ผู้เขียนตั้งประเด็นไว้ในใจว่า ๑)สิ่งมหัศจรรย์นี้เกิดขึ้นมาและดำรงอยู่ท่ามกลางชาวมุสลิมขนาดใหญ่โดยโลกไม่ถูกทำลายได้อย่างไร? ๒)มีแนวคิดอะไรบ้างในการสร้างสรรผลงานชิ้นเอกนี้ขึ้นมา ๓)พุทธศาสนาในอินโดนีเชียปัจจุบันนี้ดำรงอยู่ได้อย่างไรกัน?

     เมื่อผู้เขียนเดินทางไปนำเสนอผลงานทางวิชาการร่วมกับนักวิชาการไทย ๑๖๐ คนและนักวิชาการต่างชาติอีกกว่า ๓๐ คน ที่เมืองยอกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเชีย ระหว่างวันที่ ๓๑ กรกฎาคม-๕ สิงหาคม ๒๕๕๓ ทางคณะผู้จัดทำซึ่งนำโดยท่านอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ผศ.ดร.มาณพ ภาษิตวิไลธรรม โดยมี รศ.ดร.มาฆะ ขิตตะสังคะ เป็นผู้ประสานงานกับมหาวิทยาลัย Gadjah  Mada ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยท้องถิ่น ได้นำคณะไปเยี่ยมนมัสการพระบรมธาตุบรมพุทโธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวพุทธโลก 

     เมื่อผู้เขียนไปถึง ได้เห็นพระมหาเจดีย์ "บรมพุทโธ" บางแห่งก็เขียนเป็น "บูโรพุทโธ" "บูโรบูโด" "โบโรโบดัวร์" ซึ่งก็แล้วแต่ว่าใครจะเขียนอย่างไร?  แต่ในใจผู้เขียนคิดว่า บรรพบุรุษแห่งอาณาจักรศรีวิชัย ช่างยิ่งใหญ่เสียจริง ๆ ทำได้อย่างไร?

     เคยมีคนกล่าวว่า ถ้าสิ่งที่ยิ่งใหญ่ทางศาสนาฮินดู ก็คือนครวัตร ส่วนสถานที่ยิ่งใหญ่ทางพุทธศาสนาก็คือบรมพุทโธนี้เอง   อย่างไรก็ตามความยิ่งใหญ่อลังการดังกล่าว ผู้เขียนไม่น่าแปลกใจเท่ากับสภาพแวดล้อมยุคหลังอิทธิพลทางพุทธศาสนากับจินตนาการของมนุษย์ที่สร้างสรรงานที่สุดอลังการนี้ ดังนั้นผู้เขียนจึงตั้งประเด็นไว้ในใจว่า

     ๑)สิ่งมหัศจรรย์นี้เกิดขึ้นมาและดำรงอยู่ท่ามกลางชาวมุสลิมขนาดใหญ่โดยโลกไม่ถูกทำลายได้อย่างไร?

     ๒)มีแนวคิดอะไรบ้างในการสร้างสรรผลงานชิ้นเอกนี้ขึ้นมา

     ๓)พุทธศาสนาในอินโดนีเชียปัจจุบันนี้ดำรงตัวอยู่ได้อย่างไร?

     เป็นที่น่าเสียดายที่มีเวลาน้อย และการสื่อสารระหว่างกันก็ลำบาก แต่เท่าที่ได้สัมผัสคือ ชาวอินโดนีเชีย มีความภาคภูมิใจในพระบรมพุทโธนี้มาก สิ่งถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งเดียวที่ยิ่งใหญ่และปรากฏให้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปี ๒๕๓๔ ทางยูเนสโกได้ประกาศให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

     เมื่อไปถามผู้รู้แถวนั้น บอกว่าในแต่ละวันจะมีเด็กนักเรียน นักศึกษา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้ามาเยี่ยมชมกันเป็นจำนวนมาก จากการสัมผัสวันนั้น มีทั้งชาวพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู ต่างหลั่งไหลเข้าไปชมเป็นจำนวนมาก ในช่วงเวลานั้นผู้เขียนเป็นพระรูปเดียวที่เข้าไปนมัสการ  เมื่อมีชาวอินโดนีเชียท่านหนึ่งสอบถามได้ความว่าเป็นชาวคริสต์มาขอถ่ายรูป-คงเห็นผู้เขียนแต่งตัวแปลก ๆ มั้ง  หลังจากมีคนที่หนึ่งแล้ว มักจะมีคนที่สองเสมอ จากนั้น คนในศาสนาไหนเป็นศาสนาไหน ก็กดซัดเตอร์กันเป็นว่าเล่น ผู้เขียนจึงถูกแซวจากชาวคณะที่ไปด้วยว่าดาราหน้ากล้อง

