เศรษฐศาสตร์การเมืองเชิงพุทธ
:การจัดการความขัดแย้งผ่านมิติของการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ
Buddhist Political Economy:
Conflict Management through Socio-Economic Development
ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
นักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง
(ปปร.) รุ่นที่ ๑๕ สถาบันพระปกเกล้า
จากสงครามโลกครั้งที่ ๒ โครงสร้างของเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญ กลางทศวรรษ ๑๙๗๐ โลกหลังสงครามพยายามสร้างระเบียบโลกที่ทำให้พฤติกรรมทางเศรษฐกิจมีความรับ ผิดชอบต่อสังคม ได้ให้ความสำคัญกับจุดมุ่งหมายในด้านการมีงานทำเต็มที่ และเน้นความมั่นคงทางสังคม (Social Security) เหนือสิ่งอื่นใด อีกทั้ง การพยายามลดช่องว่างระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน การที่ประเทศต่างๆ ในสังคมโลกไม่สามารถที่จะดำเนินนโยบายสาธารณะให้สามารถตอบผลประโยชน์และความ ต้องการของกลุ่มต่างๆ ในสังคมได้อย่างประสานสอดคล้อง จึงทำให้เกิดความขัดแย้งทางสังคมจากความสุดขั้วภายในสังคมและระหว่างสังคม ระหว่างคนรวยกับคนจน[๑]
ห่วงโซ่ที่เชื่อมสังคมมนุษย์ให้สามารถอยู่ ร่วมกันอย่างมีความสุขท่ามกลางความแตกต่างทางพหุวัฒนธรรม (Multi-Culture) คือ “ระบบการเมือง” (Political System) สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการเมืองเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดนโยบาย สาธารณะ (Public Policy) เพื่อให้กลุ่มคนต่างๆ ที่อยู่ร่วมกันในสังคมสามารถเข้าถึงโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์และความต้องการด้านปัจจัย ๔ แต่การที่จะดำเนินการจัดการผลประโยชน์ด้านทรัพยากรได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยตัวแปรด้านอำนาจทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง[๒]
ด้วยเหตุนี้ การเกิดขึ้นของระบบการเมืองนั้น ปัจจัยประการหนึ่งคือ “การใช้การเมืองเป็นเครื่องในการจัดการความขัดแย้งในด้านต่างๆ ของประชากรที่อาศัยอยู่ในรัฐหรือชุมชน เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้รับโอกาสทั้งในแง่ของทุน ความเสมอภาค ความเท่าเทียม และการดำรงอยู่อย่างมีศักดิ์ของกลุ่มคนต่างๆจะ เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจ (Economy) ระบบการเมืองการปกครอง (Politics) จึงมีความสัมพันธ์และเกี่ยวเนื่องเชื่อมต่อกันและเกื้อกูลกันอย่างเป็นระบบ ระเบียบ ยกตัวอย่างเช่นระบบเศรษฐกิจที่ดีจะช่วยเกื้อหนุนและเป็นปัจจัยให้ระบบสังคม เคลื่อนไหวอย่างราบรื่น ในขณะที่ระบบสังคมที่ดีก็จะเกื้อหนุนให้ระบบการเมืองและการปกครองดำเนินไป อย่างไม่สะดุด เป็นต้น ปรากฏการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกระบวนการทางพฤติกรรมของมนุษย์ทางสังคมที่ล้วนเกิดขึ้นและ ดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง
