“ฉันเอาข้าวมาส่งครูคิมจ๊ะ” ป้าตอบคำถามของนักการภารโรง  และทำให้คุณครูทุกคนในห้องประชุมหันไปมองเสียงนั้น  ฉันรีบขออนุญาตออกไปหาป้าใบทันที  เนื่องจากป้าใบทราบจากหลานสาวว่าฉันมาที่โรงเรียนนั่นเอง

 

         “สวัสดีค่ะป้าใบ  ขอกอดหน่อย  ป้าสบายดีไหมคะ”  และป้าใบก็กอดฉันป้าบอกว่า “คิดถึงเหลือเกินอยากจะไปเยี่ยม ไปหาก็ไม่มีเงินเป็นค่ารถ  นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอกันอีก”  แล้วนั่งคุยกันถามสารทุกข์สุกดิบ หลังจากไม่เจอกันนานเกือบ ๘ เดือน  ป้าใบบอกว่าไม่สบายนัก  เพราะออกไปรับจ้างฉีดยาฆ่าหญ้า  ทำให้แพ้สารพิษถึงกับเป็นลมและไปหาหมอมาแล้ว อาการจึงดีขึ้น

 

          ฉันขอบคุณป้าใบพร้อมกับรับสิ่งของที่ป้าใบวางไว้ “กล่องข้าวเหนียวเต็มกล่อง  น้ำพริก  ผักต้ม  หน่อไม้ต้ม และผักสด  พร้อมไข่ต้มอีก ๓ ใบ”  ทำให้กลางวันมื้อนั้น  พวกเราจึงไม่สนใจอาหารที่เตรียมไปจากบ้าน  ทุกคนรุมกันทานน้ำพริกผักต้มของป้าใบจนหมดเกลี้ยง

 

           ป้าใบมีชื่อจริงว่า "ทองใบ" อาศัยอยู่ที่บ้านหลังเล็กมาก  กับหลานสาวอายุ ๑๐ ปีคนหนึ่ง  ซึ่งหลานคนนี้  ป้าใบเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ  เนื่องจากพ่อของเด็กติดคุกและเลิกรากับแม่ของเด็กไป  และแม่ของเด็กไปมีสามีใหม่มีลูกคนใหม่  หน้าที่รับผิดชอบในการเลี้ยงดูหลานสาวจึงตกอยู่ที่ป้าใบเพียงคนเดียว

 

          ป้าใบมีลูกสาว ๑ คนคือแม่ของเด็กที่กล่าวถึง  ลูกสาวหนีป้าใบไปอยู่กับสามีคนใหม่ที่กรุงเทพ  นาน ๆ กลับมาเยี่ยมป้าใบครั้งหนึ่ง  ส่วนสามีของป้าใบเสียชีวิตไปนานแล้ว  อาชีพของป้าใบคือรับจ้างรายวัน  แล้วแต่ใครจะจ้าง  ฐานะของป้าใบจึงค่อนข้างขัดสน  รายได้จากการรับจ้างป้าใบจะเก็บออมไว้ให้หลาน  และจะพยายามให้ตัวเองอดบ้าง

 

           บ้านของป้าใบหลังเล็ก ไม่แข็งแรงมากนัก  แต่ฉันชอบและนึกชื่นชมก็คือ “ความสะอาด”  ทุกอย่างถูกจัดเป็นระเบียบเรียบร้อย  ปัดกวาดเช็ดถูสะอาดตามาก  แม้แต่กิ่งไม้ใบไม้จะร่วงหล่นให้เห็นแทบไม่มีเลย  หลานสาวของป้าแต่งกายสะอาดสะอ้านมาก  มีความต่างกับคนในระดับเดียวกัน คุณครูบางท่านเคยพูดว่า "ท่าทางเด็กป็อปดูไม่ออกว่าขาดแคลนเลยนะ"

 

