เมื่อสรุปรวมแล้วจะได้ความหมายใหม่ว่า การคิดวางแบบเอาไว้ หลังจากที่ได้ศึกษาเมืองพะเยามาแล้ว โดยมองต่อไปในอนาคตของจังหวัดตนเอง แล้วสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับวิชาการที่เรียนมา จนสร้างวิชาชีพของตนเองได้อย่างมีพัฒนาการที่ยั่งยืนต่อไป

     วันนี้ที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ผู้เขียนได้เข้าร่วม "การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนดกรอบการจัดทำเนื้อหาวิชาพะเยาศึกษาตามรูปแบบ มคอ.๓ ในโครงการจัดทำรายวิชาพะเยาศึกษา" ณ ห้องภูกามยาว ๒ มหาวิทยาลัยพะเยา

     การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งนี้ เรียกง่าย ๆ ว่า "การวิพากษ์หลักสูตร-รายวิชาพะเยาศึกษา" โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนกว่า ๓๐ ท่านทั้งอาจารย์ภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่มาจากหลากหลายสาขาอาชีพโดยมี รศ.พูนพงษ์  งามเกษม คณะบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เป็นประธาน

     จากเหตุผลที่ว่าจังหวัดพะเยา เป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนานกว่า ๑,๐๐๐ ปี เริ่มจากการเข้ามาตั้งถิ่นฐานสร้างบ้านแปงเมืองในนาม "อาณาจักรภูกามยาว" ของพ่อขุนจอมธรรม ทายาทจากแคว้นโยนก-เชียงแสน จนสามารถกำเนิดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมลุ่มน้ำอิงและน้ำยม โดยมีศิลปวัฒนธรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ เวียงโบราณ ตลอดจนถึงศิลาจารึก ๑๑๒ หลักถือว่ามากที่สุดในประเทศไทย จนทำให้เมืองพะเยาเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมประเพณีและจินตนาการ หลากหลายในเวลาต่อมา

     การยกฐานะจากมหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศพะเยา เป็นมหาวิทยาลัยพะเยา ในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ทำให้มหาวิทยาลัยพะเยาได้ตั้งปณิธานไว้ว่า "ปัญญาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน" นั้นก็แสดงว่ามหาวิทยาลัยจะทำหน้าที่เป็นมหาวิทยาลัยที่ต้องย้อนกลับมามองจังหวัดพะเยาในหลาย ๆ มิติมากขึ้น โดยเฉพาะพันธกิจสุดท้ายของมหาวิทยาลัยที่ว่าการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม จึงทำให้วันนี้มีการทบทวนเพื่อวิเคราะห์-สังเคราะห์และเรียบเรียงข้อมูลของจังหวัดพะเยาจากอดีต-สู่ปัจจุบัน-และฝันไกลไปสู่อนาคตอย่างมีความมุ่งหวัง

     ในวันนี้ มีการคุยกันใน ๖ หัวข้อคือ

     ๑.ภูมินิเวศน์และการตั้งถิ่นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมพะเยา

     ๒.พัฒนาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีของพะเยา

     ๓.วิถีชีวิต สังคมและวัฒนธรรมของชาวพะเยา

     ๔.พัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเมืองการปกครองของพะเยา

     ๕.พะเยากับการเปลี่ยนแปลง

     ๖.จินตนาการพะเยาศึกษาในอนาคตเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

     ในประเด็นที่ยกมาทั้งหมดนี้ ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตไว้ว่า

     ๑.การเลือกชัยภูมิในการสร้างรัฐใหม่ของคนโบราณได้รับอิทธิพลความเชื่อมาจากแหล่งไหน? การใช้อภินิหาริย์เป็นเครื่องมือในยุคโบราณหากมองว่าเป็นเรื่องปกติแล้ว แต่ถ้ามันสอดคล้องกับระบบนิเวศน์วิทยาละ ก็หมายความว่าคนโบราณไม่ได้งมงาย และยังสอดรับกับหลักวิทยาศาสตร์พื้นฐานอีกด้วย

     ๒.ประวัติศาสตร์เมืองพะเยามีจุดด้อยอยู่ที่ปี พ.ศ.ที่ไม่ลงรอยกัน ตามที่ศึกษามามีมากกว่า ๙ มติ ดังนั้น อยากให้มหาวิทยาลัยพะเยาเป็นศูนย์กลางในการทำให้ปัญหาเรื่องปี พ.ศ.ในการสร้างเมืองพะเยายุติลงให้ได้ อันเนื่องมาจากการปนกันระหว่างตำนานกับประวัติศาสตร์-ต้องแยกออกให้ชัดเจน