ถึงกระนั้น ในแต่ละปี ประชากรของมนุษยชาติเพื่มจำนวนเพิ่มมากขึ้นโดยลำดับ ในขณะเดียวกัน มนุษยชาติก็มีความต้องการทรัพยากรที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี เนื่องจากทรัพยากรของโลกมีจำนวนจำกัด จึงทำให้ความต้องการกับทรัพยากรไม่ประสานสอดคล้องกัน จึงทำให้มนุษยชาติพยายามที่แสวงหาทรัพยากรเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง เมื่อแต่ละคนพยายามที่จะขยายพื้นที่ของความต้องการ จึงทำให้ความต้องการของมนุษยชาติขบเหลี่ยมของกันและกัน จนนำไปสู่ความขัดแย้ง และบางสถานการณ์นำไปสู่ความรุนแรง เพราะมนุษยชาติไม่สามารถได้รับการตอบสนองตามที่ตัวเอง หรือกลุ่มตัวเองต้องการ ด้วยเหตุนี้ ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น และขยายวงกว้างจนยากต่อการบริหารจัดการได้
ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากวิกฤติการณ์ทางสังคมนั้น กลไกหลักสำคัญประการหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศคือ “การเมือง” จะเข้าไปดำเนินการบริหารจัดการอย่างไร เพื่อกลุ่มคนต่างๆ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และยอมรับได้ต่อการแบ่งปันผลประโยชน์และความต้องการของผู้มีอำนาจในการ บริหารจัดการ ด้วยเหตุนี้ เพื่อที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว จึงมีความจำเป็นต้องอาศัย “กลไกทางด้านเศรษฐศาสตร์” เข้ามาเป็นเครื่องมือเพื่อให้การดำรงอยู่ของอำนาจทางการเมือง โดยเฉพาะการบริหารจัดการ หรือดำเนินการตามนโยบายแห่งรัฐเป็นไปอย่างราบรื่นได้
พระพุทธเจ้าทรงนำเสนอตัวอย่างของการแก้ปัญหาปัญหาด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและการปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเสนอสาเหตุของตัวสาเหตุที่แท้จริง ตลอดจนแนวทางการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนเอาไว้ใน “กูฏทันตสูตร” ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจะนำมาเสนอเพื่อเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ (Best Practice) เพื่อจะได้ถอดบทเรียนสำคัญในการแก้วิกฤติการณ์ทางสังคมที่สัมพันธ์กับการ เมือง และเศรษฐกิจ และตอบคำถามที่ว่า ในพระสูตรดังกล่าวนี้ ได้นำเสนอหลักการที่ว่า “เศรษฐศาสตร์การเมือง” เอาอย่างไร อีกทั้งได้นำเสนอหลักพุทธธรรมเพื่อการแก้ปัญหาและการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคมได้อย่างไร
๒. แนวคิดเศรษฐศาสตร์การเมือง : ประวัติและพัฒนาการ
เศรษฐศาสตร์การเมือง[๓] (Political Economy) มีความหมายกว้างขวาง และครอบคลุมพื้นทั้งแนวคิดและแนวปฏิบัติการค่อนข้างมาก ถึงกระนั้น ความหมายประการหนึ่งคือ ความหมายทางเศรษฐศาสตร์ที่ พยายามจะนำแนวคิดด้านอื่นๆ เข้าไปรวมด้วย เช่น สังคม วัฒนธรรม ประเพณี พฤติกรรมของคน กฎหมาย การเมือง(ความเกี่ยวข้องกับรัฐ) และพิจารณาถึงปูมหลังของแต่ละทฤษฎีด้วย อีกทั้งเป็นการศึกษาและวิเคราะห์โครงสร้างของระบบ มากกว่า ที่จะพิจารณาแต่ในเชิงคณิตศาสตร์และตรรกะบนการตั้งสมมติฐาน
“เศรษฐศาสตร์การเมือง”[๔] (Political Economy) ได้รับการนำมาใช้ก่อนคำว่า เศรษฐศาสตร์ (Economics) จะเห็นว่า เศรษฐศาสตร์การเมืองในสมัยแรกเป็นความพยายามแยกให้เห็นว่า การปกครองเมือง (Political) มีความแตกต่างจากการปกครองแบบเดิม ซึ่งคำว่า Economy มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่าการจัดสรรครัวเรือน การเพิ่มคำว่า “Political” เข้าไปอาจทำให้หมายถึง การจัดสรรในแบบที่แตกต่างไปจากครัวเรือนทั่วไปเป็นแบบเมือง ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ในสมัยนั้น โดยที่การศึกษาจะเกี่ยวกับการดำเนินงานและการผลิตที่บริหารโดยรัฐ (รัฐเป็นสถาบันใหม่ในสังคม) ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของระบบทุนนิยมที่เพิ่งเกิดใหม่และมีบทบาทมากขึ้น
