เมื่อครั้งที่ฉันยังเยาว์วัย พ่อแม่ของฉันต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ไปตั้งแต่เช้าตรู่กว่าจะกลับก็ดึกมากแล้ว ฉันจึงไม่ค่อยได้พบปะพูดคุยกับพ่อแม่ซักเท่าไร ฉันจึงต้องทำโน้นทำนี่ด้วยตนเอง ซึ่งในขณะเดียวกันพ่อกับแม่ ก็มีฉันที่เป็นบุตรเพียงคนเดียว และเช่นเดียวกันในหนึ่ง หนึ่ง วันของฉัน ฉันจะมีชีวิตอยู่ในโรงเรียนมากกว่าอยู่ที่บ้าน ซึ่งมันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเด็กคนอื่นๆมากนัก ดังนั้นโรงเรียนจึงเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง ของฉันและคนอื่น ๆ

    เมื่อตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันก็มีนิสัยซุกซน อยากรู้ อยากเห็น ตามธรรมชาติของเด็ก ๆ แต่ฉันก็มักจะโดนคุณครูดุเสมอ ด้วยความอยากรู้ อยากเห็น ของฉันนั้นเอง มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันก็โดนคุณครูดุว่า ไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ เพราะเวลาเรียนบ้างครั้งฉันมีความสนใจ อยากรู้ในบ้างเรื่อง ซึ่งมันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชาที่เรียนเลย ฉันก็เลยมีคำถามในใจตลอดมาว่า "ฉันผิดด้วยหรือที่สงสัย? ฉันผิดด้วยหรือที่อยากรู้? แค่ความสงสัย อยากรู้ ของฉันมันผิดมากเลยหรือ จนต้องโดนดุด่าว่า เธอนี่นอกจากจะไม่ตั้งใจเรียนแล้วยังโง่เขลา" ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ฉันก็ไม่เคยลืมคำพูดของครูคนนี้ได้เลย

   ฉันตั้งใจไว้ว่า ถ้าฉันมีโอกาสได้เป็นครู ฉันจะไม่ดุด่าว่านักเรียน แต่ฉันจะถามเหตุผลว่าทำไม "หนูถึงไม่ต้องใจเรียน หนูกำลังทำอะไรอยู่ หนูกำลังคิดอะไรอยู่ พอจะบอก พอจะอธิบายให้ครูฟังได้หรือเปล่า" และ "ฉันจะไม่ดุด่าว่า นักเรียนนั้นโง่เขลา เพราะฉันเชื่อว่านักเรียนหรือคนทุกคนบนโลกนี้มีความเก่งอยู่ในตัวของทุกคน เพียงแต่ทุกคนมีความเก่งที่ไม่เหมือนกัน" เท่านั้นเอง

    แล้วในที่สุดฉันก็ได้มีโอกาสเป็นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งฉันก็ไม่เคยดุด่าว่านักเรียนของฉัน แต่ฉันจะใช้วิธีการพูดคุยกับนักเรียน เสมือนพี่สอนน้องเสียมากกว่า เพราะเหตุนี้จึงทำให้นักเรียนกล้าพูด กล้าคิด กล้าถาม และกล้าที่จะขอปรึกษาทั้งเรื่องเรียน และเรื่องส่วนตัวกับฉันซึ่งถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่ตอบกลับมาเป็นที่น่าพอใจมากสำหรับตัวฉันเอง และในขณะเดียวกันฉันก็กลายเป็น "คุณครูที่รักของนักเรียน" ตอนนี้ฉันรู้สึกดีใจและภาคภูมิใจในวิชาชีพครูมากและฉันก็จะขอสัญญาว่าจะดำรงตนเป็นอย่างนี้ตลอดไปไม่มีวันลดลง