          หลานสาวของป้าใบชื่อน้องป็อบ  เป็นนักเรียนโรงเรียนที่ฉันเคยสอน  แต่ฉันไม่เคยสอนน้องป็อบ  เพราะยังเป็นเด็กชั้นประถมศึกษา  ฉันรู้จักป้าใบตอนที่มีการประชุมผู้ปกครองมานานแล้ว  ตั้งแต่น้องป็อบมาเข้าเรียนใหม่ ๆ และมีการทักทายและพูดคุยกันเรื่อยมาเมื่อพบกัน   ต่อมาน้องป็อบจะมีของติดมือมาฝากฉันเสมอว่า “คุณยายให้นำมาฝากคุณครูคิมค่ะ” 

 

        ตอนที่ฉันยังอยู่โรงเรียน  นอกจากป้าใบแล้ว  ยังมีป้าแดง  ป้าเรียม  ป้าวุ้น  รวมทั้งผู้ปกครองคนอื่น ๆ ได้มีน้ำใจดูแลเรื่องอาหารการกินแก่ฉันเสมอ  แม้ว่าตามประสาพื้นบ้าน  แต่เป็นมีน้ำใจที่ฉันไม่เคยลืม  และถือโอกาสตอบแทนบุญคุณของป้า ๆ และทุกคนเสมอ 

 

        แต่การกลับไปที่โรงเรียนคราวนี้  คนแรกที่นำอาหารมาฝากคือป้าแดง  นำอาหารมาฝากตั้งแต่วันแรกเลย  และมีผักผลไม้พื้นบ้านกลับบ้านอีก  ฉันได้ซื้อของใช้ในครัวไปฝากป้าแดงแล้วด้วย  บางครั้งป้าแดงก็มีของฝากไปกับเพื่อนครูให้ถึงบ้าน

 

         ส่วนป้าใบที่กล่าวถึงในวันนี้  มีฐานะแตกต่างจากป้า ๆ และครอบครัวอื่นมาก  บ้างช่องก็จวนจะผุพังแต่ป้าก็ซ่อมแซมดูแลให้คงสภาพอยู่ได้  หลังคาบ้านป้าได้เปลี่ยนจากหญ้าคามามุงสังกะสีแล้ว  ทำให้ปัญหาฝนรั่วลดลง  คุณครูทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันสำหรับป้าใบว่า "น้ำใจของป้าซื้อไม่ได้ขายไม่เป็น

 

         วันสองวันนี้ฉันมีความรู้สึกที่ซาบซึ้งน้ำใจของป้าเป็นพิเศษ  แม้ว่าป้าแทบไม่มีจะกิน  รับจ้างไปวัน ๆ แถมสุขภาพไม่ดีอีก  นอกจากน้ำพริกผักต้มตามมีตามเกิดแล้ว  ข้าวป้าก็ต้องซื้อ  แถมยังเจียดเงินซื้อไข่ต้มให้อีกถึง ๓ ฟองถือว่ามากสำหรับการจับจ่ายของป้า  แต่ป้าดูมีความสุขมากที่ได้นำของกินของฝากมาให้  และฉันก็รู้สึกดีที่ครูทุกคนรุมทานน้ำพริกของป้าจนเกลี้ยง 

 

      "น้ำใจ" ของป้ามีคุณค่ามาก  มีความหมายต่อผู้ให้และผู้รับ  ขอยกย่องบอกกล่าวเรื่องเล่านี้ผ่านบันทึก  คนในสังคมประเทศไทยมีความแตกต่างมากมายหลายระดับชั้นตามที่จำกัดกันไว้   แต่สำหรับฉันไม่เคยแบ่งชนชั้นกับใคร  บางคนอาจจะดูถูกเหยียดหยามคนบ้านนอก  คนยากคนจน  แต่ฉันมีโอกาสดีที่ได้เรียนรู้และสัมผัสได้ รวมทั้งได้ใช้วิถีชีวิตร่วมกันกับคนบ้านนอกได้อย่างสบายและกลมกลืน จึงเป็นคนบ้านบ้านเต็มร้อย  และได้เห็นจริงกับคำกล่าวว่า "จนเงินแต่ไม่จนน้ำใจ"