เศรษฐศาสตร์การเมืองนั้นได้รับการจัดเป็นระบบความคิดที่ชัดเจนในคริสตศตวรรษ ที่ ๑๗ ซึ่งเป็นช่วงของการต่อสู้ระหว่างทุนนิยมกับศักดินานิยมในยุโรป และได้มีการนำมาใช้เป็นครั้งแรกในอังกฤษสมัยคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ เพื่อแทนที่แนวคิดสำนักธรรมชาตินิยม (Physiocracy) ของฝรั่งเศส งานเขียนเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์การเมืองชิ้นแรกๆ ได้แก่ The labor theory of value (ซึ่งเริ่มโดย จอห์น ล็อก), พัฒนาต่อโดย อดัม สมิธ และวิเคราะห์ต่อในเชิงวิพากษ์โดยคาร์ล มาร์กซ
ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ การที่วิชาเศรษฐศาสตร์ในแบบกระแสหลักได้เฟื่องฟูจนถึงขีดสุด สุดขีด จึงทำให้คำว่า เศรษฐศาสตร์การเมือง ได้รับการแทนที่ด้วย คำว่า เศรษฐศาสตร์ และทฤษฎีของเศรษฐศาสตร์ที่ว่านั้น ก็มีการใช้แนวคิดในเชิงองค์รวมน้อยลง เนื่องจากคำพยายามที่จะทำให้เศรษฐศาสตร์เป็น วิชาที่สามารถตัดออกจากอารมณ์ ความรู้สึกทางวัฒนธรรม สังคมและการเมือง เพื่อให้วิชาดังกล่าวมีความคิดเป็นเหตุเป็นผลทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น เป็นผลทำให้ เศรษฐศาสตร์กลายเป็นสาขาวิชาที่ไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาของสังคม การเมืองหรือวัฒนธรรมได้อย่างรอบด้านเท่าที่ควรจะเป็น
ในภายหลัง ที่เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาก ขึ้น เศรษฐศาสตร์การเมือง จึงปรากฏชัดขึ้นอีกครั้ง และมีบทบาทมาถึงปัจจุบัน ถึงกระนั้น เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (Neo Classic) ซึ่งมีความโดดเด่นในการชี้นำให้เห็นถึงสาเหตุการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สังคมสามารถนำทรัพยากรมาใช้ในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยกลไกตลาดที่ทำงานอย่างเสรี แต่ความเป็นจริง กลไกตลาดไม่เคยทำงานอย่างเป็นอิสระ ถูกครอบงำด้วยอำนาจที่ชัดเจนและที่ไม่ชัดเจน เป้าหมายการใช้อำนาจเหนือกลไกตลาดก็คือ การได้กรรมสิทธ์ส่วนเกิน (surplus) เศรษฐศาสตร์การเมืองวิเคราะห์เศรษฐกิจ บนพื้นฐานความจริงทางสังคม อำนาจทางการเมือง การกระทำในประวัติศาสตร์เพื่ออธิบายรูปแบบเติบโตที่ขาดสมดุลว่า เพราะเหตุใดการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักจึงทำให้การพัฒนา ดังกล่าวทำให้สังคมเกิดความแตกแยก และแย่งชิงผลประโยชน์และความต้องการด้านทรัพยากรสูงมากขึ้น
๓. หลักการและแนวทางเศรษฐศาสตร์การเมืองในกูฏทันตสูตร
สุชีพ ปุญญานุภาพ ได้ตั้งข้อสังเกตต่อพระสูตรนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “พระพุทธเจ้าทรงสอนรัฐศาสตร์แบบเสริมเศรษฐศาสตร์ในการทรงแสดงธรรมแก่กูฎทันต พราหมณ์ นักปกครองผู้หนึ่งของแคว้นมคธพระพุทธเจ้าทรงสอนให้ลดอาชญากรรม ด้วยเพิ่มการจัดเศรษฐกิจให้ดี ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีรายได้ มีความเป็นอยู่ดี เป็นการนำเรื่องเศรษฐกิจมาช่วยในการปกครองด้วย”[๕] สอดรับกับอดิศักดิ์ ทองบุญ[๖] ที่ชี้ว่า “แนวคิดในกูฏทันตสูตรเป็นการนำเสนอแนวทางการปฏิวัติแนวทางคิดทางเศรษฐกิจโดย การพัฒนาเศรษฐกิจขั้นมูลฐานที่สัมพันธ์กับแนวคิดทางการเมืองแบบ ธรรมาธิปไตย” คำถามมีว่า “แนวคิดในกูฏทันตสูตรได้นำเสนอหลักการและแนวทางดังกล่าวอย่างไร” จึง ทำให้นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนามองว่า ควรนำพระสูตรดังกล่าวนั้นมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจและการเมืองของสังคมไทยในปัจจุบัน ก็จะเกิดประโยชน์แก่ชาติและประชาชนได้อย่างมาก
