ดีใจแทนน้อง พ. กรณีศึกษาที่คุณแม่และอาม่าสนใจฝึกตั้งแต่แรกคลอด แต่ความถี่และความหนักของการพัฒนาทักษะชีวิตของน้องวัย 3 ขวบยังช้าอยู่มาก

ดร.ป๊อป แนะนำให้อาม่าและคุณแม่ของน้อง พ. ลองเล่นและแสดงท่าทางการฝึกพัฒนาการต่างๆ โดย ดร. ป๊อป อธิบายการปรับกระบวนการฝึกต่างๆ ด้วยเหตุผลทางคลินิกกิจกรรมบำบัด ดังนี้

เคยฝึกโยกตัวเด็กขึ้นลงบนบอลขนาดใหญ่มากกว่า 20 ครั้ง ด้วยจังหวะเร็วๆ

ข้อแนะนำคือ เด็กไม่ใช้กล้ามเนื้อเล็กได้สมบูรณ์ มีการกระตุ้นตนเองโดยเขย่าศรีษะและกระพริบตาบ่อยครั้ง จึงไม่ควรโยกตัวเด็กขึ้นลงมากจนเกินพอดี ควรปรับโยกตัวเด็กในท่านอนคว่ำคล้ายเครื่องบิน พร้อมโยกเป็นจังหวะช้าๆ เพื่อให้กางแขนขา แล้วกลอกตาตามไปทางทิศซ้าย ขวา หน้า หลัง ไม่เกินทิศทางละ 5 ครั้ง รวม 20 ครั้ง 

เคยปล่อยเด็กนั่งมองภาพเคลื่อนไหวบนจอโทรทัศน์นาน 1 ชม. ขณะอาม่าทำงานบ้าน

ข้อแนะนำคือ เด็กควรเรียนรู้ภาษาท่าทางและภาษาพูดจากการเลียนแบบ การสังเกต และการมีส่วนร่วมรับข้อมูลจากคนมากกว่าโทรทัศน์ หากต้องการให้เด็กเรียนรู้ ก็ไม่ควรเปิดทีวี ควรหันหน้าคนฝึกเผชิญหน้า และจำกัดสิ่งเร้าให้เด็กเรียนรู้ผ่านภาพนิ่งซ้ำๆ ช้าๆ ซักสามรอบ ให้อาม่าทำงานบ้านไปพักไป เพื่อหาเวลามาสลับฝึกน้อง ฝึกซัก 10-20 นาที แล้วค่อยปล่อยเล่นของเล่นหรือฟังเพลงอีก 10-20 นาที ตลอดวัน

เคยจับเด็กเดินจากเตียงนอนมาออกกำลังกายโดยทำท่าทางมวยจีน ซึ่งอยู่ในห้องนอนนาน 20 นาที  แล้วปล่อยให้ดูทีวีตรงนั้นเลย

ข้อแนะนำคือ อาจหาโอกาสพาเด็กมาเดินบ้าง ปีนของเล่นบ้าง วิ่งบ้าน นอกห้องนอน จะได้เรียนรู้สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับกิจกรรมทางร่างกาย ถ้าเป็นไปได้แยกห้องพักผ่อนที่มีทีวีออกจากห้องนอน

เคยจับเล่นของเล่นสองมือ ไม่ค่อยยอมมองตาม ฟังเสียงและมองท่าทางของคนในเทปการเรียนรู้จากเครื่องเล่นวีซีดี บริเวณมุมของเล่นที่มีมากมายนอกห้องนอน ไม่ชอบใส่แว่นสายตาสั้นและเอียง

ข้อแนะนำคือ ลองให้ของทีละมือ แยกฝึกหยิบปล่อยของผ่านกิจกรรมที่ใช้มือหนึ่งข้างสลับซ้ายขวา อาจฝึกของในที่มีไฟโคม ไม่มีเสียง หรือส่องไฟที่ของ เพื่อให้เด็กเรียนรู้การใช้ตาและมือมากขึ้น หากมีแว่น ก็ควรฝึกใส่ให้เคยชิน หากเด็กกระพริบตามากเกินไป ก็สัมผัสตรวหว่างคิ้วเพื่อให้ตาขยับเท่ากันทั้งซ้ายขวา ช่วงแรกอาจฝึกบ้างซัก 5-10 นาที ไม่แนะนำให้เรียนรู้จากสื่อวีซีดีมากเกินไป ใช้ฝึกกับคนและสิ่งของรอบตัวแบบสามมิติดีกว่า อาจจัดฐานกิจกรรมซัก 5 ฐานสลับการเล่นและการเรียนรู้ ได้แก่ จัดกลุ่มของเล่นประจำวัน ไม่ซ้ำรูปแบบ และฝึกให้เด็กเลือกและเก็บหลังเล่น ซึ่งจะดีกว่าอยู่มุมเดียว 