     อีกประการหนึ่งนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนาใดก็ตาม มักจะถูกแนะนำให้เอามือล้วงเข้าไปในพระเจดีย์องค์เล็กเพื่อไปจับส่วนใดส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะตรงบริเวณบ่าและแขนของพระพุทธรูปที่อยู่ภายใน บางคนก็อธิษฐานขอพร ให้มีสิริ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ฯลฯ ซึ่งหลายครั้งเห็นคนต่างศาสนากระทำกันอย่างสนิทใจ 

     จากประเด็นดังกล่าวนี้ ผู้คนในอินโดนีเชีย มองว่าพระบรมพุทโธ เป็นสมบัติของชาติที่น่าภาคภูมิใจ เป็นโบราณสถาน ไม่ได้คิดว่าเป็นของเฉพาะแต่ศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นของสาธารณะ ประกอบกับประเทศอินโดนีเชีย เป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ไม่ได้ปกครองแบบรัฐอิสลาม รัฐบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนนับถือศาสนาอะไรก็ได้ โดยขอให้อยู่ภายใต้เฉพาะหลักปัญจศีลเท่านั้น

     นี้จึงคลี่คลายข้อสงสัยข้อที่หนึ่งที่ว่า สิ่งมหัศจรรย์นี้เกิดขึ้นมาท่ามกลางชาวมุสลิม แต่ไม่ถูกทำลายได้อย่างไร?

     ส่วนประเด็นปัญหาข้อที่ ๒ ที่ว่าโบราณมีแนวคิดอะไรบ้างในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกนี้ขึ้นมา  จากการสอบถามหลาย ๆ ท่านได้ให้ประเด็นในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกนี้ว่า

     ๑)ถ้าเรามองในแง่ของพุทธบนฐานความเชื่อแบบฮินดู ก็มีคติในเรื่องของศูนย์กลางจักรวาล ที่มีฐานรองรับ และมีลำดับชั้นขึ้นไป และมีทวีปต่าง ๆ แวดล้อมไว้โดยมีพระพุทธเจ้า (แบบมหายาน)เป็นศูนย์กลาง

     ๒)ถ้าเรามองในแง่คติพุทธศาสนาจริง ๆ ก็จะได้เห็นภพภูมิต่าง ๆ ที่เป็นกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ซึ่งความเข้าใจนี้ก็แยกย่อยออกไปอีก เช่น ถ้ามองในแง่ของพุทธเถรวาทก็มองพระเจดีที่อยู่ตรงกลางสุดเป็นเจดีย์ทึบ ก็อาจจะเทียบได้กับอนัตตาไม่มีตัวตน (เนื่องจากพระเจดีย์ในมุมต่าง ๆ โปร่งสามารถมองเห็นพระพุทธรูปอยู่ข้างในได้) แต่ถ้ามองในแง่พุทธมหายาน บางนิกายอาจเป็นพุทธภูมิหนึ่งก็ได้

     ส่วนข้อสงสัยสุดท้ายที่ว่าพระพุทธศาสนาในอินโดนีเชีย ปัจจุบันนี้ดำรงอยู่ได้อย่างไร?

     ในข้อนี้ทราบว่าปัจจุบันศูนย์รวมชาวพุทธอินโดนีเชียอยู่ที่เมืองหลวงของประเทศ โดยใช้ชื่อว่า "พุทธสมาคมอินโดนีเชีย" ซึ่งสมาคมนี้กำลังขับเคลื่อนพุทธศาสนาอย่างจริงจังมีทั้งพระชาวอินโดนีเชียเอง และพระชาวต่างชาติเข้าไปทำงานด้านการเผยแผ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระไทยจากสำนักวัดบวรนิเวศ ที่เข้าไปมีบทบาทด้านนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดงานวันวิสาขบูชาที่ชาวพุทธในอินโดนีเชีย ไม่ว่าจะมาจากนิกายไหน ประเทศอะไร ก็จะไปทำพิธีร่วมกัน

     เมื่อทราบดังนี้แล้ว ทำให้ผู้เขียนมองเห็นแสงแห่งความรุ่งโรจน์แห่งพระพุทธศาสนากลับมาอีกครั้ง แม้จะต้องฟันผ่าอุสรรค์แค่ไหน  ขอส่งกำลังใจให้พระธรรมทูตสายต่างประเทศทำงานเพื่อสังคมสันติสถาพรต่อไป