๔. การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองแบบยั่งยืนตามแนวกูฏทันตสูตร
ปัจจัย ๔ คือ “เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค” นั้น ถือได้ว่าเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์อย่าง ยิ่ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดประการหนึ่งก็คือ “อาหาร” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง” ซึ่งความหิว หรือความต้องการนั้น ถือว่าเป็นปัจจัย หรือตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมมนุษย์ ดังจะเห็นได้จากกรณีการแย่งชิงข้าวสาลีตามที่ปรากฏในอัคคัญญสูตร หรือการที่ภิกษุใส่ร้ายพระทัพพมัลลบุตรในข้อหาจัดวาระในลำดับสุดท้าย จนทำตัวเองได้อาหารที่ไม่ประณีตก็เกิดจากความต้องการด้านอาหาร
ในกูฏทันตสูตรนั้น เริ่มแรกนั้นพระเจ้ามหาวิชิตราชทรงมิได้ตระหนักรู้ถึงประเด็นปัญหาเรื่อง “ความยากจน” ซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัย ๔ ว่า เป็นภัยคุกคามต่อสถานะความเป็นกษัตริย์ของพระองค์ แต่สิ่งกลัวมากที่สุดคือ “การกลัวว่าจะสูญเสียอำนาจทางการเมืองการปกครองที่ตัวเองมีและเป็น” ฉะนั้น เพื่อรักษาอำนาจเอาไว้ จึงต้องการบูชามหายัญ เพื่อที่จะเอาอกเอาใจเทพเจ้าหรือสิ่งลึกลับเบื้องบนซึ่งมีอำนาจอยู่เหนือ ธรรมชาติ เมื่อเทพเจ้าเบื้องบนเกิดความพออกพอใจก็จะอำนวยผลให้เกิดเป็นประโยชน์แก่ มนุษย์โลก ความเชื่อเช่นนี้ถือเป็นความเชื่อแต่โบราณที่มีมานานแล้วก่อนพุทธศาสนาจะถือ กำเนิดขึ้นด้วยซ้ำ เป็นความเชื่อของศาสนาพราห์มในเรื่องเทพเจ้าว่ามีอำนาจเหนือสิ่งอื่นใดในโลก และสามารถดลบันดาลให้สรรพสัตว์มีความสุขปราศจากทุกข์ภัยต่าง ๆ ดังนั้นจึงเป็นประเพณีประพฤติปฏิบัติตาม ๆ กันมาด้วยการบวงสรวงอ้อนวอนและบูชายัญเทพเจ้าเหล่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด ทำให้ปัญหาเดิมไม่ได้รับการแก้ไข ส่งผลกระทบต่อประชาชนในประเทศโดยตรงและก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา
เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระเจ้ามหาวิชิตราชแล้ว บ้านเมืองของพระองค์เกิดความไม่สงบ โจรผู้ร้ายชุกชุมคอยเบียดเบียนประชาชนคนอื่นให้ได้รับความเดือดร้อน พระพุทธองค์มองว่าศัตรูของพระองค์ไม่ใช่โจร เพราะถึงจะปราบปรามอย่างไรก็ไม่หมด โจรที่เหลือก็ยังคงเบียดเบียนทำความเดือนร้อนให้แก่ผู้อื่นได้อยู่ร่ำไป ประชาชนยังยากจนอยู่ และหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ดังแผนภาพต่อไปนี้