เคยปล่อยให้นั่งกางแบะขาสองข้าง ชอบใช้สะโพกข้างขวาถัดไปกับพื้น และมีวิธีการลุกโดยงอเข่าสองข้างคล้ายพับเพียบแล้วยันเหยียดเข่าในท่าโค้งตัวจนลุกขึ้นยืนได้เอง ไม่ชอบใส่รองเท้า

ข้อแนะนำคือ อย่าปล่อยให้นั่งกางขากับพื้นมากจนเกินไป ฝึกนั่งขัดสมาธิ (เห็นเด็กเลียนแบบการนั่งสมาธิของอาม่าได้) สลับกับนั่งเก้าอี้มีพนักผิงพร้อมวางเท้าติดพื้น มีการฝึกมองการหยิบใส่ของเล่นทรงกระบอกเพื่อให้อุ้งมือได้เคลื่อนไหวทีละข้าง เพิ่มจำนวนครั้งหรือขนาดรูปทรงกระบอกมากขึ้น อาจฝึกเดินผ่านเครื่องช่วยพยุงเดินพร้อมมีล้อและที่จับ พยายามฝืนให้ใส่รองเท้ารัดส้นบ้าง เพื่อเรียนรู้การลงน้ำหนักผ่านสะโพก ข้อเข่า และข้อเท้าสองข้าง

เคยอาบน้ำให้หมด ไม่ชอบจับฟองน้ำถูตัว แปรงฟันถูลิ้นและกระพุ้งแก้มเร็วๆ กลืนอาหารโดยไม่เคี้ยว แต่เคลื่อนไหวลิ้นและขากรรไกรเป็นจังหวะกระตุกให้อาหารเคลื่อนเข้าสู่หลอดอาหารเอง

ข้อแนะนำคือ ฝึกการเรียนรู้ทักษะการดูแลตนเอง หยิบผ้าขนหนูเช็ดตัวเองแทนการหยิบฟองน้ำที่ไม่ชอบ มีการหยิบแปรงฟัน เพิ่มการลดความไวของการเคลื่อนไหวลิ้นและขากรรไกรอัตโนมัต โดยใช้แปรงขยับจากโคนลิ้นสู่ปลายลิ้นช้าๆ เวลาตักอาหารใส่ช้อนก็ขยับสัมผัสบริเวณฟันกรามเป็นจังหวะกดลงช้าๆ ขณะปิดปากดันลิ้นสัมผัสอาหาร ก็ใช้นิ้วชี้ผู้ป้อนกดตรงระหว่างขากรรไกรทั้งสองข้างหนักๆ ช้าๆ 1 ครั้ง เพื่อให้เด็กกัดฟันแล้วกลืนอาหารอย่างเหมาะสม ทำทีละข้างสลับซ้ายขวาบ่อยครั้ง

จะเห็นว่า หนึ่งชั่วโมงที่ ดร. ป๊อป ชวนคุณแม่ของน้องและอาม่าร่วมวิเคราะห์ปัญหาและเรียนรู้กระบวนการฝึกกิจกรรมบำบัดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งแตกต่างจากการฝึกในสถานที่ฝึกอื่นๆ ที่มีความถี่และความหนักที่ละเลยการคิดวิเคราะห์ในปัญหาและความสามารถที่มีอยู่ของเด็ก นับเป็นศิลปะที่สำคัญในการบำบัดฟื้นฟูทักษะชีวิตที่สัมพันธ์กับศาสตร์แห่งกิจกรรมการดำเนินชีวิต

ผู้สนใจสามารถติดตาม กระบวนการกิจกรรมบำบัดที่บ้าน ที่มีการดัดแปรความคิดความเข้าใจและสิ่งแวดล้อมที่บ้านให้พร้อมต่อการพัฒนาทักษะชีวิตของเด็ก ที่รายการยิ้มสู้ ทีวีไทย วันพฤหัสบดีที่ 19 พ.ค. นี้ เวลา 13.35 น.