     ๓.หัวข้อ "พะเยากับการเปลี่ยนแปลง กรณีดอกคำใต้ : เอดส์กับมายาคติเรื่องขายบริการและความสัมพันธ์ทางเพศที่ต้องมองมุมใหม่" และหัวข้อ "ภาพใหม่ของจังหวัดพะเยาสู่สันติสุขของสังคมและความเท่าเทียมกันทางเพศ"

     ผู้เขียนเห็นว่าในอดีตสู่ปัจจุบันเกือบ ๑,๐๐๐ ปี หากดูตามตำนานและประวัติศาสตร์ พะเยาไม่มีการกดขี่ทางเพศเลย โดยเฉพาะ กรณีดอกคำใต้ ไม่ควรตอกย้ำ แต่ให้ปรับเป็น "บทบาทสตรีพะเยากับกระบวนทัศน์ใหม่" ซึ่งผู้เขียนได้ยกผู้หญิงพะเยา ๓ รุ่นที่มีความโดดเด่น คือ

          ช่วงที่ ๑ ความมีศักดิ์ศรีและประเพณีการเสียผีของคนโบราณ กรณีนางอั้วเชียงแสนที่ถูกประณามว่ามีชู้กับพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องของฝ่ายพ่อขุนเม็งรายเขียนขึ้นมาเพื่อดิสเคดิส ของพ่อขุนงำเมืองและพ่อขุนรามคำแหง และมีการต่อยอดจากสมเด็จกรมดำรงราชานุภาพ

          ช่วงที่ ๒ บทบาทสตรีผู้นำรัฐ กรณีนางสี่หมื่นพะเยา เมื่อสามีคือพระยายุษธิษฐิระที่ถูกพระเจ้าติโลกราช แห่งล้านนาให้พักราชการ นางต้องลุกขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐพะเยาแทนพระสวามี แสดงถึงความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยวของสตรีโบราณ เป็นต้น

          ช่วงที่ ๓ หากจะสอนนักศึกษาเรื่องเพศศึกษา-อาชีพและเอดส์ ควรมองบทบาทสตรีในยุคปัจจุบันที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ปรับภาพลักษณ์ใหม่โดยมีการพัฒนาการทางด้านการศึกษาการมีอาชีพและการสร้างสวัสดิการให้กับสังคม เช่น ครูมุกดา อินต๊ะสาร, คุณลัดดาวัลย์ วงศ์ศรีวงศ์ และคนอื่น ๆ อีกมากมาย

     ๔.อัตลักษณ์ของคนพะเยา ในประเด็นนี้ ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า ถ้าเราพูดว่าเสื้อหม้อฮ้อม=จังหวัดแพร่, ถ้วยตราไก่=จังหวัดลำปาง, ภาษาพื้นเมือง(เจ้า)=จังหวัดเชียงใหม่ แล้วถามว่า พะเยา=?  จึงเสนอว่าอัตลักษณะคนพะเยาเป็นคนยิ้มง่าย-มีเสน่ห์ไหม? บุคลิกโดยภาพรวมเป็นอย่างไร? อันนี้ต้องฝากโจทย์ไว้ให้คิด...... 

     ประเด็นสุดท้ายคือ "จินตนาการพะเยาศึกษาในอนาคตเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน" ประเด็นนี้ผู้เขียนเสนอให้เปลี่ยนคำว่าจินตนาการพะเยา... เป็นจินตภาพพะเยา... เนื่องจากคำว่าจินตนาการเป็นการคิดที่เป็นนามธรรม หลายครั้งไม่สามารถจับต้องได้และไม่ชัดเจน แต่คำว่าจินตภาพ เมื่อร่วมกันคิดขึ้นมาแล้วจะเป็นรูปธรรมสามารถจับต้องและสัมผัสได้มากกว่า โดยผู้เขียนเสริมในกระบวนคิดนี้ว่า

     -จินตภาพ=ความคิดวางแบบเอาไว้

     -พะเยาศึกษา=หลังจากได้ศึกษาประวัติศาสตร์โดยรวมของเมืองพะเยาแล้ว ให้เด็กนักศึกษาทำ SWOT เพื่อให้เห็นข้อดีข้อเสียอุปสรรค์และทิศทางเอาไว้

     -ในอนาคต=แนวโน้ม ในทางที่งดงามของเมืองพะเยา

     -การพัฒนาที่ยั่งยืน=การประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับสาขาวิชาที่เรียนของนักศึกษาของแต่ละคณะสาขาวิชา

     เมื่อสรุปรวมแล้วจะได้ความหมายใหม่ว่า การคิดวางแบบเอาไว้ หลังจากที่ได้ศึกษาเมืองพะเยามาแล้ว โดยมองต่อไปในอนาคตของจังหวัดตนเอง แล้วสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับวิชาการที่เรียนมา จนสร้างวิชาชีพของตนเองได้อย่างมีพัฒนาการที่ยั่งยืนต่อไป