การมองปัญหาอย่างทะลุปุโปร่ง รวมถึงการหาสาเหตุที่แท้จริงตลอดจนการหาแนวทางแก้ไขที่ถูกต้องของพระ พุทธองค์นี้จึงเป็นไปตามหลักการของอริยสัจจ์ ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ศัตรูที่แท้จริงของพระองค์ สาเหตุของปัญหา ก็คือ “ความยากจน” ซึ่งเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจทำให้ประชาการมีความยากจน มีความลำบากในการทำมาหากิน เป็นเหตุให้เกิดการประพฤติอกุศลกรรมมีการลักขโมยเป็นต้นเกิดขึ้น จึงทรงแก้ปัญหาโดยใช้วิธีบูรณาการเข้ากับวิธีแบบเดิมของพราหมณ์คือ การคงไว้ซึ่งการบูชายัญโดยเอายัญเหล่านั้นไปให้ประชาชนที่เดือดร้อนแทนที่จะ เป็นเทพเจ้าเหมือนแต่ก่อน
ปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้วนั้น นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากเพราะสามารถขยายผลก่อเกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาได้อีกมากมายมีลักษณะเป็นลูกโซ่ที่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน ปัญหาเหล่านั้นได้แก่ ปัญหาความมั่นคงทางสังคม การเมืองและการปกครองดังแผนภาพต่อไปนี้
จากแผนภาพดังกล่าวอธิบายได้ว่าการอยู่ร่วมกันของมนุษย์โลกนี้ประกอบไปด้วย ระบบต่าง ๆ ที่เปรียบเสมือนลูกโซ่หรือฟันเฟืองจำนวนมากที่เกาะเกี่ยวสัมพันธ์กันอยู่ เมื่อระบบเศรษฐกิจซึ่งเป็นฟันเฟืองตัวใหญ่ตัวหนึ่งอยู่ในสถานะที่เป็นปรกติ หรือดีประชาชนไม่ยากจนไม่มีความลำบากในการทำมาหากินแล้ว ก็จะส่งผลต่อฟันเฟืองตัวอื่น ๆ ได้แก่ ระบบสังคม คือคนในสังคม ประชาชนในประเทศก็จะมีคุณภาพ การเมืองและการปกครองก็ราบรื่นไม่สะดุดติดขัด และในท้ายที่สุดความสันติสุขก็จะเกิดขึ้นกับสังคม ๆ นั้น
ใน “กูฏทัณฑสูตร”[๗] สะท้อนให้เรามองเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว เพราะเมื่อวิเคราะห์จากประเด็นดังกล่าวพบว่า การที่พระเจ้ามหาวิชิตราชทรงเพียบพร้อมไปด้วยโภคสมบัติ มนุษย์สมบัติ และปรารถนาให้สิ่งเหล่านี้คงอยู่กับพระองค์ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ยังทรงพระ ชนม์อยู่ ฉะนั้น พระองค์ทรงดำริตามวิธีการที่นิยมกระทำในยุคนั้นคือ “การบูชายัญ” โดยมุ่งหวังว่า สามารถสร้างความพอใจให้แก่เทพเจ้าผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้น
ในขณะที่พราหมณ์ปุโรหิตมองว่า “หัวใจของพระราชาคือประชาชน” ถ้าพระองค์ไม่สามารถกุมหัวใจ หรือเข้าไปนั่งในใจของประชาชนได้ ผลที่ตามมาก็คือ “การสูญเสียพลังมวลชน” จนนำไปสู่การต่อต้าน และประท้วงเพื่อโค่นล้มราชบัลลังก์ของพระองค์ หรืออาจจะเป็นไส้ศึกให้แก่ข้าศึกที่พระองค์ทรงรบจนสามารถแย่งชิงดินแดนมาได้ อย่างมากมาย
อย่างไรก็ตาม โจทย์ และคำตอบของพระราชากับพราหมณ์อาจจะสอดคล้องกัน แต่วิธีการในการแก้โจทย์นั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบมีความแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ พราหมณ์จึงนำเสนอสถานการณ์จริงเกี่ยวกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในแคว้นต่อ พระราชาว่า “บ้านเมืองของพระองค์ยังมีเสี้ยนหนาม มีการเบียดเบียน โจรยังปล้นบ้าน ปล้นนิคม ปล้นเมืองหลวง ดักจี้ในทางเปลี่ยว พระองค์โปรดให้ฟื้นฟูพลีกรรมก็จะชื่อว่า กระทำสิ่งที่ไม่สมควร” นอกจากนั้น พราหมณ์ยังได้เสนอความคิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลเสียของการหาทางออกด้วยวิธี การรุนแรงว่า “การปราบเสี้ยนหนามคือโจร ด้วยการประหาร จองจำ ปรับไหม ตำหนิโทษ หรือเนรเทศ ไม่ถือว่าเป็นการกำจัดเสี้ยนหนามคือโจรได้อย่างถูกต้อง เพราะว่าโจรที่เหลือจากที่กำจัดไปแล้วนั้นก็จะมาเบียดเบียนบ้านเมืองได้ใน ภายหลัง”
