่างไรก็ตาม งานแต่ละงานย่อมมีคุณค่าในตัวของมันเอง ยิ่งเมื่อเราไปเติมคุณค่าทางแง่มุมคิดเข้าไปอีก
ค่านั้นย่อมส่องแสงและแวววาวครับ