ด้วยเหตุดังกล่าวนั้น พราหมณ์จึงได้นำเสนอ “นโยบายคู่ขนาน” (Dualistic Policy) อันเป็นการดำเนินนโยบายเชิงรัฐประศาสนศาสตร์ควบคู่ไปกับนโยบายเกี่ยวกับการ พัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งนโยบายคู่ขนานนั้นประกอบไปด้วย “ไตรภาค” หรือ “กลยุทธ์สามเส้า” กล่าวคือ
(๑) การพัฒนาเศรษฐกิจในระดับชนชั้นรากหญ้า โดยการพระราชทานพันธุ์พืช และอาหารให้แก่พลเมืองผู้ขะมักเขม้นในเกษตรกรรม และการเลี้ยงปศุสัตว์ เพื่อให้เกษตรกรนั้นไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องต้นทุนทางสินค้า หรือต้นทุนในการซื้อวัตถุดิบจากแคว้นอื่นมากจนเกินไป
(๒) การพัฒนาเศรษฐกิจในระดับกลาง และระดับสูง โดยการสนับสนุนต้นทุน ทางการผลิต หรือต้นทุนทางการเงินให้แก่ธุรกิจขนาดกลาง อันเป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์ที่คอยรับซื้อสินค้าทางการเกษตรจากเกษตรกรไปขายใน แคว้นอื่น ๆ หรือภายในแคว้นของพระองค์
(๓) การเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่คณะผู้บริหารราชการแผ่นดิน ซึ่ง การขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยข้าราชการเป็นมันสมอง และผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้สัมฤทธิ์ผลเป็นรูปธรรม ดังนั้น การพระราชทานอาหาร และเพิ่มเงินเดือนให้แก่ราชการนั้นจึงถือได้ว่าเป็นมาตรการในการสร้างแรงจูง ใจได้อย่างดีที่สุดทางหนึ่ง
นโยบาย “สามเส้า” ดังกล่าวนั้น จัดได้ว่าเป็น “เครื่องยนต์สามตัว” ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป อย่างไรก็ตาม การดำเนินตามนโยบายดังกล่าวนับได้ว่าเป็นการทำสงคราม หรือประกาศสงครามในหลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น “สงครามกับความยากจน” “สงครามกับการฉ้อราษฎร์บังหลวง “สงครามกับยาเสพติด” “สงครามกับการก่อการร้าย” และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สงครามกับกิเลส” ที่มีอยู่ในตัวเองด้วยการปฏิบัติตนตามแนวทางของศีล สมาธิ และปัญญา
เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาสังคม และเศรษฐกิจแบบ “ไตรภาค” มีส่วนสำคัญในการจัดการความขัดแย้งไม่ให้เกิดขึ้นและลุกลามในหมู่ประชาชน ผลที่ตามมาก็จักเป็นประดุจถ้อยคำของพราหมณ์ปุโรหิตที่ว่า “พลเมืองเหล่านั้นจักขยันขันแข็งเอาใจใส่ในการงานของตัวเอง ไม่เบียดเบียน หรือเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน บ้านเมืองก็จะอยู่อย่างร่มเย็น ไม่มีเสี้ยนหนาม ไม่มีการเบียดเบียน ประชาชนจะชื่นชมยินดี และครอบครัวมีความสุข”
ดังนั้น เมื่อเสนอแนะวิธีปราบผู้ร้ายแบบถอนรากถอนโคนเช่นนี้แล้ว พระองค์ทรงมุ่งไปที่ปัญหาเศรษฐกิจและพยายามทำให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพมีความ เป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น แล้วปัญหาต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ ลดน้อยถอยลงไปโดยลำดับ ถ้าวิเคราะห์วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่พระองค์ทรงเสนอนั้น จริง ๆ แล้ว คือ กระบวนการแก้ปัญหาแบบอริยสัจ ๔ นั่นเอง ถ้าจัดตามลำดับขั้นตอนจะเห็นภาพที่แจ่มชัด ดังนี้

๕. ขั้นตอนของการพัฒนาตามแนวกูฏทันตสูตร
ในกูฏทันตสูตรนี้ นอกจากพระพุทธเจ้าจะทรงเน้นหนักให้ผู้ปกครองบ้านเมืองหันมาใส่ใจต่อปัญหา เรื่องการกินการอยู่ของประประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาขั้นรากฐานของสังคมแล้ว ยังทรงแสดงลำดับขั้นของการพัฒนาที่สูงขั้นไปโดยลำดับ การแก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี แม้จะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่ก็เป็นเพียงการพัฒนาทางด้านวัตถุเท่านั้น ยังมีองค์ประกอบอีกด้านหนึ่งของมนุษย์ซึ่งจะต้องให้ความใส่ใจคือ การพัฒนาทางด้านจิตใจ เพราะชีวิตมนุษย์ประกอบด้วยส่วน ๒ ส่วนคือ ร่างกายกับจิตใจ
ในองค์ประกอบดังกล่าว พระพุทธศาสนาถือว่าจิตใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดและสมควรได้รับการพัฒนาควบ คู่กันไปด้วย ถ้าไปมุ่งพัฒนาแต่ด้านวัตถุเพียงอย่างเดียวโดยมิได้ให้ความใส่ใจต่อคุณค่า ทางด้านจิตใจ สิ่งที่จะปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด คือ การพัฒนาที่ขาดดุลยภาพ เป็นการพัฒนาแบบแยกส่วน คือแยกกายออกจากใจ แต่มิได้พัฒนาแบบองค์รวม (Holistic) อันเป็นการพัฒนาควบคู่กันไประหว่างกายกับใจ เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงเป็นการยากที่จะดำเนินไปสู่จุดมุ่งหมายตามที่ได้วางเอาไว้
ฉะนั้น ในพระสูตรนี้ หลังจากที่ได้นำเสนอมรรควิธีในการแก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจแล้ว พระพุทธเจ้ายังได้นำเสนอการพัฒนาในระดับที่สูงขึ้นไปอีก โดยอาศัยการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจเป็นฐาน ถ้าจะวิเคราะห์ตามแนวที่พระองค์ทรงเสนอ อาจสงเคราะห์กับหลักบุญกิริยาวัตถุ ๓ ดังต่อไปนี้

ลำดับขั้นตอนของการพัฒนาตามแนวกูฏทันตสูตร จะเห็นได้ว่า พุทธศาสนาให้ความสนใจต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน แต่การพัฒนาทางเศรษฐกิจไม่ได้มีเป้าหมายสุดท้ายในตัวของมันเอง เศรษฐกิจไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนา เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในกระบวนการพัฒนาเท่านั้น ไม่ใช่เป้าหมาย (End) หากแต่เป็นเพียงวิถีทาง (Means) ที่ทำให้เดินไปสู่เป้าหมาย ถ้าจะจัดเข้าในหลักทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา ก็อยู่ในขั้นของอธิศีลสิกขาเท่านั้นเอง
๖. ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจเชิงพุทธตามนัยแห่งกูฏทันตสูตร
จากกรณีศึกษาในกูฏทันตสูตร เราจะเห็นการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจในเชิงพุทธ ทั้งในมิติของหลักการ วิธีการ และข้อปฏิบัติตนของฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่บริหารบ้านเมืองให้มีความเจริญ ก้าวหน้า ตามยุทธศาสตร์แห่งการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืนทั้ง ๕ ขั้นตอน โดยจัดตามลำดับความสำคัญ ดังต่อไปนี้
อ่านเนื้อหาโดยละเอียดใน
http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=1208&menutype=1&articlegroup_id=187
นมัสการ
ชัดเจน และถูกเวลา ให้นักการเมืองเห็นลึกไปอีกหลายชั้น
จะทำอย่างไรดี เราจึงจะได้ สส ที่เข้าใจการเมืองอย่างแท้จริง
ถ้าทำได้ ผมจะเลือก คนที่อ่านบทความนี้แล้วเท่านั้น ;-)
นมัสการค่ะ แนวคิดของพระอาจารย์ศาสตร์สมัยกับพุทะศานามีอะไรบ้าง แตะละอย่างมีความสัมพันธ์กับพุทธศาสนาอย่างไรบ้างค่ะ พระอาจารย์ เขียนในG2Kด้วยค่ะ